<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุขภาพดี HealthyFreerwer &#187; -เด็ก</title>
	<atom:link href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/category/pediartric/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.healthy.freewer.net</link>
	<description>บทความสุขภาพ ข้อมูลโรค เคล็ดลับสุขภาพดี  แนะนำการปฏิบัติตัว ความรู้สุขภาพ ข่าวสารวงการแพทย์</description>
	<lastBuildDate>Wed, 02 Mar 2011 18:25:07 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>มะเร็งเม็ดเลือดขาว</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/leukemia.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/leukemia.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Feb 2011 12:51:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-เด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[-มะเร็งเม็ดเลือดขาว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=376</guid>
		<description><![CDATA[

 
 
 Leukemia หรือโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดในไขกระดูกทำให้มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเซลล์มะเร็งเหล่านี้จะไปแทนที่ และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์  ผู้ป่วยจะมีอาการซีด  อ่อนเพลีย  เลือดออกผิดปกติ  มีจุดเลือดออกเนื่องจากเกร็ดเลือดต่ำ  ติดเชื้อง่าย  ไข้สูง  นอกจากนี้ยังอาจเกิดอาการผิดปกติจากการที่เซลล์มะเร็งแทรกตัวเข้าไปในเนื้อเยื่ออื่นๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง ตับ ม้าม ผิวหนัง หรือ เยื่อหุ้มสมอง
การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

การตรวจเลือด  แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยโดยตรวจนับจำนวนเม็ดเลือด  ดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด  ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีจำนวนเม็ดเลือดขาวสูงมาก  และส่วนใหญ่ เป็นเม็ดเลือดขาวตัวอ่อน
การเจาะตรวจไขกระดูก  จำเป็นต้องทำเพื่อยืนยันการวินิจฉัย  และแยกชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาวโดยละเอียด   การตรวจเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะมีผลต่อการเลือกการรักษาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วย
การตรวจระดับยีน  จะมีประโยชน์ในการช่วยแยกชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาว  สามารถทำได้เฉพาะกรณีที่ผู้ป่วยมีความผิดปกติของโครโมโซม
นอกจากการตรวจวินิจฉัยโรคแล้ว   ผู้ป่วยทุกรายควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มในการรักษาด้วยยาเคมี เช่น การะเจาะเลือด  การถ่ายภาพรังสีทรวงอก  การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ  การตรวจเสมะ  การตรวจอุจจาระ เป็นต้น

การรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ  ได้แก่  การให้ส่วนประกอบของเลือดชนิดต่างๆ ที่เหมาะกับภาวะโรคของผู้ป่วย  การให้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยที่มีไข้  การลดจำนวนเม็ดเลือดขาวเบื้องต้น
การรักษาจำเพาะ  การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวจะใช้เคมีบำบัดเป็นหลัก  โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้ไขกระดูกกลับมาทำหน้าที่ตามปกติให้ได้เร็วที่สุด  โดยให้ยาเคมีบำบัดอย่างต่อเนื่อง  จนผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะโรคสงบแล้วจึงปรับการให้ยาตามขนาดและเวลาต่างกัน

ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ไม่ได้รับการรักษา  จะเสียชีวิตอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์  เนื่องจากภาวะไขกระดูกล้มเหลวทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อรุนแรง  หรือเลือดออกในอวัยวะที่สำคัญ  ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยโปรแกรมการรักษาที่เหมาะสม  มีโอกาสเข้าสู่ภาวะโรคสงบประมาณร้อยละ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><span style="color: #ff9900;"><strong> </strong></span></p>
<div id="attachment_377" class="wp-caption aligncenter" style="width: 269px"><strong><strong><img class="size-full wp-image-377" title="leukemia" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2011/02/leukemia.jpg" alt="มะเร็งเม็ดเลือด" width="259" height="194" /></strong></strong><p class="wp-caption-text">มะเร็งเม็ดเลือด</p></div>
<p><strong> </strong></p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong> Leukemia หรือโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว</strong></span> เป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดในไขกระดูกทำให้มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเซลล์มะเร็งเหล่านี้จะไปแทนที่ และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์  ผู้ป่วยจะมีอาการซีด  อ่อนเพลีย  เลือดออกผิดปกติ  มีจุดเลือดออกเนื่องจากเกร็ดเลือดต่ำ  ติดเชื้อง่าย  ไข้สูง  นอกจากนี้ยังอาจเกิด<span id="more-376"></span>อาการผิดปกติจากการที่เซลล์มะเร็งแทรกตัวเข้าไปในเนื้อเยื่ออื่นๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง ตับ ม้าม ผิวหนัง หรือ เยื่อหุ้มสมอง</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว</strong></span></p>
<ul>
<li>การตรวจเลือด  แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยโดยตรวจนับจำนวนเม็ดเลือด  ดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด  ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีจำนวนเม็ดเลือดขาวสูงมาก  และส่วนใหญ่ เป็นเม็ดเลือดขาวตัวอ่อน</li>
<li>การเจาะตรวจไขกระดูก  จำเป็นต้องทำเพื่อยืนยันการวินิจฉัย  และแยกชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาวโดยละเอียด   การตรวจเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะมีผลต่อการเลือกการรักษาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วย</li>
<li>การตรวจระดับยีน  จะมีประโยชน์ในการช่วยแยกชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาว  สามารถทำได้เฉพาะกรณีที่ผู้ป่วยมีความผิดปกติของโครโมโซม</li>
<li>นอกจากการตรวจวินิจฉัยโรคแล้ว   ผู้ป่วยทุกรายควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มในการรักษาด้วยยาเคมี เช่น การะเจาะเลือด  การถ่ายภาพรังสีทรวงอก  การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ  การตรวจเสมะ  การตรวจอุจจาระ เป็นต้น</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว</strong></span></p>
<ul>
<li>การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ  ได้แก่  การให้ส่วนประกอบของเลือดชนิดต่างๆ ที่เหมาะกับภาวะโรคของผู้ป่วย  การให้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยที่มีไข้  การลดจำนวนเม็ดเลือดขาวเบื้องต้น</li>
<li>การรักษาจำเพาะ  การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวจะใช้เคมีบำบัดเป็นหลัก  โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้ไขกระดูกกลับมาทำหน้าที่ตามปกติให้ได้เร็วที่สุด  โดยให้ยาเคมีบำบัดอย่างต่อเนื่อง  จนผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะโรคสงบแล้วจึงปรับการให้ยาตามขนาดและเวลาต่างกัน</li>
</ul>
<p>ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ไม่ได้รับการรักษา  จะเสียชีวิตอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์  เนื่องจากภาวะไขกระดูกล้มเหลวทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อรุนแรง  หรือเลือดออกในอวัยวะที่สำคัญ  ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยโปรแกรมการรักษาที่เหมาะสม  มีโอกาสเข้าสู่ภาวะโรคสงบประมาณร้อยละ 70-80%  ทั้งนี้ขึ้นกับอายุของผู้ป่วย  จำนวนเม็ดเลือดขาวเมื่อแรกวินิจฉัย  และความผิดปกติของโครโมโซมที่ตรวจพบ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/leukemia.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตรวจคัดกรองโรคเอ๋อ</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/congenital-thyroid.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/congenital-thyroid.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Dec 2010 10:00:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-เด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[-ธัยรอยด์]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคเอ๋อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=370</guid>
		<description><![CDATA[

เด็กแรกเกิดทุกคน ควรได้รับการตรวจกรองโรคเอ๋อหรือโรคต่อมธัยรอยด์บกพร่องเมื่ออายุ 2-7 วันหลังเกิด
ทำไมต้องตรวจคัดกรองโรค &#8220;เอ๋อ&#8221; ในเด็กแรกเกิด
เพราะว่าโรคนี้ ส่วนใหญ่เป็นมาแต่กำเนิด ไม่มีอาการเห็นชัด ถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัยโรค และให้การรักษาภายในอายุ 2-3 เดือน จะกลายเป็นเด็กปัญญาอ่อนอย่างรุนแรง  แก้ไขไม่ได้และร่างกายจะเติบโตช้ากว่าเด็กอื่น
โรคเอ๋อ มีอาการอย่างไร
อาการของโรคจะปรากฏให้เห็น เมื่อเป็นมากแล้ว อาการที่เกิดขึ้นได้แก่

ร้องเสียงแหบ
ท้องผูก
สะดือจุ่น
ผิวหยาบแห้ง
ตัวเตี้ย ไม่โตสมอายุ
พัฒนาการช้า เช่น ไม่ชันคอ, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, พลิกคว่ำไม่ได้ เป็นต้น

วิธีการตรวจคัดกรองโรคเอ๋อ
การวินิจฉัยโรคทำได้จากการตรวจเลือดเท่านั้น  โดยการเจาะเลือดเด็กจำนวน 6 หยด  ถ้าผลเลือดผิดปกติทางโรงพยาบาลที่คัดกรองจะมีจดหมายมาที่บ้านเพื่อติดตามมาตรวจร่างกาย  ถามอาการและเจาะเลือดยืนยันการวินิจฉัยอีกครั้ง   กรณีที่เด็กมีอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น  แต่ไม่มีจดหมายติดตามจากโรงพยาบาล  ผู้ปกครองสามารถเด็กพามาตรวจที่โรงพยาบาลได้
ถ้าผลตรวจคัดกรองโรคผิดปกติ แสดงว่าเด็กเป็นโรคธัยรอยด์บกพร่องใช่หรือไม่
ไม่ใช่เสมอไป  การตรวจคัดกรองเป็นการตรวจในเบื้องต้นเท่านั้น  จึงำเป็นต้องนำเด็กมาพบแพทย์ทันทีที่รู้ผล  เพื่อทำการตรวจซ้ำ  โดยแพทย์จะทำการตรวจร่างกาย  เจาะเลือด  และตรวจด้วยวิธีพิเศษเพิ่มเติมตามความจำเป็น
โรคเอ๋อรักษาอย่างไร
การวินิจฉัยและให้การรักษาได้ก่อนอายุ 1 เดือนจะทำให้ผลการรักษาดี  เด็กจะเติบโตเป็นปกติเหมือนเด็กทั่วไป   แพทย์จะรักษาโดยการให้รับประทานยาประมาณ 1/4 เม็ดต่อวัน   โรคเอ๋อเป็นโรคที่รักษาง่ายและได้ผลดี ถ้าตรวจพบและเริ่มรักษาอย่างรวดเร็ว
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p>เด็กแรกเกิดทุกคน ควรได้รับการตรวจกรองโรคเอ๋อหรือโรคต่อมธัยรอยด์บกพร่องเมื่ออายุ 2-7 วันหลังเกิด<span id="more-370"></span></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ทำไมต้องตรวจคัดกรองโรค &#8220;เอ๋อ&#8221; ในเด็กแรกเกิด</strong></span></p>
<p>เพราะว่าโรคนี้ ส่วนใหญ่เป็นมาแต่กำเนิด ไม่มีอาการเห็นชัด ถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัยโรค และให้การรักษาภายในอายุ 2-3 เดือน จะกลายเป็นเด็กปัญญาอ่อนอย่างรุนแรง  แก้ไขไม่ได้และร่างกายจะเติบโตช้ากว่าเด็กอื่น</p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">โรคเอ๋อ มีอาการอย่างไร</span></strong></p>
<p>อาการของโรคจะปรากฏให้เห็น เมื่อเป็นมากแล้ว อาการที่เกิดขึ้นได้แก่</p>
<ul>
<li>ร้องเสียงแหบ</li>
<li>ท้องผูก</li>
<li>สะดือจุ่น</li>
<li>ผิวหยาบแห้ง</li>
<li>ตัวเตี้ย ไม่โตสมอายุ</li>
<li>พัฒนาการช้า เช่น ไม่ชันคอ, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, พลิกคว่ำไม่ได้ เป็นต้น</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>วิธีการตรวจคัดกรองโรคเอ๋อ</strong></span></p>
<p>การวินิจฉัยโรคทำได้จากการตรวจเลือดเท่านั้น  โดยการเจาะเลือดเด็กจำนวน 6 หยด  ถ้าผลเลือดผิดปกติทางโรงพยาบาลที่คัดกรองจะมีจดหมายมาที่บ้านเพื่อติดตามมาตรวจร่างกาย  ถามอาการและเจาะเลือดยืนยันการวินิจฉัยอีกครั้ง   กรณีที่เด็กมีอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น  แต่ไม่มีจดหมายติดตามจากโรงพยาบาล  ผู้ปกครองสามารถเด็กพามาตรวจที่โรงพยาบาลได้</p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">ถ้าผลตรวจคัดกรองโรคผิดปกติ แสดงว่าเด็กเป็นโรคธัยรอยด์บกพร่องใช่หรือไม่</span></strong></p>
<p>ไม่ใช่เสมอไป  การตรวจคัดกรองเป็นการตรวจในเบื้องต้นเท่านั้น  จึงำเป็นต้องนำเด็กมาพบแพทย์ทันทีที่รู้ผล  เพื่อทำการตรวจซ้ำ  โดยแพทย์จะทำการตรวจร่างกาย  เจาะเลือด  และตรวจด้วยวิธีพิเศษเพิ่มเติมตามความจำเป็น</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>โรคเอ๋อรักษาอย่างไร</strong></span></p>
<p>การวินิจฉัยและให้การรักษาได้ก่อนอายุ 1 เดือนจะทำให้ผลการรักษาดี  เด็กจะเติบโตเป็นปกติเหมือนเด็กทั่วไป   แพทย์จะรักษาโดยการให้รับประทานยาประมาณ 1/4 เม็ดต่อวัน   โรคเอ๋อเป็นโรคที่รักษาง่ายและได้ผลดี ถ้าตรวจพบและเริ่มรักษาอย่างรวดเร็ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/congenital-thyroid.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคภูมิแพ้</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/allergicrhinitis.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/allergicrhinitis.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Mar 2010 03:12:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-หู คอ จมูก]]></category>
		<category><![CDATA[-เด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[-ปวดหู]]></category>
		<category><![CDATA[-ภูมิแพ้]]></category>
		<category><![CDATA[-หูอื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคนอนกรน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=338</guid>
		<description><![CDATA[

 โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่มีความผิดปกติของระบบภูิมิคุ้มกัน โดยที่ร่างกายจะมีปฏิกิริยาไวต่อสารที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้หรือสารระคายเคืองซึ่งจะทำให้เกิดอาการแพ้  โรคนี้มักไม่ค่อยรุนแรงถึงชีวิต  แต่จะส่งผมรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือการทำงาน ภูมิแพ้เป็นโรคที่พบมากในประชากรทั่วโลก สำหรับประเทศไทยนั้น จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปี
โรคแทรกซ้อน
ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หากไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยให้มีอาการเป็นเวลานานๆ อาจทำให้มีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ, ริดสีดวงจมูก, นอนกรน, ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ผิวหนังติดเชื้อ, คออักเสบ, ไอเรื้อรัง, หูชั้นกลางอักเสบ, ปวดหู, หูอื้อ, นอกจากนี้ยังมีปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดอาการโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้นหรืออาการรุนแรงขึ้น เช่น อากาศหนาว อากาศเปลี่ยน มลพิษในอากาศ
สาเหตุของโรคภูมิแพ้  โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อแต่เกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 อย่างคือ

กรรมพันธุ์  กรณีที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่บ่งชี้ว่ามีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ง่ายขึ้น  ภูมิแพ้เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้  ถ้าพ่อหรือแม่เป็นลูกก็จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ได้ประมาณ 30% แต่ถ้าหากทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ทั้งคู่  ลูกที่เกิดจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นภูมิแพ้สูงถึง 60-70%
สิ่งแวดล้อม  เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากเพราะสารก่อภูมิแพ้ที่จะเข้าสู่ร่างกายของเรา เกิดจากสภาวะแวดล้อมทั้งสิ้น ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น โดยการหายใจ การรับประทาน หรือแม้แต่การสัมผัส

สารก่อภูมิแพ้คืออะไร
คือสารที่ร่างกายได้รับหรือสัมผัส  แล้วทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ตามมา  ที่พบบ่อยได้แก่  ไรฝุ่น, ละออกเกสร, [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><span style="color: #ff9900;"><strong> โรคภูมิแพ้ คือ</strong></span> โรคที่มีความผิดปกติของระบบภูิมิคุ้มกัน โดยที่ร่างกายจะมีปฏิกิริยาไวต่อสารที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้หรือสารระคายเคืองซึ่งจะทำให้เกิดอาการแพ้  โรคนี้มักไม่ค่อยรุนแรงถึงชีวิต  แต่จะส่งผมรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือการทำงาน ภูมิแพ้เป็นโรคที่พบมากในประชากรทั่วโลก สำหรับประเทศไทยนั้น จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปี<br />
โรคแทรกซ้อน<span id="more-338"></span><br />
ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หากไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยให้มีอาการเป็นเวลานานๆ อาจทำให้มีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ, ริดสีดวงจมูก, นอนกรน, ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ผิวหนังติดเชื้อ, คออักเสบ, ไอเรื้อรัง, หูชั้นกลางอักเสบ, ปวดหู, หูอื้อ, นอกจากนี้ยังมีปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดอาการโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้นหรืออาการรุนแรงขึ้น เช่น อากาศหนาว อากาศเปลี่ยน มลพิษในอากาศ<br />
สาเหตุของโรคภูมิแพ้  โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อแต่เกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 อย่างคือ</p>
<ol>
<li>กรรมพันธุ์  กรณีที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่บ่งชี้ว่ามีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ง่ายขึ้น  ภูมิแพ้เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้  ถ้าพ่อหรือแม่เป็นลูกก็จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ได้ประมาณ 30% แต่ถ้าหากทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ทั้งคู่  ลูกที่เกิดจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นภูมิแพ้สูงถึง 60-70%</li>
<li>สิ่งแวดล้อม  เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากเพราะสารก่อภูมิแพ้ที่จะเข้าสู่ร่างกายของเรา เกิดจากสภาวะแวดล้อมทั้งสิ้น ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น โดยการหายใจ การรับประทาน หรือแม้แต่การสัมผัส</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>สารก่อภูมิแพ้คืออะไร</strong></span></p>
<p>คือสารที่ร่างกายได้รับหรือสัมผัส  แล้วทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ตามมา  ที่พบบ่อยได้แก่  ไรฝุ่น, ละออกเกสร, เชื้อรา  อาหารบางชนิดเช่น นมวัว, ไข่ขาว,  อาการทะเล  นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งเสริมทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ ได้แก่ อากาศเปลี่ยน การสัมผัสสารระคายเคืองเช่น ควันธูป ควันบุหรี่</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การทดสอบภูมิแพ้  Allergy skin prick test</strong></span></p>
<p>เมื่อร่างกายเกิดโรคภูมิแพ้ขึ้น  จำเป็นต้องทราบว่าร่างกายแพ้สารก่อภูมิแพ้ใด  เพราะการรักษาที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้  การทดสอบภูมิแพ้ (Skin prick test) เป็นการทดสอบภูมิแพ้ต่อสารชนิดต่าๆ ทางผิวหนัง  โดยแพทย์จะเป็นผู้ทำการทดสอบด้วยน้ำยาทดสอบภูมิแพ้โดยเฉพาะ  ซึ่งจะสามารถทำให้ทราบว่า  คนไข้มีอาการแพ้สารใดบ้าง เช่น แมลงสาบ, ขนแมว, ไรฝุ่น, เชื้อรา, ขนสุนัข, เกสรหญ้า, ฝุ่นบ้าน, และแพ้อาหารต่างๆ เป็นต้น  ซึ่งการทดสอบชนิดนี้ไม่ทำให้คนไข้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดและแพทย์ก็สามารถแจ้งผลการตรวจให้คนไข้ทราบได้ทันที</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การรักษาภูมิแพ้</strong></span></p>
<ol>
<li>การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคือง  เนื่องจากการรักษาที่ดีที่สุดของโรคภูมิแพ้ คือการหลีกเีลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็จำเป็นต้องใช้ยาเพื่อรักษา หรือเพื่อบรรเทาและควบคุมอาการที่จะเกิดขึ้น</li>
<li>การใช้ยารักษา  แพทย์จะวินิจฉัยและจ่ายยาให้คนไข้อย่างเหมาะสม  เพื่อบรรเทาและควบคุมอาการที่จะเกิดขึ้น  ผู้ที่มีอาการคัดจมูกมากอาจจะต้องให้ยาลดอาการคัดจมูก  สำหรับผู้ที่มีอาการเรื้อรัง  อาจจะต้องใข้ยาพ่นจมูก</li>
<li>การฉีดวัคซีน รักษาโรคภูมิแพ้  โดยผู้ป่วยจะได้รับการฉีดสารก่อภูมิแพ้เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันชนิด IgG  การฉีดจะเลือกฉีดเฉพาะสารก่อภูมิแพ้ที่ได้ทดสอบทางผิวหนังแล้วว่าแพ้  และจากนั้นแพทย์จะเพิ่มขนาดยาตามตารางเวลา  ซึ่งผลข้างเคียงจากการฉีดก็มีรอยผื่นแดง  ผื่นคัน  นานประมาณ 4-8 ชม. ส่วนผลข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น คือ อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล อาการเหล่านี้มักจะเกิดภายใน 30 นาทีหลังฉีด  มีส่วนน้อยที่อาจจะแพ้ยาที่ฉีดชนิดรุนแรง  แต่อาการมักเป็นชั่วคราวและหายได้หลังจากแพทย์ให้ยาแก้แพ้เพิ่ม</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้</strong></span></p>
<ul>
<li>หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารหรือสิ่งที่ก่อนให้เกิดภูมิแพ้</li>
<li>ดูแลร่างกายให้สดชื่นแข็งแรงอยู่เสมอ  พักผ่อนให้เพียงพอและควรออกกำลังกายเป็นประจำ</li>
<li>ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำเมื่อมีน้ำมูกเรื้องรัง</li>
<li>ปฏิบัิติตัวตามคำแนะนำและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง  และพบแพทย์เมื่อมีอาการแทรกซ้อนระหว่างการรักษา เช่น มีไข้ น้ำมูก ไอมีเสมหะ หอบ เป็นต้น</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/allergicrhinitis.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กระดูกสันหลังคด รักษาอย่างไร</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/scoliosis.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/scoliosis.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 03 Jan 2010 09:25:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-กระดูกและข้อ]]></category>
		<category><![CDATA[-เด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[-Scoliosis]]></category>
		<category><![CDATA[-กระดูกสันหลังคด]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคกระดูกสันหลังคด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=146</guid>
		<description><![CDATA[

Scoliosis คือ โรคกระดูกสันหลังคด
กระดูกสันหลังมีหน้าที่รับน้ำหนักและช่วยพยุงร่างกายให้สามารถตั้งตรงได้  ในคนปกติหากมองจากด้านหลังจะเห็นกระดูกสันหลังเป็นแนวเส้นตรง   แต่ในคนที่เป็นโรคกระดูกสันหลังคด  เมื่อมองจากด้านหลังจะเห็นแนวกระดูกโค้งไปทางซ้ายหรือขวา ไม่เป็นเส้นตรงเหมือนคนปกติ  โรคกระดูกสันหลังคดพบประมาณ 2-3 % ของประชากร  พบได้เท่ากันในผู้ชายและผู้หญิง  แต่ผู้หญิงมักจะมีการคดงอของกระดูกมากกว่าผู้ชาย  โรคกระดูกสันหลังคดเกิดได้ในทุกอายุ พบได้ตั้งแต่เด็กเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่   แต่ส่วนมากมักเกิดในช่วงที่มีการเจริญเติบโตของกระดูกอย่างรวดเร็ว คืออายุประมาณ 10-15 ปี 

สาเหตุ โรคกระดูกสันหลังคด
ผู้ป่วย 85% ไม่ทราบสาเหตุ    มีเพียงส่วนน้อยที่ทราบสาเหตุ เช่น กระดูกสันหลังคดจากขาที่ยาวไม่เท่ากัน  กระดูกสันหลังคดจากสมองพิการ หรือเกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิด เป็นต้น
อาการ โรคกระดูกสันหลังคด
อาการในผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกัน ขึ้นกับว่ากระดูกคดเป็นมุมมากน้อยเพียงใด  อาการต่างๆที่พบได้มีดังนี้

การเดินผิดปกติ
ไหล่หรือสะโพก 2 ข้าง สูงไม่เท่ากัน
ปวดหลัง
มีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติเวลาออกแรงหรือทำกิจกรรมต่างๆ

การตรวจ โรคกระดูกสันหลังคด
แพทย์จะตรวจกระดูกสันหลังของผู้ป่วยในท่ายืน โดยให้ผู้ป่วยก้มตัว เอานิ้วแตะปลายเท้าตัวเอง  ในท่านี้แพทย์จะเห็นลักษณะความผิดปกติของแผ่นหลังได้ชัดเจนมากขึ้น   การตรวจเพิ่มเติมด้วย x-ray มีประโยชน์ในการช่วยวัดมุม  และช่วยติดตามการดำเนินไปของโรคว่าแย่ลงหรือไม่
การรักษา โรคกระดูกสันหลังคด
การรักษาขึ้นกับมุมการคด  การเปลี่ยนแปลงของมุม  และอายุของผู้ป่วย

มุมการคดน้อยกว่า 25 องศา :  ยังไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาใดๆ  ให้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของมุม ทุก 4-6 เดือน
มุมการคดมากกว่า 25 องศา : รักษาโดยการใส่เสื้อเกราะ(Brace)  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><strong><span style="color: #ff6600;">Scoliosis คือ โรคกระดูกสันหลังคด</span></strong></p>
<p>กระดูกสันหลังมีหน้าที่รับน้ำหนักและช่วยพยุงร่างกายให้สามารถตั้งตรงได้  ในคนปกติหากมองจากด้านหลังจะเห็นกระดูกสันหลังเป็นแนวเส้นตรง   แต่ในคนที่เป็นโรคกระดูกสันหลังคด  เมื่อมองจากด้านหลังจะเห็นแนวกระดูกโค้งไปทางซ้ายหรือขวา ไม่เป็นเส้นตรงเหมือนคนปกติ  โรคกระดูกสันหลังคดพบประมาณ 2-3 % ของประชากร  พบได้เท่ากันในผู้ชายและผู้หญิง  แต่ผู้หญิงมักจะมีการคดงอของกระดูกมากกว่าผู้ชาย  โรคกระดูกสันหลังคดเกิดได้ในทุกอายุ พบได้ตั้งแต่เด็กเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่   แต่ส่วนมากมักเกิดในช่วงที่มีการเจริญเติบโตของกระดูกอย่างรวดเร็ว คืออายุประมาณ 10-15 ปี <span id="more-146"></span></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-147" title="scoliosis1" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/01/scoliosis1.jpg" alt="scoliosis1" width="400" height="448" /></p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">สาเหตุ โรคกระดูกสันหลังคด</span></strong></p>
<p>ผู้ป่วย 85% ไม่ทราบสาเหตุ    มีเพียงส่วนน้อยที่ทราบสาเหตุ เช่น กระดูกสันหลังคดจากขาที่ยาวไม่เท่ากัน  กระดูกสันหลังคดจากสมองพิการ หรือเกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิด เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>อาการ โรคกระดูกสันหลังคด</strong></span></p>
<p>อาการในผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกัน ขึ้นกับว่ากระดูกคดเป็นมุมมากน้อยเพียงใด  อาการต่างๆที่พบได้มีดังนี้</p>
<ul>
<li>การเดินผิดปกติ</li>
<li>ไหล่หรือสะโพก 2 ข้าง สูงไม่เท่ากัน</li>
<li>ปวดหลัง</li>
<li>มีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติเวลาออกแรงหรือทำกิจกรรมต่างๆ</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>การตรวจ โรคกระดูกสันหลังคด</strong></span></p>
<p>แพทย์จะตรวจกระดูกสันหลังของผู้ป่วยในท่ายืน โดยให้ผู้ป่วยก้มตัว เอานิ้วแตะปลายเท้าตัวเอง  ในท่านี้แพทย์จะเห็นลักษณะความผิดปกติของแผ่นหลังได้ชัดเจนมากขึ้น   การตรวจเพิ่มเติมด้วย x-ray มีประโยชน์ในการช่วยวัดมุม  และช่วยติดตามการดำเนินไปของโรคว่าแย่ลงหรือไม่</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>การรักษา โรคกระดูกสันหลังคด</strong></span></p>
<p><span style="color: #000000;">การรักษาขึ้นกับมุมการคด  การเปลี่ยนแปลงของมุม  และอายุของผู้ป่วย</span></p>
<ul>
<li><span style="color: #000000;">มุมการคดน้อยกว่า 25 องศา :  ยังไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาใดๆ  ให้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของมุม ทุก 4-6 เดือน</span></li>
<li><span style="color: #000000;">มุมการคดมากกว่า 25 องศา : รักษาโดยการใส่เสื้อเกราะ(Brace)  เสื้อเกราะเป็นอุปกรณ์ค้ำจุน เพิ่มความแข็งแรง  ช่วยป้องกันหรือชะลอไม่ให้มุมการคดมีการเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าเดิม</span></li>
<li><span style="color: #000000;">มุมการคดมากกว่า 45 องศา : อาจต้องรักษาโดยการผ่าตัดเพื่อจัดแนวกระดูกสันหลังใหม่  การผ่าตัดนี้ใช้หลักการเดียวกับการรักษากระดูกหักคือการใช้โลหะช่วยดามกระดูกสันหลังให้ตรง</span></li>
</ul>
<p><span style="color: #000000;"><strong><span style="color: #ff6600;">แพทย์ทางเลือก</span></strong></span></p>
<p><span style="color: #000000;">สำหรับการรักษาด้วยวิธีอื่น  ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยรับรองว่าประสบผลสำเร็จ</span></p>
<ul>
<li><span style="color: #000000;">Chiropractic manipulation</span></li>
<li><span style="color: #000000;">Electrical stimulation of muscles</span></li>
<li><span style="color: #000000;">Biofeedback</span></li>
</ul>
<p><span style="color: #000000;"><strong><span style="color: #ff6600;">สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ เสื้อเกราะ</span></strong></span></p>
<ul>
<li><span style="color: #000000;">เสื้อเกราะช่วยป้องกันไม่ให้มีการคดมากขึ้น  แต่มักไม่ช่วยแก้ไข้การคดให้กลับมาเป็นปกติ</span></li>
<li><span style="color: #000000;">ควรใส่เสื้อเกราะเป็นประจำ อย่างสม่ำเสมอ</span></li>
<li><span style="color: #000000;">เริ่มแรกอาจใส่เสื้อเกราะนานวันละ 2-3 ชั่วโมง  บางรายอาจต้องใส่ตลอดวัน  ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์</span></li>
<li><span style="color: #000000;">อายุของผู้ป่วยมีความสัมพันธ์กับการดำเนินไปของโรค  โดยพบว่า เมื่อกระดูกของผู้ป่วยหยุดการเจริญเติบโตเมื่อใด  การเปลี่ยนแปลงของมุมการคดมักจะหยุดตาม  ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยสามารถเลิกใส่เสื้อเกราะได้เมื่อแพทย์เห็นว่าผู้ป่วยไม่มีการเจริญเติบโตของกระดูกอีกต่อไป</span></li>
<li><span style="color: #000000;">เสื้อเกราะไม่ใช้รักษาโรคกระดูกสันหลังคดในผู้ใหญ่</span></li>
<li><span style="color: #000000;">ระหว่างใส่เสื้อเกราะ ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตได้ตามปกติ  เช่น เล่นดนตรี  เล่นกีฬา เป็นต้น</span></li>
<li><span style="color: #000000;">เสื้อเกราะจะถูกสวมใส่ไว้ด้านใน  และเสื้อผ้าปกติจะถูกใส่ทับด้านนอกเสื้อเกราะ  ดังนั้นผู้ป่วยควรเลือกซื้อเสื้อผ้าที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเพื่อความสบายตัว   เสื้อชั้นในควรเป็นผ้าฝ้าย 100%  ไม่มีตะเข็บ  ไม่มีรอยจีบย่น และพอดีตัว  ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเสียดสีกับผิวหนัง ซึ่งทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้</span></li>
</ul>
<p><span style="color: #000000;"><img class="aligncenter size-full wp-image-158" title="scoliosis-brace" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/01/scoliosis-brace.jpg" alt="scoliosis-brace" width="331" height="227" /></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/scoliosis.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>44</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

