<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุขภาพดี HealthyFreerwer &#187; -สุขภาพทั่วไป</title>
	<atom:link href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/category/general-health/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.healthy.freewer.net</link>
	<description>บทความสุขภาพ ข้อมูลโรค เคล็ดลับสุขภาพดี  แนะนำการปฏิบัติตัว ความรู้สุขภาพ ข่าวสารวงการแพทย์</description>
	<lastBuildDate>Wed, 02 Mar 2011 18:25:07 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>แบบทดสอบว่าคุณมีปัญหาโรคนอนกรน</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/snor-screenin.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/snor-screenin.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Mar 2010 01:57:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[-หู คอ จมูก]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคนอนกรน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=324</guid>
		<description><![CDATA[

ในสถานการณ์ต่อไปนี้ ท่านมักจะเผลอหลับหรืองีบหลับไป มีมากน้อยแค่ไหน (ตอบทุกข้อ)




ไม่เคย
น้อย
ปานกลาง
มาก


ขณะดูโทรทัศน์






ขณะอ่านหนังสือ






นั่งเฉยๆ นอกบ้านในที่สาธารณะ






นั่งพูดคุยกับคนอื่น






หลับในขณะที่รถติดช่วงไม่กี่นาที






นั่งเป็นผู้โดยสารนานเป็นชั่วโมง






นั่งเงียบๆ หลังทานอาหารเที่ยง






นั่งเอนหลังเพื่อพักในช่วงบ่าย







การแปลผล
ไม่เคย = 0 คะแนน
น้อย = 1 คะแนน
ปานกลาง =2 คะแนน
มาก =3 คะแนน
รวมคะแนนทั้งหมด
ถ้ารวมได้น้อยกว่า 7 คะแนน  แสดงว่า กรนปกติ
ถ้ารวมได้มากกว่า 9 คะแนน  แสดงว่า ท่านง่วงนอนมากผิดปกติ อาจจะเกิดจากโรคนอนกรนได้ ควรปรึกษาแพทย์
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p>ในสถานการณ์ต่อไปนี้ ท่านมักจะเผลอหลับหรืองีบหลับไป มีมากน้อยแค่ไหน (ตอบทุกข้อ)</p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="1" width="450">
<tbody>
<tr>
<td></td>
<td>ไม่เคย</td>
<td>น้อย</td>
<td>ปานกลาง</td>
<td>มาก</td>
</tr>
<tr>
<td>ขณะดูโทรทัศน์</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>ขณะอ่านหนังสือ</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>นั่งเฉยๆ นอกบ้านในที่สาธารณะ</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>นั่งพูดคุยกับคนอื่น</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>หลับในขณะที่รถติดช่วงไม่กี่นาที</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>นั่งเป็นผู้โดยสารนานเป็นชั่วโมง</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>นั่งเงียบๆ หลังทานอาหารเที่ยง</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>นั่งเอนหลังเพื่อพักในช่วงบ่าย</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong><span id="more-324"></span>การแปลผล</strong></p>
<p>ไม่เคย = 0 คะแนน</p>
<p>น้อย = 1 คะแนน</p>
<p>ปานกลาง =2 คะแนน</p>
<p>มาก =3 คะแนน</p>
<p><strong>รวมคะแนนทั้งหมด</strong></p>
<p>ถ้ารวมได้น้อยกว่า 7 คะแนน  แสดงว่า กรนปกติ</p>
<p>ถ้ารวมได้มากกว่า 9 คะแนน  แสดงว่า ท่านง่วงนอนมากผิดปกติ อาจจะเกิดจากโรคนอนกรนได้ ควรปรึกษาแพทย์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/snor-screenin.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เซลล์ลูไลท์ (ผิวเปลือกส้ม)</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/cellulite.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/cellulite.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Feb 2010 18:47:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-ลดน้ำหนัก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=316</guid>
		<description><![CDATA[

เซลล์ลูไลท์คือ  เซลล์ไขมันใต้ชั้นผิวหนังที่พองตัวและรวมกันเป็นก้อนทำให้ผิวหนังนูนเป็น ปุ่มๆ ดูน่าเกลียด บางครั้งจะเรียกว่า ผิวเปลือกส้ม  พบบ่อยบริเวณไขมันสะโพก ไขมันก้น  และไขมันต้นขา พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
ผิวหนังของมนุษย์จำแนกเป็น 3 ชั้น

ชั้นหนังกำพร้า เป็นผิวหนังชั้นนอกสุด ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรค  สร้างเซลล์เม็ดสีผิว และสร้างเคอราติน (keratin)
ชั้นหนังแท้ เป็นผิวหนังถัดลงมาจากชั้นหนังกำพร้า ประกอบด้วยเส้นเลือด ต่อมเหงื่อ  ต่อมไขมัน  เส้นประสาท และรูขุมขน
ชั้นไขมัน เป็นผิวชั้นล่าง ประกอบด้วยเซลล์ไขมันเป็นส่วนใหญ่  เกาะอยู่ตามกล้ามเนื้อและกระดูก

โดยผิวหนังทุกชั้นจะมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน  เพื่อเชื่อมเซลล์ผิวหนังให้เกาะเกี่ยวกระชับเข้าด้วยกัน
สาเหตุของเซลล์ลูไลท์
จากลักษณะของชั้นผิวของมนุษย์ข้างต้น จะเห็นได้ว่า  เซลล์ชั้นไขมันที่สะสมใต้ผิวหนังเป็นสาเหตุเริ่มต้นของผิวเปลือกส้ม โดยเริ่มต้นจาก

การได้รับพลังงานจากอาหารแล้วใช้ไม่หมด พลังงานส่วนเกินจะถูกแปลงเป็นไขมัน  ครึ่งหนึ่ง ของไขมันจากพลังงานส่วนเกินนี้  จะสะสมที่เซลล์ไขมันบริเวณใต้ผิวหนัง
เนื้อเยื่อเกี่ยวพันอ่อนแอลงจนขาดความยืดหยุ่น (เมื่ออายุมากขึ้น)  เมื่อเนื้อเยื่อเกี่ยวพันแข็ง รัดล้อมรอบไขมัน  จะทำให้เห็นไขมันเป็นตุ่มๆขึ้นมาชัดเจนขึ้น

ระดับความรุนแรงของปัญหาเซลล์ลูไลท์
1. รุนแรงน้อย &#8211; มองเห็นผิวเปลือกส้มต่อเมื่อขยุ้มผิวขึ้นมา
2. รุนแรงปานกลาง &#8211; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<div id="attachment_317" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-317" title="cellulite" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/02/cellulite-300x135.jpg" alt="cellulite" width="300" height="135" /><p class="wp-caption-text">cellulite</p></div>
<p>เซลล์ลูไลท์คือ  เซลล์ไขมันใต้ชั้นผิวหนังที่พองตัวและรวมกันเป็นก้อนทำให้ผิวหนังนูนเป็น ปุ่มๆ ดูน่าเกลียด บางครั้งจะเรียกว่า ผิวเปลือกส้ม  <span id="more-316"></span>พบบ่อยบริเวณไขมันสะโพก ไขมันก้น  และไขมันต้นขา พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย</p>
<p>ผิวหนังของมนุษย์จำแนกเป็น 3 ชั้น</p>
<ol>
<li>ชั้นหนังกำพร้า เป็นผิวหนังชั้นนอกสุด ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรค  สร้างเซลล์เม็ดสีผิว และสร้างเคอราติน (keratin)</li>
<li>ชั้นหนังแท้ เป็นผิวหนังถัดลงมาจากชั้นหนังกำพร้า ประกอบด้วยเส้นเลือด ต่อมเหงื่อ  ต่อมไขมัน  เส้นประสาท และรูขุมขน</li>
<li>ชั้นไขมัน เป็นผิวชั้นล่าง ประกอบด้วยเซลล์ไขมันเป็นส่วนใหญ่  เกาะอยู่ตามกล้ามเนื้อและกระดูก</li>
</ol>
<p>โดยผิวหนังทุกชั้นจะมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน  เพื่อเชื่อมเซลล์ผิวหนังให้เกาะเกี่ยวกระชับเข้าด้วยกัน</p>
<h2>สาเหตุของเซลล์ลูไลท์</h2>
<p>จากลักษณะของชั้นผิวของมนุษย์ข้างต้น จะเห็นได้ว่า  เซลล์ชั้นไขมันที่สะสมใต้ผิวหนังเป็นสาเหตุเริ่มต้นของผิวเปลือกส้ม โดยเริ่มต้นจาก</p>
<ol>
<li>การได้รับพลังงานจากอาหารแล้วใช้ไม่หมด พลังงานส่วนเกินจะถูกแปลงเป็นไขมัน  <strong><span style="text-decoration: underline;">ครึ่งหนึ่ง</span></strong> ของไขมันจากพลังงานส่วนเกินนี้  จะสะสมที่เซลล์ไขมันบริเวณใต้ผิวหนัง</li>
<li>เนื้อเยื่อเกี่ยวพันอ่อนแอลงจนขาดความยืดหยุ่น (เมื่ออายุมากขึ้น)  เมื่อเนื้อเยื่อเกี่ยวพันแข็ง รัดล้อมรอบไขมัน  จะทำให้เห็นไขมันเป็นตุ่มๆขึ้นมาชัดเจนขึ้น</li>
</ol>
<h2>ระดับความรุนแรงของปัญหาเซลล์ลูไลท์</h2>
<p>1. รุนแรงน้อย &#8211; มองเห็นผิวเปลือกส้มต่อเมื่อขยุ้มผิวขึ้นมา<br />
2. รุนแรงปานกลาง &#8211; มองเห็นผิวเปลือกส้มเมื่อยืน<br />
3. รุนแรงมาก &#8211; มองเห็นผิวเปลือกส้มตลอดเวลา</p>
<h2>การรักษาเซลล์ลูไลท์</h2>
<p>1. ลดปริมาณไขมันสะสมใต้ผิวหนัง โดยการลดการบริโภคไขมันและน้ำตาล<br />
2. ทำให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันแข็งแรงขึ้น ด้วยการนวดเบาๆตามบริเวณที่มีเซลล์ลูไลท์ และ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/cellulite.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โทษจากบุหรี่</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/smoking-disease.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/smoking-disease.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Feb 2010 15:41:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[-เลิกบุหรี่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=308</guid>
		<description><![CDATA[


โทษจากบุหรี่
การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของโรคที่ทำให้สมรรถภาพการทำงานของร่างกายเสื่อมลงและเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร  บุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ  โรคหลอดเลือดสมองตีบ  และโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย  การสูบบุหรี่ยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งปอด พบว่า 90% ของโรคมะเร็งปอดในผู้ชายและ 79% ของโรคมะเร็งในผู้หญิงเป็นผลมาจากการสูบบุหรี่
สารประกอบในควันบุหรี่
โทษจากบุหรี่เกิดจากสารประกอบในควันบุหรี่  ควันบุหรี่จะมีสารประกอบต่างๆ มากกว่า 4,000 ชนิด  สารประกอบเหล่านี้บางชนิดมีคุณสมบัติิให้โทษต่อร่างกาย   สารแต่ละชนิดสามารถก่อโรคได้แตกต่างกันไป  พบว่ามีสารมากกว่า 50 ชนิดในควันบุหรี่ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งในสัตว์และในคน  การสูบบุหรี่เพียง 1 ซองต่อวัน  ผู้สูบจะต้องสูบบุหรี่มากกว่า 70,000 ครั้งต่อปี  ทำให้เนื้อเยื่อในช่องปาก จมูก ช่องคอ และหลอดลมสัมผัสกับควันบุหรี่ตลอดเวลา  เนื้อเยื่อที่สัมผัสกับควันบุหรี่โดยตรงจะมีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่า เช่น เนื้อเยื่อของหลอดลม  สำหรับอวัยวะอื่นๆ ที่ไม่สัมผัสควันบุหรี่จะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งจากสารในควันบุหรี่ที่ถูกดูดซึมผ่านกระแสเลือด
โรคจากบุหรี่
มีการศึกษาวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่กับการเกิดโรคต่างๆ  ผู้สูบบุหรี่แต่ละรายจะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคจากบุหรี่แตกต่างกัน  ซึ่งขึ้นกับระยะเวลาที่สูบ  ปริมาณที่สูบ  ลักษณะพันธุกรรม  การมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆร่วมด้วย

โรคระบบหัวใจและหลอดเลือดจากบุหรี่  การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจแข็งตัว (atherosclerosis)  การสูบเพียงวันละ 4 มวนเป็นประจำพบว่าสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้  สำหรับผู้สูบบุหรี่โดยที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆในการเกิดโรคนี้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง, โรคไขมันในเลือดสูง  พบว่าจะมีโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคมากขึ้น 
โรคปอดจากบุหรี่  บุหรี่เป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง(COPD)  การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุที่สำคัญของโรคมะเร็งปอด  ผู้ที่สูบบุหรี่เพียงวันละ 1 ซองจะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 10 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #ff9900;"><img class="size-medium wp-image-311  aligncenter" title="Smoking-Effect" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/02/Smoking-Effect-300x225.jpg" alt="Smoking-Effect" width="264" height="198" /></span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">โทษจากบุหรี่</span></strong></p>
<p>การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของโรคที่ทำให้สมรรถภาพการทำงานของร่างกายเสื่อมลงและเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร  บุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ  โรคหลอดเลือดสมองตีบ  และโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย  การสูบบุหรี่ยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งปอด <span id="more-308"></span>พบว่า 90% ของโรคมะเร็งปอดในผู้ชายและ 79% ของโรคมะเร็งในผู้หญิงเป็นผลมาจากการสูบบุหรี่</p>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">สารประกอบในควันบุหรี่</span></strong></p>
<p>โทษจากบุหรี่เกิดจากสารประกอบในควันบุหรี่  ควันบุหรี่จะมีสารประกอบต่างๆ มากกว่า 4,000 ชนิด  สารประกอบเหล่านี้บางชนิดมีคุณสมบัติิให้โทษต่อร่างกาย   สารแต่ละชนิดสามารถก่อโรคได้แตกต่างกันไป  พบว่ามีสารมากกว่า 50 ชนิดในควันบุหรี่ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งในสัตว์และในคน  การสูบบุหรี่เพียง 1 ซองต่อวัน  ผู้สูบจะต้องสูบบุหรี่มากกว่า 70,000 ครั้งต่อปี  ทำให้เนื้อเยื่อในช่องปาก จมูก ช่องคอ และหลอดลมสัมผัสกับควันบุหรี่ตลอดเวลา  เนื้อเยื่อที่สัมผัสกับควันบุหรี่โดยตรงจะมีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่า เช่น เนื้อเยื่อของหลอดลม  สำหรับอวัยวะอื่นๆ ที่ไม่สัมผัสควันบุหรี่จะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งจากสารในควันบุหรี่ที่ถูกดูดซึมผ่านกระแสเลือด</p>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">โรคจากบุหรี่</span></strong></p>
<p>มีการศึกษาวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่กับการเกิดโรคต่างๆ  ผู้สูบบุหรี่แต่ละรายจะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคจากบุหรี่แตกต่างกัน  ซึ่งขึ้นกับระยะเวลาที่สูบ  ปริมาณที่สูบ  ลักษณะพันธุกรรม  การมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆร่วมด้วย</p>
<ul>
<li><strong>โรคระบบหัวใจและหลอดเลือดจากบุหรี่</strong>  การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจแข็งตัว (atherosclerosis)  การสูบเพียงวันละ 4 มวนเป็นประจำพบว่าสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้  สำหรับผู้สูบบุหรี่โดยที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆในการเกิดโรคนี้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง, โรคไขมันในเลือดสูง  พบว่าจะมีโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคมากขึ้น </li>
<li><strong>โรคปอดจากบุหรี่</strong>  บุหรี่เป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง(COPD)  การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุที่สำคัญของโรคมะเร็งปอด  ผู้ที่สูบบุหรี่เพียงวันละ 1 ซองจะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 10 เท่า  สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่วันละ 2 ซองจะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 25 เท่า  นอกจากนี้ยังพบอาการไอเรื้อรัง  เสมหะมากและหายใจไม่สะดวกในผู้สูบบุหรี่  เมื่อตรวจการทำงานของปอด (pulmonary function test) จะพบความผิดปกติได้มากกว่าแม้ผู้สูบนั้นจะอายุน้อยก็ตาม</li>
<li><strong>โรคระบบทางเดินอาหารจากบุหรี่</strong>  ในผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำจะพบว่ามีโอกาสเกิดแผลที่กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น  การสูบบุหรี่จะทำให้แผลหายช้าและทำให้ยายับยั้งการหลั่งกรดบางชนิดทำงานได้ผลไม่ดี   การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งกล่องเสียง  มะเร็งช่องปากและหลอดอาหาร    และถ้ามีการดื่มแอลกอฮอลร่วมด้วยโอกาสเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น  หลังจากที่เลิกสูบบุหรี่แล้วโอกาสเสี่ยงต่อมะเร็งกลุ่มนี้จะลดลงอย่างรวดเร็วและเมื่อเลิกได้นาน 15 ปี  พบว่าโอกาสเสี่ยงจะเท่ากับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่</li>
<li><strong>ผลต่อการตั้งครรภ์  </strong>การสูบบุหรี่ทำให้โอกาสที่จะตั้งครรภ์ยากขึ้น  ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์และสูบบุหรี่จะทำให้ทารกมีน้ำหนักแรกคลอดน้อยกว่าทารกปกติประมาณ 170 กรัม  นอกจากนี้การสูบบุหรี่ยังเพิ่มโอกาสเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ เช่น รกเกาะต่ำ รกลอกตัวก่อนกำหนด  ทารกคลอดก่อนกำหนด เป็นต้น</li>
<li><strong>โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย</strong></li>
<li><strong>โรคผิวหนังเหี่ยวย่นก่อนวัย</strong></li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/smoking-disease.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไขมันดี-ไขมันเลว</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/good-bad-fat.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/good-bad-fat.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Feb 2010 14:12:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[-อายุรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-โภชนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคไขมันในเลือดสูง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=276</guid>
		<description><![CDATA[


ชนิดของไขมันแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

ไขมันชนิดอิ่มตัว (Saturated fat) พบใน นม เนย ไขมันสัตว์ น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์ม ส่วนใหญ่จะเป็นไขที่อุณหภูมิห้อง
ไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (Unsaturated fat) ส่วนใหญ่เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง แบ่งย่อยได้เป็น 2 ประเภท คือ

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA, Monounsaturated fat) เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมัน canola และน้ำมันถั่วลิสง
ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFA, Polyunsaturated fat) เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย เป็นต้น


ไขมันทรานส์ (Trans fat) เป็นไขมันที่เติมโมเลกุลของไฮโดรเจน โดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นการทำให้ไขมันไม่อิ่มตัว กลายเป็นไขมันอิ่มตัวสามารถเก็บไว้ได้นานๆ แต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพคือ ทำให้ระดับ Cholesterol ในเลือดสูงได้ ซึ่ง ได้แก่ เนยแท่ง มาร์การีน เนยถั่ว รวมถึงน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารซ้ำ ฟาสต์ฟู๊ด

ปริมาณไขมันชนิดต่างๆในอาหาร



ชนิดน้ำมัน
ไขมันอิ่มตัว
(%)
ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว
(%)
ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน
(%)


น้ำมันคาโนลา
7
58
29


น้ำมันดอกคำฝอย
9
12
74


น้ำมันทานตะวัน
11
19
70


น้ำมันข้าวโพด
13
25
62


น้ำมันมะกอก
10
83
7


น้ำมันรำข้าว
20
41
39


น้ำมัันถั่วเหลือง
15
23
62


น้ำมันถั่วลิสง
22
43
35


น้ำมันปาล์ม
43
44
13


น้ำมันมะพร้าว
87
11
2


น้ำมันหมู
33
52
15


เนย
74
24
2



ผลต่อระดับโคเลสเตอรอลในเลือด



ชนิดไขมัน
แหล่ง
ผลต่อระดับโคเลสเตอรอลในเลือด


ไขมันชนิดอิ่มตัว
นม เนย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-281" title="oil" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/02/oil.jpg" alt="oil" width="165" height="250" /></p>
<p>ชนิดของไขมันแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่<span id="more-276"></span></p>
<ol>
<li><span style="color: #ff6600;"><strong>ไขมันชนิดอิ่มตัว (Saturated fat)</strong></span> พบใน นม เนย ไขมันสัตว์ น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์ม ส่วนใหญ่จะเป็นไขที่อุณหภูมิห้อง</li>
<li><span style="color: #ff6600;"><strong>ไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (Unsaturated fat)</strong></span> ส่วนใหญ่เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง แบ่งย่อยได้เป็น 2 ประเภท คือ
<ol>
<li>ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA, Monounsaturated fat) เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมัน canola และน้ำมันถั่วลิสง</li>
<li>ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFA, Polyunsaturated fat) เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย เป็นต้น</li>
</ol>
</li>
<li><span style="color: #ff6600;"><strong>ไขมันทรานส์ (Trans fat)</strong></span> เป็นไขมันที่เติมโมเลกุลของไฮโดรเจน โดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นการทำให้ไขมันไม่อิ่มตัว กลายเป็นไขมันอิ่มตัวสามารถเก็บไว้ได้นานๆ แต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพคือ ทำให้ระดับ Cholesterol ในเลือดสูงได้ ซึ่ง ได้แก่ เนยแท่ง มาร์การีน เนยถั่ว รวมถึงน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารซ้ำ ฟาสต์ฟู๊ด</li>
</ol>
<p><strong>ปริมาณไขมันชนิดต่างๆในอาหาร</strong></p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="1" width="550">
<tbody>
<tr>
<td align="center">ชนิดน้ำมัน</td>
<td align="center">ไขมันอิ่มตัว</p>
<p>(%)</td>
<td align="center">ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว</p>
<p>(%)</td>
<td align="center">ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน</p>
<p>(%)</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมันคาโนลา</td>
<td align="center">7</td>
<td align="center">58</td>
<td align="center">29</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมันดอกคำฝอย</td>
<td align="center">9</td>
<td align="center">12</td>
<td align="center">74</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมันทานตะวัน</td>
<td align="center">11</td>
<td align="center">19</td>
<td align="center">70</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมันข้าวโพด</td>
<td align="center">13</td>
<td align="center">25</td>
<td align="center">62</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมันมะกอก</td>
<td align="center">10</td>
<td align="center">83</td>
<td align="center">7</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมันรำข้าว</td>
<td align="center">20</td>
<td align="center">41</td>
<td align="center">39</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมัันถั่วเหลือง</td>
<td align="center">15</td>
<td align="center">23</td>
<td align="center">62</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมันถั่วลิสง</td>
<td align="center">22</td>
<td align="center">43</td>
<td align="center">35</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมันปาล์ม</td>
<td align="center">43</td>
<td align="center">44</td>
<td align="center">13</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมันมะพร้าว</td>
<td align="center">87</td>
<td align="center">11</td>
<td align="center">2</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมันหมู</td>
<td align="center">33</td>
<td align="center">52</td>
<td align="center">15</td>
</tr>
<tr>
<td>เนย</td>
<td align="center">74</td>
<td align="center">24</td>
<td align="center">2</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>ผลต่อระดับโคเลสเตอรอลในเลือด</strong></p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="1" width="550">
<tbody>
<tr>
<td align="center">ชนิดไขมัน</td>
<td align="center">แหล่ง</td>
<td align="center">ผลต่อระดับโคเลสเตอรอลในเลือด</td>
</tr>
<tr>
<td>ไขมันชนิดอิ่มตัว</td>
<td>นม เนย ชีส เนื้อสัตว์และน้ำมันจากสัตว์ กะทิ มะพร้าว น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม</td>
<td>เพิ่ม LDL</td>
</tr>
<tr>
<td>ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว</td>
<td>น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา น้ำมันถั่วลิสง อัลมอนด์ ถั่วลิสง อาโวคาโด</td>
<td>ลด LDL</td>
</tr>
<tr>
<td>ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน</td>
<td>น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันดอกทานตะวัน</td>
<td>ลด LDL</td>
</tr>
<tr>
<td>ไขมันทรานส์</td>
<td>มาร์การีน เนยขาว น้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน น้ำมันที่ทอดซ้ำ ฟาสต์ฟู๊ด เบเกอรี่</td>
<td>เพิ่ม LDL และ ลด HDL</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>สรุป</p>
<ul>
<li><strong>ไขมันไม่ดี</strong> ซึ่งควรหลีกเลี่ยง คือ ไขมันชนิดอิ่มตัว และไขมันทรานส์</li>
<li><strong>ไขมันที่ดี</strong> คือไขมันไม่อิ่มตัว  ควรเลือกใช้ในการประกอบอาหารเช่น <span style="font-family: MS Sans Serif;">เช่น น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันข้าวโพด  ซึ่งมีไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกาย  และช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้<br />
</span></li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/good-bad-fat.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลักการ ควบคุมอาหาร เพื่อ ควบคุมน้ำหนัก</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/control-weight-calories.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/control-weight-calories.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Feb 2010 19:04:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-ลดน้ำหนัก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=92</guid>
		<description><![CDATA[

ร่างกายของมนุษย์มีกลไกลในการควบคุมน้ำหนักอย่างไร?
&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของร่างกายขึ้นกับสมดุลระหว่างพลังงานที่ถูกนำเข้า  และพลังงานที่ถูกใช้ออกไป  หากพลังงานที่ถูกนำเข้ามีปริมาณมากกว่าพลังงานที่ถูกใช้ออกไป  พลังงานส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนให้สะสมอยู่ในร่างกาย  ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น  ในทางตรงกันข้าม  หากพลังงานที่ถูกใช้ออกไปมีค่ามากกว่าพลังงานที่ถูกนำเข้า  จะทำให้น้ำหนักลดลง

พลังงานที่ถูกนำเข้า คือ พลังงานจากอาหาร  โดยแต่ละมื้อที่รับประทานอาหารเข้าไป  อาหารจะถูกย่อยเพื่อสร้างเป็นพลังงานให้ร่างกายนำไปใช้  อาหารแต่ละชนิดจะมีส่วนประกอบแตกต่างกัน และให้พลังงานได้ไม่เท่ากัน
พลังงานที่ถูกใช้ออกไป คือ  พลังงานที่ระบบต่างๆของร่างกายใช้ไปเมื่อร่างกายทำงาน ประกอบด้วย

Basal metabolic rate (BMR) คือ พลังงานที่ร่างกายใช้ไปขณะพัก  เป็นปริมาณพลังงานที่ร่างกายใช้ไปอยู่ตลอดเวลาแม้ในขณะที่ร่างกายอยู่เฉยๆ  เพราะระบบต่างๆในร่างกายมีการทำงานอยู่ตลอดเวลา  เช่น  การหายใจ  การเต้นของหัวใจ  เป็นต้น
พลังงานที่ใช้ไปในการทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน เช่น ออกกำลังกาย เป็นต้น



&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;ผู้ที่มีน้ำหนักคงที่ได้นั้น  ไม่ได้แปลว่า จำนวนพลังงานที่ถูกนำเข้ากับจำนวนพลังงานที่ถูกใช้ไปจะมีปริมาณเท่ากันเสมอในทุกๆวัน  แต่ในชีวิตจริง   ผู้ที่มีน้ำหนักคงที่  มักจะได้รับพลังงานจากอาหารมากกว่าพลังงานที่ใช้ไปในวันหนึ่ง  และได้รับพลังงานจากอาหารน้อยกว่าพลังงานที่ใช้ไปในวันถัดไป   การควบคุมน้ำหนักเช่นนี้เกิดตามธรรมชาติสลับไปทุกๆวัน  ทำให้น้ำหนักตัวคงที่
&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก   ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้พลังงานที่ถูกใช้ออกไปมีค่ามากกว่าพลังงานที่ถูกนำเข้า   องค์ประกอบที่สำคัญมี 2 ประการ  คือ  การควบคุมอาหาร และ การออกกำลังกาย   ทั้งสองข้อนี้จำเป็นต้องปฏิบัติควบคู่กันเสมอ    การควบคุมอาหารโดยไม่ออกกำลังกายถือเป็นวิธีการที่ผิด  เพราะมวลกล้ามเนื้อจะลดลง  ซึ่งทำให้การลดน้ำหนักครั้งต่อไปทำได้ยากมากขึ้น
&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;เป้าหมายสำหรับผู้เริ่มต้นการควบคุมน้ำหนัก   แนะนำว่าควรลดพลังงานให้ได้ประมาณ 500 กิโลแคลอรี่ (kcal) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><strong>ร่างกายของมนุษย์มีกลไกลในการควบคุมน้ำหนักอย่างไร?</strong></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของร่างกายขึ้นกับสมดุลระหว่างพลังงานที่ถูกนำเข้า  และพลังงานที่ถูกใช้ออกไป  หากพลังงานที่ถูกนำเข้ามีปริมาณมากกว่าพลังงานที่ถูกใช้ออกไป  พลังงานส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนให้สะสมอยู่ในร่างกาย  ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น  <span id="more-92"></span>ในทางตรงกันข้าม  หากพลังงานที่ถูกใช้ออกไปมีค่ามากกว่าพลังงานที่ถูกนำเข้า  จะทำให้น้ำหนักลดลง</p>
<ul>
<li>พลังงานที่ถูกนำเข้า คือ พลังงานจากอาหาร  โดยแต่ละมื้อที่รับประทานอาหารเข้าไป  อาหารจะถูกย่อยเพื่อสร้างเป็นพลังงานให้ร่างกายนำไปใช้  อาหารแต่ละชนิดจะมีส่วนประกอบแตกต่างกัน และให้พลังงานได้ไม่เท่ากัน</li>
<li>พลังงานที่ถูกใช้ออกไป คือ  พลังงานที่ระบบต่างๆของร่างกายใช้ไปเมื่อร่างกายทำงาน ประกอบด้วย
<ul>
<li>Basal metabolic rate (BMR) คือ พลังงานที่ร่างกายใช้ไปขณะพัก  เป็นปริมาณพลังงานที่ร่างกายใช้ไปอยู่ตลอดเวลาแม้ในขณะที่ร่างกายอยู่เฉยๆ  เพราะระบบต่างๆในร่างกายมีการทำงานอยู่ตลอดเวลา  เช่น  การหายใจ  การเต้นของหัวใจ  เป็นต้น</li>
<li>พลังงานที่ใช้ไปในการทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน เช่น ออกกำลังกาย เป็นต้น</li>
</ul>
</li>
</ul>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผู้ที่มีน้ำหนักคงที่ได้นั้น  ไม่ได้แปลว่า จำนวนพลังงานที่ถูกนำเข้ากับจำนวนพลังงานที่ถูกใช้ไปจะมีปริมาณเท่ากันเสมอในทุกๆวัน  แต่ในชีวิตจริง   ผู้ที่มีน้ำหนักคงที่  มักจะได้รับพลังงานจากอาหารมากกว่าพลังงานที่ใช้ไปในวันหนึ่ง  และได้รับพลังงานจากอาหารน้อยกว่าพลังงานที่ใช้ไปในวันถัดไป   การควบคุมน้ำหนักเช่นนี้เกิดตามธรรมชาติสลับไปทุกๆวัน  ทำให้น้ำหนักตัวคงที่</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก   ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้พลังงานที่ถูกใช้ออกไปมีค่ามากกว่าพลังงานที่ถูกนำเข้า   องค์ประกอบที่สำคัญมี 2 ประการ  คือ  การควบคุมอาหาร และ การออกกำลังกาย   ทั้งสองข้อนี้จำเป็นต้องปฏิบัติควบคู่กันเสมอ    การควบคุมอาหารโดยไม่ออกกำลังกายถือเป็นวิธีการที่ผิด  เพราะมวลกล้ามเนื้อจะลดลง  ซึ่งทำให้การลดน้ำหนักครั้งต่อไปทำได้ยากมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป้าหมายสำหรับผู้เริ่มต้นการควบคุมน้ำหนัก   แนะนำว่าควรลดพลังงานให้ได้ประมาณ 500 กิโลแคลอรี่ (kcal) ต่อวัน   ยกตัวอย่างเช่น  รับประทานอาหารน้อยลงกว่าเดิม 300 kcal และออกกำลังกายเพิ่มขึ้น 200 kcal เป็นต้น   หากสามารถทำได้ดังที่กล่าวมาข้างต้น  ใน 1 สัปดาห์จะสามารถลดพลังงานได้ 3,500 กิโลแคลอรี่ (kcal)  และเมื่อนำมาเทียบเป็นหน่วยกิโลกรัมแล้ว  จะคำนวณการลดน้ำหนักได้ประมาณ 0.45 กิโลกรัมต่อสัปดาห์</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ปัญหา คือ ผู้ที่พยายามลดน้ำหนักไม่ทราบว่าอาหารที่รับประทานเข้าไปในแต่ละวันคิดเป็นพลังงานกี่กิโลแคลอรี่ และไม่ทราบว่าการออกกำลังกายที่ทำอยู่ทุกวันคิดเป็นพลังงานเท่าไร   ทำให้การลดน้ำหนักอาจไม่ประสบผลสำเร็จ    ปัญหานี้แก้ไข้ได้โดยใช้โปรแกรมช่วยคำนวณหาค่าพลังงานจากอาหารและคำนวณพลังงานจากการออกกำลังกาย  &#8212;&#8211;&gt;- <a title="พลังงานจากอาหาร" href="http://www.healthy.freewer.net/weightloss3.php">คลิกที่นี่ เพื่อไปหน้า โปรแกรมการควบคุมอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนัก</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/control-weight-calories.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สูตรอาหารลดน้ำหนักที่ดีที่สุด คือ</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/formular-weightloss.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/formular-weightloss.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 03 Feb 2010 17:43:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-ลดน้ำหนัก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=237</guid>
		<description><![CDATA[

สูตรอาหารลดน้ำหนัก เป็นสิ่งที่หลายคนได้พยายามค้นคว้า เพื่อให้ได้สูตรที่ดีที่สุดมา  บางคนได้สูตรอาหารลดน้ำหนักจากนิตยสารสุขภาพบ้าง  ได้สูตรจากผู้ที่เคยประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักบ้าง   แต่เมื่อได้สูตรอาหารลดน้ำหนักเหล่านั้นมา กลับพบว่าสูตรนั้นไม่ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักอย่างที่คาดไว้
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น  เพราะ ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักแต่ละคนมีปัจจัยที่แตกต่างกัน  ได้แก่

 อายุ
 น้ำหนัก
ส่วนสูง
การออกกำลังกาย
กิจกรรมที่เผาผลาญพลังงานในแต่ละวัน
พลังงานจากอาหารที่รับประทานเข้าไป

ด้วยปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ผลรวมของ พลังงานที่ร่างกายได้รับ กับ พลังงานที่ร่างกายใช้ไป แตกต่างกันไปในแต่ละคน  ดังนั้นสูตรอาหารลดน้ำหนักที่ประสบผลสำเร็จดีกับคนหนึ่ง  อาจไม่ประสบผลสำเร็จกับอีกคนหนึ่งก็เป็นได้   ดังนั้นสูตรอาหารลดน้ำหนักที่ดีที่สุด คือ การสร้างสูตรอาหารลดน้ำหนักที่เหมาะสมกับตัวเอง
โปรแกรมคำนวณ  &#8220;สูตรอาหารลดน้ำหนัก&#8221; ที่ผมได้พัฒนาขึ้น  เป็นโปรแกรมที่คำนวณพลังงาน (kcal) โดยใช้สมการ และค่าสัมประสิทธิ์ ตามหลักวิชาการแพทย์    เพื่อคำนวณหา

ความต้องการพลังงานขณะพัก (BMR)
ความต้องการพลังงานต่อวัน
การเผาผลาญพลังงานจากการออกกำลังกาย
พลังงานที่ได้จากอาหาร
ผลต่างพลังงานต่อวัน
ทำนายการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักต่อ 1 สัปดาห์

คลิกที่นี่ เพื่อไปหน้า โปรแกรมคำนวณ &#8220;สูตรอาหารลดน้ำหนัก&#8221;
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><strong>สูตรอาหารลดน้ำหนัก</strong> เป็นสิ่งที่หลายคนได้พยายามค้นคว้า เพื่อให้ได้สูตรที่ดีที่สุดมา  บางคนได้สูตรอาหารลดน้ำหนักจากนิตยสารสุขภาพบ้าง  ได้สูตรจากผู้ที่เคยประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักบ้าง   แต่เมื่อได้สูตรอาหารลดน้ำหนักเหล่านั้นมา กลับพบว่าสูตรนั้นไม่ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักอย่างที่คาดไว้<span id="more-237"></span></p>
<p>สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น  เพราะ ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักแต่ละคนมีปัจจัยที่แตกต่างกัน  ได้แก่</p>
<ul>
<li> อายุ</li>
<li> น้ำหนัก</li>
<li>ส่วนสูง</li>
<li>การออกกำลังกาย</li>
<li>กิจกรรมที่เผาผลาญพลังงานในแต่ละวัน</li>
<li>พลังงานจากอาหารที่รับประทานเข้าไป</li>
</ul>
<p>ด้วยปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ผลรวมของ<em> พลังงานที่ร่างกายได้รับ</em> กับ<em> พลังงานที่ร่างกายใช้ไป</em> แตกต่างกันไปในแต่ละคน  ดังนั้นสูตรอาหารลดน้ำหนักที่ประสบผลสำเร็จดีกับคนหนึ่ง  อาจไม่ประสบผลสำเร็จกับอีกคนหนึ่งก็เป็นได้   ดังนั้นสูตรอาหารลดน้ำหนักที่ดีที่สุด คือ การสร้างสูตรอาหารลดน้ำหนักที่เหมาะสมกับตัวเอง</p>
<p><a title="สร้าง สูตรอาหารลดน้ำหนัก ด้วยตัวเอง" href="http://www.healthy.freewer.net/weightloss3.php">โปรแกรมคำนวณ  &#8220;สูตรอาหารลดน้ำหนัก&#8221;</a> ที่ผมได้พัฒนาขึ้น  เป็นโปรแกรมที่คำนวณพลังงาน (kcal) โดยใช้สมการ และค่าสัมประสิทธิ์ ตามหลักวิชาการแพทย์    เพื่อคำนวณหา</p>
<ul>
<li>ความต้องการพลังงานขณะพัก (BMR)</li>
<li>ความต้องการพลังงานต่อวัน</li>
<li>การเผาผลาญพลังงานจากการออกกำลังกาย</li>
<li>พลังงานที่ได้จากอาหาร</li>
<li>ผลต่างพลังงานต่อวัน</li>
<li>ทำนายการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักต่อ 1 สัปดาห์</li>
</ul>
<p><a title="สร้าง สูตรอาหารลดน้ำหนัก ด้วยตัวเอง" href="http://www.healthy.freewer.net/weightloss3.php">คลิกที่นี่ เพื่อไปหน้า โปรแกรมคำนวณ &#8220;สูตรอาหารลดน้ำหนัก&#8221;</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/formular-weightloss.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/vaccine-flu-2009.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/vaccine-flu-2009.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 29 Jan 2010 02:16:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[-อายุรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคปอด]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[-ไข้หวัดใหญ่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=226</guid>
		<description><![CDATA[

  
     วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นวัคซีนชนิดที่ใช้สำหรับป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่เฉพาะสายพันธ์ใหม่เท่านั้น  กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ฉีดในบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงหากติดเชื้อ  การฉีดวัคซีนควรกระทำภายใต้การดูแลของแพทย์  โดยหลังฉีดวัคซีนให้เฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์จากวัคซีนเป็นเวลา 30 นาที  และเมื่อกลับบ้านควรมีผู้ดูแลหลังฉีดวัคซีนต่ออีก 2 วัน
    หลังการฉีดวัคซีนแล้วร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัดใหญ่เฉพาะสายพันธ์ใหม่ 2009 เท่านั้น  ไม่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ หรือไข้หวัดที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ได้
     มีข้อห้ามในการใช้วัคซีนในผู้ที่แพ้ไข่  หรือ เคยแพ้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างรุนแรง  เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน  ผู้ที่กำลังมีไข้หรือกำลังเจ็บป่วยเฉียบพลัน
    อาการไม่พึงประสงค์ของวัคซีนที่ไม่รุนแรง  แต่พบได้บ่อย  (ไม่เกินร้อยละ 10)  ได้แก่  อาการปวดศีรษะ  เหงื่อออก  ปวดกล้ามเนื้อ  ปวดข้อ  ไข้  ไม่สบายตัว  เมื่อยล้า  สั่น  และอาการเฉพาะที่ได้แก่  ปวด  บวม  แดง  ห้อเลือด  ซึ่งจะหายได้เองภายใน 1-3 วัน
    อาการไม่พึงประสงค์รุนแรงที่เคยมีรายงาน  แต่พบได้น้อยมาก (น้อยกว่า 1 ในแสน) ได้แก่  อาการแพ้รุนแรง  บวมตามร่างกาย  การอักเสบของหลอดเลือด  ชักจากไข้สูง  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-227 aligncenter" title="วัคซีน ไข้หวัดใหญ่" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/01/0UCA2DCWAXCAG7XOSZCAEB1W49CAVX1CU2CAGH3DUECAL1EGC5CAY3QMMTCAS9AB6GCA2TE861CA884ZT4CAJ90EBRCA9D63O9CA05B5CYCAK5TOXFCA01IU76CA89E55FCAJ2E3I5CA07IDPUCA2T50F0.jpg" alt="วัคซีน ไข้หวัดใหญ่" width="99" height="150" />  </p>
<p style="text-align: left;">     วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นวัคซีนชนิดที่ใช้สำหรับป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่เฉพาะสายพันธ์ใหม่เท่านั้น  กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ฉีดในบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงหากติดเชื้อ  การฉีดวัคซีนควรกระทำภายใต้การดูแลของแพทย์  โดยหลังฉีดวัคซีนให้เฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์จากวัคซีนเป็นเวลา 30 นาที  และเมื่อกลับบ้านควรมีผู้ดูแลหลังฉีดวัคซีนต่ออีก 2 วัน<span id="more-226"></span></p>
<p>    หลังการฉีดวัคซีนแล้วร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัดใหญ่เฉพาะสายพันธ์ใหม่ 2009 เท่านั้น  ไม่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ หรือไข้หวัดที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ได้</p>
<p>     มีข้อห้ามในการใช้วัคซีนในผู้ที่แพ้ไข่  หรือ เคยแพ้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างรุนแรง  เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน  ผู้ที่กำลังมีไข้หรือกำลังเจ็บป่วยเฉียบพลัน</p>
<p>    อาการไม่พึงประสงค์ของวัคซีนที่ไม่รุนแรง  แต่พบได้บ่อย  (ไม่เกินร้อยละ 10)  ได้แก่  อาการปวดศีรษะ  เหงื่อออก  ปวดกล้ามเนื้อ  ปวดข้อ  ไข้  ไม่สบายตัว  เมื่อยล้า  สั่น  และอาการเฉพาะที่ได้แก่  ปวด  บวม  แดง  ห้อเลือด  ซึ่งจะหายได้เองภายใน 1-3 วัน</p>
<p>    อาการไม่พึงประสงค์รุนแรงที่เคยมีรายงาน  แต่พบได้น้อยมาก (น้อยกว่า 1 ในแสน) ได้แก่  อาการแพ้รุนแรง  บวมตามร่างกาย  การอักเสบของหลอดเลือด  ชักจากไข้สูง  เกล็ดเลือดลงลงชั่วคราว  อาการผิดปกติทางระบบประสาท  เช่น ปากเบี้ยว  กล้ามเนื้ออ่อนแรง  สับสน  เป็นต้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/vaccine-flu-2009.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

