<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุขภาพดี HealthyFreerwer &#187; -อายุรกรรม</title>
	<atom:link href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/category/med/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.healthy.freewer.net</link>
	<description>บทความสุขภาพ ข้อมูลโรค เคล็ดลับสุขภาพดี  แนะนำการปฏิบัติตัว ความรู้สุขภาพ ข่าวสารวงการแพทย์</description>
	<lastBuildDate>Wed, 02 Mar 2011 18:25:07 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>โรคเก๊าท์</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ortho/gou.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ortho/gou.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Mar 2011 18:25:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-กระดูกและข้อ]]></category>
		<category><![CDATA[-อายุรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ปวดข้อ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเก๊าท์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=381</guid>
		<description><![CDATA[

โรคเก๊าท์  เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่ง  พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง  เกิดจากการตกตะกอนของกรดยูริคภายในข้อ  ซึ่งกรดยูริคมาจากสารพิวรีนที่มีมากในอาหารจำพวกเครื่องในสัตว์  ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น  ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ต้องได้รับการดูแลรักษาต่อเนื่องตลอดชีวิต  เพราะหากปล่อยท้ิงไว้ อาจทำให้ข้อผิดรูป พิการได้
อาการโรคเก๊าท์

มีอาการปวดข้อ ข้อบวม  บริเวณข้อมีลักษณะแดงร้อนและกดเจ็บ  อาการปวดสามารถเกิดได้กับหลายข้อ  ตำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ข้อนิ้วโป้งเท้า  ข้อเท้า  และข้อเข่า  อาการปวดจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน  อาจมีอาการไข้เล็กน้อยจนถึงไข้สูง
อาการกำเริบแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน
เมื่อโรคดำเนินต่อไป  การอักเสบที่เกิดขึ้นซ้ำๆจะทำให้ข้อบิดเบี้ยว  เดินลำลากและอาจพิการได้
อาการร่วมอื่นๆ   อาจพบนิ่วในไต  นิ่วในทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย

ปัจจัยกระตุ้นโรคเก๊าท์

กินอาหารชนิดที่มีสารพิวรีนมาก  เช่น  สัตว์ปีก  เครื่องในสัตว์
การดื่มเหล้าและเบียร์
ยาบางชนิด  เช่น ยาลดความดันโลหิตบางตัว  ทำให้กรดยูริคสูงในเลือด
ปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ  ได้แก่  บาดเจ็บ  หลังผ่าตัดใหม่ๆ  ความเครียด  เป็นต้น

การวินิจฉัย และการตรวจเพิ่มเติม

เจาะน้ำในข้อไปตรวจ   วิธีนี้นอกจากจะเป็นวิธีการตรวจยืนยันที่ดีที่สุดแล้ว  ยังช่วยวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆได้อีกด้วย
เจาะเลือดตรวจระดับกรดยูริคว่าสูงกว่าปกติหรือไม่
x-ray ข้อที่มีอาการปวด  เพื่อดูความผิดปกติในภาพรังสี

การรักษาโรคเก๊าท์

ขณะโรคกำเริบ  ให้กินยาตามแพทย์สั่ง
ประคบเย็น
ลดการใช้ข้อ  หลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักที่ข้อดังกล่าว
กินน้ำให้เพียงพอ

การป้องกันโรคเก๊าท์

หลีกเลี่ยงการดื่มเบียร์และเหล้า
ดื่มน้ำมากๆ
กินยาตามแพทย์สั่ง  ผู้ป่วยบางรายอาจต้องกินยาตลอดชีวิต
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดังต่อไปนี้ :  หัวใจไก่  ตับไก่  กึ๋นไก่  เซ่งจี้หมู  ตับหมู  ไต  ตับอ่อน  มันสมองวัว  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<div id="attachment_382" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-382" title="gout" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2011/03/gout-300x199.jpg" alt="gout" width="300" height="199" /><p class="wp-caption-text">gout</p></div>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong><a href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/tag/gout-dz" class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with โรคเก๊าท์">โรคเก๊าท์</a> </strong></span> เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่ง  พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง  เกิดจากการตกตะกอนของกรดยูริคภายในข้อ  ซึ่งกรดยูริคมาจากสารพิวรีนที่มีมากในอาหารจำพวกเครื่องในสัตว์  ถั่วเมล็ดแห้ง<span id="more-381"></span> เป็นต้น  ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ต้องได้รับการดูแลรักษาต่อเนื่องตลอดชีวิต  เพราะหากปล่อยท้ิงไว้ อาจทำให้ข้อผิดรูป พิการได้</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>อาการ<a href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/tag/gout-dz" class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with โรคเก๊าท์">โรคเก๊าท์</a></strong></span></p>
<ol>
<li>มีอาการปวดข้อ ข้อบวม  บริเวณข้อมีลักษณะแดงร้อนและกดเจ็บ  อาการปวดสามารถเกิดได้กับหลายข้อ  ตำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ข้อนิ้วโป้งเท้า  ข้อเท้า  และข้อเข่า  อาการปวดจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน  อาจมีอาการไข้เล็กน้อยจนถึงไข้สูง</li>
<li>อาการกำเริบแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน</li>
<li>เมื่อโรคดำเนินต่อไป  การอักเสบที่เกิดขึ้นซ้ำๆจะทำให้ข้อบิดเบี้ยว  เดินลำลากและอาจพิการได้</li>
<li>อาการร่วมอื่นๆ   อาจพบนิ่วในไต  นิ่วในทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>ปัจจัยกระตุ้น<a href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/tag/gout-dz" class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with โรคเก๊าท์">โรคเก๊าท์</a></strong></span></p>
<ul>
<li>กินอาหารชนิดที่มีสารพิวรีนมาก  เช่น  สัตว์ปีก  เครื่องในสัตว์</li>
<li>การดื่มเหล้าและเบียร์</li>
<li>ยาบางชนิด  เช่น ยาลดความดันโลหิตบางตัว  ทำให้กรดยูริคสูงในเลือด</li>
<li>ปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ  ได้แก่  บาดเจ็บ  หลังผ่าตัดใหม่ๆ  ความเครียด  เป็นต้น</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การวินิจฉัย และการตรวจเพิ่มเติม</strong></span></p>
<ul>
<li>เจาะน้ำในข้อไปตรวจ   วิธีนี้นอกจากจะเป็นวิธีการตรวจยืนยันที่ดีที่สุดแล้ว  ยังช่วยวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆได้อีกด้วย</li>
<li>เจาะเลือดตรวจระดับกรดยูริคว่าสูงกว่าปกติหรือไม่</li>
<li>x-ray ข้อที่มีอาการปวด  เพื่อดูความผิดปกติในภาพรังสี</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การรักษาโรคเก๊าท์</strong></span></p>
<ul>
<li>ขณะโรคกำเริบ  ให้กินยาตามแพทย์สั่ง</li>
<li>ประคบเย็น</li>
<li>ลดการใช้ข้อ  หลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักที่ข้อดังกล่าว</li>
<li>กินน้ำให้เพียงพอ</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การป้องกัน<a href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/tag/gout-dz" class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with โรคเก๊าท์">โรคเก๊าท์</a></strong></span></p>
<ul>
<li>หลีกเลี่ยงการดื่มเบียร์และเหล้า</li>
<li>ดื่มน้ำมากๆ</li>
<li>กินยาตามแพทย์สั่ง  ผู้ป่วยบางรายอาจต้องกินยาตลอดชีวิต</li>
<li>หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดังต่อไปนี้ :  หัวใจไก่  ตับไก่  กึ๋นไก่  เซ่งจี้หมู  ตับหมู  ไต  ตับอ่อน  มันสมองวัว  เนื้อไก่  เนื้อเป็ด  ห่าน  ไข่ปลา  ปลาดุก  ปลาไส้ตัน  ปลาอินทรีย์  ปลาซาร์ดีน  กุ้งชีแฮ้  หอย  น้ำสกัดเนื้อ   น้ำต้มกระดูก  น้ำซุปต่างๆ  ซุปก้อน  ยีสต์  เห็ด ถั่วดำ  ถั่วแดง  ถั่วเขียว  ถั่วเหลือง  กระถิน  ชะอิม  กะปิ</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ortho/gou.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การดูแลเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/dm-foot-care.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/dm-foot-care.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 10 Dec 2010 15:22:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-อายุรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=373</guid>
		<description><![CDATA[

แผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้การรักษายุ่งยาก   อย่างไรก็ตามการป้องกันสามารถทำได้ง่าย   โดยการปฏิบัติตัวทั่วไปที่แนะนำประกอบด้วย


ทำความสะอาดเท้าทุกวันด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อน วันละ 2 ครั้ง  และทำความสะอาดทันทีทุกครั้งที่เท้าเปื้อนสิ่งสกปรก  และเช็ดเท้าให้แห้งทันทีรวมทั้งบริเวณซอกนิ้วเท้า
สำรวจเท้าอย่างละเอียดทุกวัน รวมทั้งบริเวณซอกนิ้วเท้า ว่ามีแผล, หนังด้านแข็ง,ตาปลา, รอยแตก หรือการติดเชื้อรา หรือไม่
หากมีปัญหาเรื่องสายตา ควรให้ญาติหรือผู้ใกล้ชิดสำรวจเท้าและรองเท้าให้ทุกวัน
หาก ผิวแห้งควรใช้ครีมทาบางๆ  แต่ไม่ควรทาบริเวณซอกระหว่างนิ้วเท้าเนื่องจากอาจทำให้ซอกนิ้วอับชื้น,  ติดเชื้อรา และผิวหนังเปื่อยเป็นแผลได้ง่าย
ห้ามแช่เท้าในน้ำร้อนหรือใช้อุปกรณ์ให้ความร้อน (เช่น กระเป๋าน้ำร้อน) วางที่เท้าโดยไม่ได้ทำการทดสอบอุณหภูมิก่อน
หาก จำเป็นต้องแช่เท้าในน้ำร้อนหรือใช้อุปกรณ์ให้ความร้อนวางที่เท้า  จะต้องทำการทดสอบอุณหภูมิก่อน  โดยให้ผู้ป่วยใช้ข้อศอกทดสอบระดับความร้อนของน้ำหรืออุปกรณ์ให้ความร้อนก่อน ทุกครั้ง  ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนที่เส้นประสาทส่วนปลายมากจนไม่สามารถรับความรู้สึก ร้อนได้ควรให้ญาติหรือผู้ใกล้ชิดเป็นผู้ทำการทดสอบอุณหภูมิแทน
หากมีอาการเท้าเย็นในเวลากลางคืน ให้แก้ไขโดยการสวมถุงเท้า
เลือก สวมรองเท้าที่มีขนาดพอดี, ถูกสุขลักษณะ, เหมาะสมกับรูปเท้า  และทำจากวัสดุที่นุ่ม (เช่น หนังที่นุ่ม) แบบรองเท้าควรเป็นรองเท้าหุ้มส้น  (ซึ่งจะช่วยป้องกันอันตรายที่เท้าได้ดี), ไม่มีตะเข็บหรือมีตะเข็บน้อย  (เพื่อมิให้ตะเข็บกดผิวหนัง) และมีเชือกผูก  (ซึ่งจะช่วยให้สามารถปรับความพอดีกับเท้าได้อย่างยืดหยุ่นกว่ารองเท้าแบบ อื่น)
หลีกเลี่ยงหรือห้ามสวมรองเท้าที่ทำด้วยยางหรือพลาสติก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p>แผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้การรักษายุ่งยาก   อย่างไรก็ตามการป้องกันสามารถทำได้ง่าย   โดยการปฏิบัติตัวทั่วไปที่แนะนำประกอบด้วย<img title="More..." src="http://m.gownclub.com/wp-includes/js/tinymce/plugins/wordpress/img/trans.gif" alt="" /></p>
<p><span id="more-373"></span></p>
<ul>
<li>ทำความสะอาดเท้าทุกวันด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อน วันละ 2 ครั้ง  และทำความสะอาดทันทีทุกครั้งที่เท้าเปื้อนสิ่งสกปรก  และเช็ดเท้าให้แห้งทันทีรวมทั้งบริเวณซอกนิ้วเท้า</li>
<li>สำรวจเท้าอย่างละเอียดทุกวัน รวมทั้งบริเวณซอกนิ้วเท้า ว่ามีแผล, หนังด้านแข็ง,ตาปลา, รอยแตก หรือการติดเชื้อรา หรือไม่</li>
<li>หากมีปัญหาเรื่องสายตา ควรให้ญาติหรือผู้ใกล้ชิดสำรวจเท้าและรองเท้าให้ทุกวัน</li>
<li>หาก ผิวแห้งควรใช้ครีมทาบางๆ  แต่ไม่ควรทาบริเวณซอกระหว่างนิ้วเท้าเนื่องจากอาจทำให้ซอกนิ้วอับชื้น,  ติดเชื้อรา และผิวหนังเปื่อยเป็นแผลได้ง่าย</li>
<li>ห้ามแช่เท้าในน้ำร้อนหรือใช้อุปกรณ์ให้ความร้อน (เช่น กระเป๋าน้ำร้อน) วางที่เท้าโดยไม่ได้ทำการทดสอบอุณหภูมิก่อน</li>
<li>หาก จำเป็นต้องแช่เท้าในน้ำร้อนหรือใช้อุปกรณ์ให้ความร้อนวางที่เท้า  จะต้องทำการทดสอบอุณหภูมิก่อน  โดยให้ผู้ป่วยใช้ข้อศอกทดสอบระดับความร้อนของน้ำหรืออุปกรณ์ให้ความร้อนก่อน ทุกครั้ง  ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนที่เส้นประสาทส่วนปลายมากจนไม่สามารถรับความรู้สึก ร้อนได้ควรให้ญาติหรือผู้ใกล้ชิดเป็นผู้ทำการทดสอบอุณหภูมิแทน</li>
<li>หากมีอาการเท้าเย็นในเวลากลางคืน ให้แก้ไขโดยการสวมถุงเท้า</li>
<li>เลือก สวมรองเท้าที่มีขนาดพอดี, ถูกสุขลักษณะ, เหมาะสมกับรูปเท้า  และทำจากวัสดุที่นุ่ม (เช่น หนังที่นุ่ม) แบบรองเท้าควรเป็นรองเท้าหุ้มส้น  (ซึ่งจะช่วยป้องกันอันตรายที่เท้าได้ดี), ไม่มีตะเข็บหรือมีตะเข็บน้อย  (เพื่อมิให้ตะเข็บกดผิวหนัง) และมีเชือกผูก  (ซึ่งจะช่วยให้สามารถปรับความพอดีกับเท้าได้อย่างยืดหยุ่นกว่ารองเท้าแบบ อื่น)</li>
<li>หลีกเลี่ยงหรือห้ามสวมรองเท้าที่ทำด้วยยางหรือพลาสติก เนื่องจากจะมีโอกาสเกิดการเสียดสีเป็นแผลได้ง่าย</li>
<li>ห้ามสวมรองเท้าแตะประเภทที่ใช้นิ้วเท้าคีบสายรองเท้า</li>
<li>หากต้องสวมรองเท้าที่ซื้อใหม่ ในระยะแรกไม่ควรสวมรองเท้าใหม่เป็นเวลานานหลายๆ ชั่วโมงต่อเนื่องกัน ควรใส่สลับกับรองเท้าเก่าก่อนระยะหนึ่ง จนกระทั่งรองเท้าใหม่มีความนุ่มและเข้ากับรูปเท้าได้ดี</li>
<li>ผู้ป่วยที่ต้องสวมรองเท้าหุ้มส้นทุกวันเป็นเวลาต่อเนื่องหลายชั่วโมงในแต่ละวันควรมีรองเท้าหุ้มส้นมากกว่า 1 คู่ สวมสลับกัน และควรผึ่งรองเท้าที่ไม่ได้สวมให้แห้งเพื่อมิให้รองเท้าอับชื้นจากเหงื่อที่เท้า</li>
<li>สวมถุงเท้าก่อนสวมรองเท้าเสมอ เลือกใช้ถุงเท้าที่ไม่มีตะเข็บ (หากถุงเท้ามีตะเข็บให้กลับด้านในออก), ทำจากผ้าฝ้ายซึ่งมีความนุ่มและสามารถซับเหงื่อได้(ซึ่งจะช่วยลดความอับชื้นได้ดี) และไม่รัดแน่นจนเกินไป นอกจากนี้ควรเปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน</li>
<li>สำรวจดูรองเท้าทั้งภายในและภายนอกก่อนสวมทุกครั้งว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในรองเท้าหรือไม่ เพื่อป้องกันการเหยียบสิ่งแปลกปลอมจนเกิดแผล</li>
<li>ห้ามตัดเล็บจนสั้นเกินไปและลึกถึงจมูกเล็บ ควรตัดตามแนวของเล็บเท่านั้นโดยให้ปลายเล็บเสมอกับปลายนิ้ว ห้ามตัดเนื้อเพราะอาจเกิดแผลและมีเลือดออก</li>
<li>ห้ามตัดตาปลาหรือหนังด้านแข็งด้วยตนเอง รวมทั้งห้ามใช้สารเคมีใดๆ ลอกตาปลาด้วยตนเอง</li>
<li>ห้ามเดินเท้าเปล่าทั้งภายใน, บริเวณรอบบ้าน และนอกบ้านโดยเฉพาะบนพื้นผิวที่ร้อน (เช่น หาดทราย พื้นซีเมนต์)</li>
<li>หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง โดยเฉพาะในกรณีที่มีหลอดเลือดแดงที่ขาตีบ</li>
<li>ควบคุมระดับกลูโคสในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด</li>
<li>พบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอเพื่อสำรวจและตรวจเท้า</li>
<li>หากพบว่ามีแผลแม้เพียงเล็กน้อย ให้ทำความสะอาดทันที และควรพบแพทย์โดยเร็ว</li>
<li>งดสูบบุหรี่</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/dm-foot-care.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไขมันดี-ไขมันเลว</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/good-bad-fat.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/good-bad-fat.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Feb 2010 14:12:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[-อายุรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-โภชนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคไขมันในเลือดสูง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=276</guid>
		<description><![CDATA[


ชนิดของไขมันแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

ไขมันชนิดอิ่มตัว (Saturated fat) พบใน นม เนย ไขมันสัตว์ น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์ม ส่วนใหญ่จะเป็นไขที่อุณหภูมิห้อง
ไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (Unsaturated fat) ส่วนใหญ่เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง แบ่งย่อยได้เป็น 2 ประเภท คือ

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA, Monounsaturated fat) เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมัน canola และน้ำมันถั่วลิสง
ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFA, Polyunsaturated fat) เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย เป็นต้น


ไขมันทรานส์ (Trans fat) เป็นไขมันที่เติมโมเลกุลของไฮโดรเจน โดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นการทำให้ไขมันไม่อิ่มตัว กลายเป็นไขมันอิ่มตัวสามารถเก็บไว้ได้นานๆ แต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพคือ ทำให้ระดับ Cholesterol ในเลือดสูงได้ ซึ่ง ได้แก่ เนยแท่ง มาร์การีน เนยถั่ว รวมถึงน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารซ้ำ ฟาสต์ฟู๊ด

ปริมาณไขมันชนิดต่างๆในอาหาร



ชนิดน้ำมัน
ไขมันอิ่มตัว
(%)
ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว
(%)
ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน
(%)


น้ำมันคาโนลา
7
58
29


น้ำมันดอกคำฝอย
9
12
74


น้ำมันทานตะวัน
11
19
70


น้ำมันข้าวโพด
13
25
62


น้ำมันมะกอก
10
83
7


น้ำมันรำข้าว
20
41
39


น้ำมัันถั่วเหลือง
15
23
62


น้ำมันถั่วลิสง
22
43
35


น้ำมันปาล์ม
43
44
13


น้ำมันมะพร้าว
87
11
2


น้ำมันหมู
33
52
15


เนย
74
24
2



ผลต่อระดับโคเลสเตอรอลในเลือด



ชนิดไขมัน
แหล่ง
ผลต่อระดับโคเลสเตอรอลในเลือด


ไขมันชนิดอิ่มตัว
นม เนย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-281" title="oil" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/02/oil.jpg" alt="oil" width="165" height="250" /></p>
<p>ชนิดของไขมันแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่<span id="more-276"></span></p>
<ol>
<li><span style="color: #ff6600;"><strong>ไขมันชนิดอิ่มตัว (Saturated fat)</strong></span> พบใน นม เนย ไขมันสัตว์ น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์ม ส่วนใหญ่จะเป็นไขที่อุณหภูมิห้อง</li>
<li><span style="color: #ff6600;"><strong>ไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (Unsaturated fat)</strong></span> ส่วนใหญ่เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง แบ่งย่อยได้เป็น 2 ประเภท คือ
<ol>
<li>ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA, Monounsaturated fat) เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมัน canola และน้ำมันถั่วลิสง</li>
<li>ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFA, Polyunsaturated fat) เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย เป็นต้น</li>
</ol>
</li>
<li><span style="color: #ff6600;"><strong>ไขมันทรานส์ (Trans fat)</strong></span> เป็นไขมันที่เติมโมเลกุลของไฮโดรเจน โดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นการทำให้ไขมันไม่อิ่มตัว กลายเป็นไขมันอิ่มตัวสามารถเก็บไว้ได้นานๆ แต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพคือ ทำให้ระดับ Cholesterol ในเลือดสูงได้ ซึ่ง ได้แก่ เนยแท่ง มาร์การีน เนยถั่ว รวมถึงน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารซ้ำ ฟาสต์ฟู๊ด</li>
</ol>
<p><strong>ปริมาณไขมันชนิดต่างๆในอาหาร</strong></p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="1" width="550">
<tbody>
<tr>
<td align="center">ชนิดน้ำมัน</td>
<td align="center">ไขมันอิ่มตัว</p>
<p>(%)</td>
<td align="center">ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว</p>
<p>(%)</td>
<td align="center">ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน</p>
<p>(%)</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมันคาโนลา</td>
<td align="center">7</td>
<td align="center">58</td>
<td align="center">29</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมันดอกคำฝอย</td>
<td align="center">9</td>
<td align="center">12</td>
<td align="center">74</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมันทานตะวัน</td>
<td align="center">11</td>
<td align="center">19</td>
<td align="center">70</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมันข้าวโพด</td>
<td align="center">13</td>
<td align="center">25</td>
<td align="center">62</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมันมะกอก</td>
<td align="center">10</td>
<td align="center">83</td>
<td align="center">7</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมันรำข้าว</td>
<td align="center">20</td>
<td align="center">41</td>
<td align="center">39</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมัันถั่วเหลือง</td>
<td align="center">15</td>
<td align="center">23</td>
<td align="center">62</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมันถั่วลิสง</td>
<td align="center">22</td>
<td align="center">43</td>
<td align="center">35</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมันปาล์ม</td>
<td align="center">43</td>
<td align="center">44</td>
<td align="center">13</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมันมะพร้าว</td>
<td align="center">87</td>
<td align="center">11</td>
<td align="center">2</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมันหมู</td>
<td align="center">33</td>
<td align="center">52</td>
<td align="center">15</td>
</tr>
<tr>
<td>เนย</td>
<td align="center">74</td>
<td align="center">24</td>
<td align="center">2</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>ผลต่อระดับโคเลสเตอรอลในเลือด</strong></p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="1" width="550">
<tbody>
<tr>
<td align="center">ชนิดไขมัน</td>
<td align="center">แหล่ง</td>
<td align="center">ผลต่อระดับโคเลสเตอรอลในเลือด</td>
</tr>
<tr>
<td>ไขมันชนิดอิ่มตัว</td>
<td>นม เนย ชีส เนื้อสัตว์และน้ำมันจากสัตว์ กะทิ มะพร้าว น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม</td>
<td>เพิ่ม LDL</td>
</tr>
<tr>
<td>ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว</td>
<td>น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา น้ำมันถั่วลิสง อัลมอนด์ ถั่วลิสง อาโวคาโด</td>
<td>ลด LDL</td>
</tr>
<tr>
<td>ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน</td>
<td>น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันดอกทานตะวัน</td>
<td>ลด LDL</td>
</tr>
<tr>
<td>ไขมันทรานส์</td>
<td>มาร์การีน เนยขาว น้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน น้ำมันที่ทอดซ้ำ ฟาสต์ฟู๊ด เบเกอรี่</td>
<td>เพิ่ม LDL และ ลด HDL</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>สรุป</p>
<ul>
<li><strong>ไขมันไม่ดี</strong> ซึ่งควรหลีกเลี่ยง คือ ไขมันชนิดอิ่มตัว และไขมันทรานส์</li>
<li><strong>ไขมันที่ดี</strong> คือไขมันไม่อิ่มตัว  ควรเลือกใช้ในการประกอบอาหารเช่น <span style="font-family: MS Sans Serif;">เช่น น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันข้าวโพด  ซึ่งมีไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกาย  และช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้<br />
</span></li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/good-bad-fat.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/vaccine-flu-2009.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/vaccine-flu-2009.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 29 Jan 2010 02:16:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[-อายุรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคปอด]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[-ไข้หวัดใหญ่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=226</guid>
		<description><![CDATA[

  
     วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นวัคซีนชนิดที่ใช้สำหรับป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่เฉพาะสายพันธ์ใหม่เท่านั้น  กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ฉีดในบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงหากติดเชื้อ  การฉีดวัคซีนควรกระทำภายใต้การดูแลของแพทย์  โดยหลังฉีดวัคซีนให้เฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์จากวัคซีนเป็นเวลา 30 นาที  และเมื่อกลับบ้านควรมีผู้ดูแลหลังฉีดวัคซีนต่ออีก 2 วัน
    หลังการฉีดวัคซีนแล้วร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัดใหญ่เฉพาะสายพันธ์ใหม่ 2009 เท่านั้น  ไม่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ หรือไข้หวัดที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ได้
     มีข้อห้ามในการใช้วัคซีนในผู้ที่แพ้ไข่  หรือ เคยแพ้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างรุนแรง  เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน  ผู้ที่กำลังมีไข้หรือกำลังเจ็บป่วยเฉียบพลัน
    อาการไม่พึงประสงค์ของวัคซีนที่ไม่รุนแรง  แต่พบได้บ่อย  (ไม่เกินร้อยละ 10)  ได้แก่  อาการปวดศีรษะ  เหงื่อออก  ปวดกล้ามเนื้อ  ปวดข้อ  ไข้  ไม่สบายตัว  เมื่อยล้า  สั่น  และอาการเฉพาะที่ได้แก่  ปวด  บวม  แดง  ห้อเลือด  ซึ่งจะหายได้เองภายใน 1-3 วัน
    อาการไม่พึงประสงค์รุนแรงที่เคยมีรายงาน  แต่พบได้น้อยมาก (น้อยกว่า 1 ในแสน) ได้แก่  อาการแพ้รุนแรง  บวมตามร่างกาย  การอักเสบของหลอดเลือด  ชักจากไข้สูง  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-227 aligncenter" title="วัคซีน ไข้หวัดใหญ่" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/01/0UCA2DCWAXCAG7XOSZCAEB1W49CAVX1CU2CAGH3DUECAL1EGC5CAY3QMMTCAS9AB6GCA2TE861CA884ZT4CAJ90EBRCA9D63O9CA05B5CYCAK5TOXFCA01IU76CA89E55FCAJ2E3I5CA07IDPUCA2T50F0.jpg" alt="วัคซีน ไข้หวัดใหญ่" width="99" height="150" />  </p>
<p style="text-align: left;">     วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นวัคซีนชนิดที่ใช้สำหรับป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่เฉพาะสายพันธ์ใหม่เท่านั้น  กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ฉีดในบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงหากติดเชื้อ  การฉีดวัคซีนควรกระทำภายใต้การดูแลของแพทย์  โดยหลังฉีดวัคซีนให้เฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์จากวัคซีนเป็นเวลา 30 นาที  และเมื่อกลับบ้านควรมีผู้ดูแลหลังฉีดวัคซีนต่ออีก 2 วัน<span id="more-226"></span></p>
<p>    หลังการฉีดวัคซีนแล้วร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัดใหญ่เฉพาะสายพันธ์ใหม่ 2009 เท่านั้น  ไม่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ หรือไข้หวัดที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ได้</p>
<p>     มีข้อห้ามในการใช้วัคซีนในผู้ที่แพ้ไข่  หรือ เคยแพ้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างรุนแรง  เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน  ผู้ที่กำลังมีไข้หรือกำลังเจ็บป่วยเฉียบพลัน</p>
<p>    อาการไม่พึงประสงค์ของวัคซีนที่ไม่รุนแรง  แต่พบได้บ่อย  (ไม่เกินร้อยละ 10)  ได้แก่  อาการปวดศีรษะ  เหงื่อออก  ปวดกล้ามเนื้อ  <a href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/tag/joint-pain" class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ปวดข้อ">ปวดข้อ</a>  ไข้  ไม่สบายตัว  เมื่อยล้า  สั่น  และอาการเฉพาะที่ได้แก่  ปวด  บวม  แดง  ห้อเลือด  ซึ่งจะหายได้เองภายใน 1-3 วัน</p>
<p>    อาการไม่พึงประสงค์รุนแรงที่เคยมีรายงาน  แต่พบได้น้อยมาก (น้อยกว่า 1 ในแสน) ได้แก่  อาการแพ้รุนแรง  บวมตามร่างกาย  การอักเสบของหลอดเลือด  ชักจากไข้สูง  เกล็ดเลือดลงลงชั่วคราว  อาการผิดปกติทางระบบประสาท  เช่น ปากเบี้ยว  กล้ามเนื้ออ่อนแรง  สับสน  เป็นต้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/vaccine-flu-2009.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การระบาดของไข้หวัดใหญ่ขึ้นกับฤดูกาลและกลุ่มอายุ</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/epidemiology-influenza.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/epidemiology-influenza.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 16 Jan 2010 15:28:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-อายุรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคปอด]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[-ไข้หวัดใหญ่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=196</guid>
		<description><![CDATA[

ฤดูกาล
ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่รู้จักกันดีในประเทศหนาวว่าเป็นโรคที่มาตามฤดูกาล โดยจะมีการระบาดในฤดูหนาว  แต่สำหรับประเทศไทยทที่มีความแตกต่างระหว่างฤดูกาลน้อยก็ทำให้บางคนอาจคิดไปว่าการระบาดอาจขึ้นกับฤดูกาลน้อยลง  แต่ในความเป็นจริงแล้วข้อมูลที่ผ่านมามีความชัดเจนว่าในประเทศไทยก็มีลักษณะการระบาดที่ขึ้นกับฤดูกาลอย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน  โดยช่วงที่มีการระบาดมากที่สุดจะเป็นช่วงฤดูฝนและมีการระบาดต่อเนื่องไปในฤดูหนาวแล้วลดลงอย่างมากในฤดูร้อน  ดังแสดงในรูป

กลุ่มอายุ
ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่พบในเด็กได้บ่อยกว่าผู้ใหญ่ และเป็นปัญหาสำคัญคือก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนคือปอดอักเสบได้บ่อยในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ  ข้อมูลในประเทศไทยจากการสำรวจที่จังหวัดสระแก้ว  พบว่า 80% ของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่มาตรวจที่แผนกผู้ป่วยนอกมีอายุต่ำกว่า 14 ปี และเมื่อดูการกระจายตามอายุของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่มีปอดอักเสบ  ก็จะเห็นชัดเจนว่าพบมากในกลุ่มเด็กต่ำกว่า 5 ขวบ  และผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปี  ดังแสดงในรูป

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ฤดูกาล</strong></span></p>
<p>ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่รู้จักกันดีในประเทศหนาวว่าเป็นโรคที่มาตามฤดูกาล โดยจะมีการระบาดในฤดูหนาว  แต่สำหรับประเทศไทยทที่มีความแตกต่างระหว่างฤดูกาลน้อยก็ทำให้บางคนอาจคิดไปว่าการระบาดอาจขึ้นกับฤดูกาลน้อยลง  แต่ในความเป็นจริงแล้วข้อมูลที่ผ่านมามีความชัดเจนว่าในประเทศไทยก็มีลักษณะการระบาดที่ขึ้นกับฤดูกาลอย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน  โดยช่วงที่มีการระบาดมากที่สุดจะเป็นช่วงฤดูฝนและมีการระบาดต่อเนื่องไปในฤดูหนาวแล้วลดลงอย่างมากในฤดูร้อน  ดังแสดงในรูป</p>
<p><span id="more-196"></span><img class="aligncenter size-full wp-image-199" title="influenza-season" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/01/influenza-season.jpg" alt="influenza-season" width="600" height="300" /></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>กลุ่มอายุ</strong></span></p>
<p>ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่พบในเด็กได้บ่อยกว่าผู้ใหญ่ และเป็นปัญหาสำคัญคือก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนคือปอดอักเสบได้บ่อยในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ  ข้อมูลในประเทศไทยจากการสำรวจที่จังหวัดสระแก้ว  พบว่า 80% ของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่มาตรวจที่แผนกผู้ป่วยนอกมีอายุต่ำกว่า 14 ปี และเมื่อดูการกระจายตามอายุของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่มีปอดอักเสบ  ก็จะเห็นชัดเจนว่าพบมากในกลุ่มเด็กต่ำกว่า 5 ขวบ  และผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปี  ดังแสดงในรูป</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-200" title="influenza-age" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/01/influenza-age.jpg" alt="influenza-age" width="600" height="350" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/epidemiology-influenza.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อาการ ไข้หวัดใหญ่</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/influenza-symptom.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/influenza-symptom.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 15 Jan 2010 17:17:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-อายุรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคปอด]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[-ไข้หวัดใหญ่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=191</guid>
		<description><![CDATA[

           ไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ  มีสาเหตุมาจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ ชื่อ Influenza virus เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ในทุกเพศ ทุกวัย และมีระบาดทั่วโลก  การติดต่อโรคผ่านทางการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ หรือฝอยละอองที่เกิดจากการไอ จาม นอกจากนี้ยังติดต่อผ่านการสัมผัสกับของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่ง เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ โดยเชื้อไวรัสจะผ่านเข้าทางจมูก ปาก และตา จากคนหนึ่งสู่คนหนึ่งได้ ดังนั้น โรคไข้หวัดใหญ่จึงเป็นโรคที่ติดต่อง่าย โดยเฉพาะในกลุ่มชุมชนที่อยู่แออัด และสถานที่ซึ่งอากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น ศูนย์การค้า โรงมหรสพ รถโดยสาร เป็นต้น
ผู้ติดเชื้อจะเริ่มมีอาการหลังได้รับเชื้อไวรัสประมาณ 1-3 วัน โดยมีอาการดังนี้

อาการไข้สูงเฉียบพลัน (สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส)
อาการหนาวสั่น
อาการปวดศีรษะ  ปวดป่วยเมื่อยตามตัว
มักมีอาการเจ็บคอ ไอ
อาจมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม และตาแดง ร่วมด้วย
ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนและอุจจาระร่วงได้

            ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะรู้สึกอาการดีขึ้นหลังจากมีอาการป่วยมาแล้วประมาณ 5 วัน และหายเป็นปกติได้เองภายใน 7-10 วัน ส่วนใหญ่อาการของโรคไม่รุนแรง แต่อาจรุนแรงมากขึ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p>           ไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ  มีสาเหตุมาจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ ชื่อ Influenza virus เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ในทุกเพศ ทุกวัย และมีระบาดทั่วโลก  การติดต่อโรคผ่านทางการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ หรือฝอยละอองที่เกิดจากการไอ จาม นอกจากนี้ยังติดต่อผ่านการสัมผัสกับของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่ง เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ โดยเชื้อไวรัสจะผ่านเข้าทางจมูก ปาก และตา จากคนหนึ่งสู่คนหนึ่งได้ ดังนั้น โรคไข้หวัดใหญ่จึงเป็นโรคที่ติดต่อง่าย โดยเฉพาะในกลุ่มชุมชนที่อยู่แออัด และสถานที่ซึ่งอากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น ศูนย์การค้า โรงมหรสพ รถโดยสาร เป็นต้น<span id="more-191"></span></p>
<p>ผู้ติดเชื้อจะเริ่มมีอาการหลังได้รับเชื้อไวรัสประมาณ 1-3 วัน โดยมีอาการดังนี้</p>
<ul>
<li>อาการไข้สูงเฉียบพลัน (สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส)</li>
<li>อาการหนาวสั่น</li>
<li>อาการปวดศีรษะ  ปวดป่วยเมื่อยตามตัว</li>
<li>มักมีอาการเจ็บคอ ไอ</li>
<li>อาจมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม และตาแดง ร่วมด้วย</li>
<li>ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนและอุจจาระร่วงได้</li>
</ul>
<p>            ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะรู้สึกอาการดีขึ้นหลังจากมีอาการป่วยมาแล้วประมาณ 5 วัน และหายเป็นปกติได้เองภายใน 7-10 วัน ส่วนใหญ่อาการของโรคไม่รุนแรง แต่อาจรุนแรงมากขึ้น ถ้ามีการติดเชื้อซ้ำของแบคทีเรีย  ความรุนแรงของโรคแตกต่างกันขึ้นกับอายุของผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะผู้ใหญ่สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือป่วยเป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เป็นต้น  มักพบว่าจะมีอาการแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม หลอดลมอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ เป็นต้น ซึ่งมีผลทำให้เสียชีวิตได้  อย่างไรก็ตามอัตราการเสียชีวิตที่มีสาเหตุจากไวรัสไข้หวัดใหญ่นี้ประมาณน้อยกว่า 1%</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/influenza-symptom.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไวรัสตับอักเสบ บี B</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/hepatitisb.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/hepatitisb.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Jan 2010 18:00:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-อายุรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคตับ]]></category>
		<category><![CDATA[-มะเร็งตับ]]></category>
		<category><![CDATA[-วัคซีนไวรัสตับอักเสบ บี]]></category>
		<category><![CDATA[-ไวรัสตับอักเสบ บี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=163</guid>
		<description><![CDATA[


ตับอักเสบ คือ โรคของตับที่มีความผิดปกติทำให้เซลล์ตับบางส่วนได้รับอันตรายและถูกทำลายไป  โรคตับอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ  เช่น  การติดเชื้อไวรัส  การรับประทานยาที่มีผลต่อตับ  หรือการดื่มสุรา  เป็นต้น   สำหรับโรคไวรัสตับอักเสบ หมายถึง  โรคตับอักเสบที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเท่านั้น   เชื้อไวรัสตับอักเสบแบ่งเป็นหลายกลุ่ม  คือ  เอ บี ซี ดี และ อี  เชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เป็นชนิดที่พบบ่อยและเป็นปัญหาสำคัญของระบบสาธารณสุขในประเทศไทย
การติดต่อ โรคไวรัสตับอักเสบ บี
โรคไวรัสตับอักเสบ บี เป็นโรคที่ติดต่อจากคนสู่คน ผ่านช่องทางต่างๆดังนี้

ติดต่อผ่านการรับเลือด (ปัจจุบันพบน้อยมาก  เนื่องจากเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถคัดกรองเลือดที่มีเชื้อปนเปื้อนได้เกือบทั้งหมด)
ติดต่อทางการสัก  การเจาะหู ด้วยเครื่องมือที่ไม่สะอาด
ติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ติดต่อจากแม่สู่ลูก
ติดต่อจากการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ

อาการ โรคไวรัสตับอักเสบ บี

อาการระยะเฉียบพลัน  ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการภายใน 1-4 เดือน หลังติดเชื้อ ดังนี้

อาการไข้  ตัวเหลืองตาเหลือง  ปวดท้องใต้ชายโครงขวา
อาการอื่นๆ ได้แก่ เคลื่อนไส้อาเจียน  เบื่ออาหาร  อ่อนเพลีย  ผื่น  ปวดข้อ
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรง  เกิดจากการที่เซลล์ตับถูกทำลายเป็นจำนวนมาก  ในกรณีนี้อาจทำให้เกิดอาการตับวายได้
อาการตับอักเสบระยะเฉียบพลันจะดีขึ้นใน 1-4 สัปดาห์   และจะหายเป็นปกติเมื่อร่างกายสามารถกำจัดและควบคุมเชื้อไวรัสตับอักเสบได้  ซึ่งมักใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน  แต่ผู้ป่วยส่วนน้อย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-182" title="human-liver" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/01/human-liver.jpg" alt="human-liver" width="240" height="320" /></p>
<p style="text-align: left;">ตับอักเสบ คือ โรคของตับที่มีความผิดปกติทำให้เซลล์ตับบางส่วนได้รับอันตรายและถูกทำลายไป  โรคตับอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ  เช่น  การติดเชื้อไวรัส  การรับประทานยาที่มีผลต่อตับ  หรือการดื่มสุรา  เป็นต้น  <span id="more-163"></span> สำหรับโรคไวรัสตับอักเสบ หมายถึง  โรคตับอักเสบที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเท่านั้น   เชื้อไวรัสตับอักเสบแบ่งเป็นหลายกลุ่ม  คือ  เอ บี ซี ดี และ อี  เชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เป็นชนิดที่พบบ่อยและเป็นปัญหาสำคัญของระบบสาธารณสุขในประเทศไทย</p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">การติดต่อ โรคไวรัสตับอักเสบ บี</span></strong></p>
<p>โรคไวรัสตับอักเสบ บี เป็นโรคที่ติดต่อจากคนสู่คน ผ่านช่องทางต่างๆดังนี้</p>
<ul>
<li>ติดต่อผ่านการรับเลือด (ปัจจุบันพบน้อยมาก  เนื่องจากเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถคัดกรองเลือดที่มีเชื้อปนเปื้อนได้เกือบทั้งหมด)</li>
<li>ติดต่อทางการสัก  การเจาะหู ด้วยเครื่องมือที่ไม่สะอาด</li>
<li>ติดต่อทางเพศสัมพันธ์</li>
<li>ติดต่อจากแม่สู่ลูก</li>
<li>ติดต่อจากการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">อาการ โรคไวรัสตับอักเสบ บี</span></strong></p>
<ul>
<li>อาการระยะเฉียบพลัน  ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการภายใน 1-4 เดือน หลังติดเชื้อ ดังนี้
<ul>
<li>อาการไข้  ตัวเหลืองตาเหลือง  ปวดท้องใต้ชายโครงขวา</li>
<li>อาการอื่นๆ ได้แก่ เคลื่อนไส้อาเจียน  เบื่ออาหาร  อ่อนเพลีย  ผื่น  ปวดข้อ</li>
<li>ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรง  เกิดจากการที่เซลล์ตับถูกทำลายเป็นจำนวนมาก  ในกรณีนี้อาจทำให้เกิดอาการตับวายได้</li>
<li>อาการตับอักเสบระยะเฉียบพลันจะดีขึ้นใน 1-4 สัปดาห์   และจะหายเป็นปกติเมื่อร่างกายสามารถกำจัดและควบคุมเชื้อไวรัสตับอักเสบได้  ซึ่งมักใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน  แต่ผู้ป่วยส่วนน้อย (5-10%) ไม่สามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้หมด ทำให้ผู้ป่วยมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง</li>
</ul>
</li>
<li>ระยะเรื้อรัง
<ul>
<li>แบ่งผู้ป่วยได้เป็น 2 กลุ่มคือ
<ul>
<li>พาหะ (carrier) คือ ผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ในร่างกาย   ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแต่ยังสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้  ผลการตรวจเลือดพบค่าการทำงานของตับอยู่ในเกณฑ์ปกติ</li>
<li>ตับอักเสบเรื้อรัง (Chronic hepatitis) คือ ผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ในร่างกาย และตรวจเลือดพบค่าการทำงานของตับผิดปกติ</li>
</ul>
</li>
<li>ผู้ป่วยส่วนมากมักไม่มีอาการ   บางรายอาจมีอาการอ่อนเพลีย  หรือเบื่ออาหารได้</li>
<li>การติดเชื้อแบบเรื้อรังพบบ่อยในเด็กที่ติดเชื้อตั้งแต่แรกเกิด</li>
</ul>
</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบ บี</strong></span></p>
<ul>
<li>เจาะเลือดตรวจค่าการทำงานของตับ (Liver function test)</li>
<li>เจาะเลือดตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี   การตรวจหลักๆ มีดังนี้
<ul>
<li>HBsAg  :  ให้ผลบวกแปลว่าผู้ป่วยกำลังติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี</li>
<li>anti-HBs : ให้ผลบวกแปลว่าผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี     ภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยได้รับการการฉีดวัคซีน หรือเคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบและหายจากโรคแล้ว   ดังนั้นผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้นกันจึงไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น  และไม่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อีก</li>
<li>การวินิจฉัยว่าเป็น ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรั้ง ต้องเจาะเลือดตรวจซ้ำอีกครั้งที่ 6 เดือน  หากพบว่าร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ จึงจะวินิจฉัยว่าเป็น  “โรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง”</li>
</ul>
</li>
<li>การตัดชิ้นเนื้อจากตับไปตรวจ    แพทย์จะให้เข็มแทงผ่านผิวหนังเพื่อเก็บชิ้นเนื้อจากตับ  การตรวจนี้ไม่ได้ทำในผู้ป่วยทุกราย   ทำเฉพาะในผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังที่ต้องการติดตามการดำเนินไปของโรค เช่น สงสัยภาวะตับแข็ง  มะเร็งตับ เป็นต้น</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ บี</span></strong></p>
<ul>
<li>ในระยะเฉียบพลัน    ผู้ป่วยส่วนมาก (ประมาณ 95%)  สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อและหายจากโรคได้เอง   การรักษาในระยะนี้จึงเป็นเพียงการรักษาตามอาการเท่านั้น    สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการตับอักเสบในระยะเฉียบพลันอย่างรุนแรง  อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส</li>
<li>ในระยะเรื้อรัง  การรักษาที่มีในปัจจุบันได้แก่
<ul>
<li>ยาต้านไวรัส</li>
<li>การฉีด อินเตอร์เฟียรอน แอลฟ่า  (Interferon- Alpha)</li>
<li>การผ่าตัดเปลี่ยนตับ</li>
</ul>
</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">การปฏิบัติตัวเมื่อทราบว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี</span></strong></p>
<ul>
<li>หลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วลิสงหรือพริกป่นบด เนื่องจากอาจปนเปื้อนเชื้อราอัลฟ่าท็อกซิน  ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับ</li>
<li>ไม่ควรดื่มสุราหรือใช้ยาสมุนไพร</li>
<li>ระมัดระวังการใช้ยาที่เป็นพิษต่อตับ  ใช้ยาลดไข้แก้ปวดได้โดยไม่ใช้ยาเกินขนาด</li>
<li>ไม่บริจาคโลหิต</li>
<li>ระวังการติดต่อโรคให้ผู้อื่น  เช่น จากแม่สู่ลูก  มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน  พยายามไม่ให้สารคัดหลั่งสัมผัสบาดแผลของผู้อื่น</li>
<li>พักผ่อนให้เพียงพอและติดตามการรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong> การติดตามและเฝ้าระวังโรคในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ชนิดเรื้อรัง</strong></span></p>
<ul>
<li>ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งตับมากกว่าคนปกติ  และยิ่งมีความเสี่ยงสูงในกรณีต่อไปนี้
<ul>
<li>ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป</li>
<li>หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป</li>
<li>เป็นโรคตับแข็ง</li>
<li>มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ</li>
<li>ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปที่มีเอนไซม์ตับและ/หรือจำนวนไวรัส HBV สูง</li>
</ul>
</li>
<li>การติดตามและเฝ้าระวังทำได้โดยติดตามระดับของแอลฟ่าฟีโตโปรตีน (Alpha-fetoprotein) ในเลือด และอัลตราซาวด์ตับทุก 6 เดือน</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">การป้องกัน โรคไวรัสตับอักเสบ บี</span></strong></p>
<p>ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 องค์การอนามัยโลกมีนโยบายให้ ร.พ. ทุกแห่งฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ บี  ให้แก่</p>
<ul>
<li>ทารกแรกเกิดทุกคน</li>
<li>ผู้ที่อยู่ภายในบ้านเดียวกันกับผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัส HBV หรือเป็นพาหะของ HBV</li>
<li>ผู้ที่มีประวัติเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง เช่น มีคู่หลายคน  ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย  ผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ผู้ค้าบริการทางเพศ  เป็นต้น</li>
<li>ผู้ที่ติดเชื้อ HIV</li>
<li>ผู้ที่มีโรคตับ</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">ทำอย่างไรเมื่อมีประวัติสัมผัสหรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี</span></strong></p>
<p>เช่น  หากท่านมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี  หรือสัมผัสกับเลือดของผู้ป่วยที่มีเชื้อ เป็นต้น  การป้องกันการติดเชื้อสามารถทำได้ดังนี้</p>
<ul>
<li><span style="font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif;"><span style="font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif;"><span style="font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif;">ถ้าเคยฉีดวัคซีนและเคยตรวจว่ามีภูมิคุ้มกันเพียงพอ ไม่ต้องทำอะไร</span></span></span></li>
<li> ในกรณีที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน   สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน  และฉีดอิมมูโนโกลบูลิน</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/hepatitisb.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>33</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคมะเร็งตับ มะเร็งอันดับหนึ่งของคนไทย</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/liver-cancer-thai.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/liver-cancer-thai.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 10 Jan 2010 17:14:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-อายุรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคตับ]]></category>
		<category><![CDATA[-มะเร็งตับ]]></category>
		<category><![CDATA[-ไวรัสตับอักเสบ บี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=165</guid>
		<description><![CDATA[

โรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในประเทศไทย  เรียงตามลำดับดังนี้

มะเร็งตับ
มะเร็งปากมดลูก
มะเร็งเต้านม
มะเร็งปอด
มะเร็งลำไส้ใหญ่

ทั้งนี้ โรคมะเร็งที่พบในเพศชายมากที่สุด  เรียงตามลำดับดังนี้

มะเร็งตับ
มะเร็งปอด
มะเร็งลำไส้ใหญ่

สำหรับในเพศหญิงโรคมะเร็งที่พบมากสุด เรียงตามลำดับดังนี้

มะเร็งปากมดลูก
มะเร็งเต้านม
มะเร็งตับ

ข้อมูลข้างต้นได้แสดงให้เห็นว่ามะเร็งตับ เป็นมะเร็งที่พบได้มากที่สุดในคนไทย   สาเหตุที่สำคัญของมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี  ได้แก่

การดื่มสุราเป็นประจำ
ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี
ติดพยาธิใบตับ จากการรับประทานอาหารดิบๆ สุกๆ ประเภทปลา เช่น ปลาร้า เป็นต้น

การติดตามและรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี   อาจช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p>โรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในประเทศไทย  เรียงตามลำดับดังนี้</p>
<ol>
<li>มะเร็งตับ</li>
<li>มะเร็งปากมดลูก</li>
<li>มะเร็งเต้านม</li>
<li>มะเร็งปอด</li>
<li>มะเร็งลำไส้ใหญ่<span id="more-165"></span></li>
</ol>
<p>ทั้งนี้ โรคมะเร็งที่พบในเพศชายมากที่สุด  เรียงตามลำดับดังนี้</p>
<ol>
<li>มะเร็งตับ</li>
<li>มะเร็งปอด</li>
<li>มะเร็งลำไส้ใหญ่</li>
</ol>
<p>สำหรับในเพศหญิงโรคมะเร็งที่พบมากสุด เรียงตามลำดับดังนี้</p>
<ol>
<li>มะเร็งปากมดลูก</li>
<li>มะเร็งเต้านม</li>
<li>มะเร็งตับ</li>
</ol>
<p>ข้อมูลข้างต้นได้แสดงให้เห็นว่ามะเร็งตับ เป็นมะเร็งที่พบได้มากที่สุดในคนไทย   สาเหตุที่สำคัญของมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี  ได้แก่</p>
<ul>
<li>การดื่มสุราเป็นประจำ</li>
<li>ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี</li>
<li>ติดพยาธิใบตับ จากการรับประทานอาหารดิบๆ สุกๆ ประเภทปลา เช่น ปลาร้า เป็นต้น</li>
</ul>
<p>การติดตามและรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี   อาจช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/liver-cancer-thai.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

