<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุขภาพดี HealthyFreerwer &#187; -เพศศึกษา</title>
	<atom:link href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/category/sexeducation/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.healthy.freewer.net</link>
	<description>บทความสุขภาพ ข้อมูลโรค เคล็ดลับสุขภาพดี  แนะนำการปฏิบัติตัว ความรู้สุขภาพ ข่าวสารวงการแพทย์</description>
	<lastBuildDate>Wed, 02 Mar 2011 18:25:07 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ตกขาว</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/whitedischarge.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/whitedischarge.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 23 Jan 2010 06:16:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-สูติ-นรีเวช]]></category>
		<category><![CDATA[-เพศศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคมดลูก]]></category>
		<category><![CDATA[-คันช่องคลอด]]></category>
		<category><![CDATA[-ตกขาว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=216</guid>
		<description><![CDATA[

ตกขาว คือ ของเหลวที่ไหลออกมาจากช่องคลอด  เป็นของเหลวที่ถูกขับออกจากโพรงมดลูก  ปากมดลูก  ปากช่องคลอด  และเซลล์ของเยื่อบุผนักช่องคลอดที่ตายและหลุดออกมา
ปริมาณตกขาวจะขึ้นกับแต่ละคน  ตกขาวจะมีมากในช่วงไข่ตกในระยะกลางของรอบเดือน  นอกจากนั้นขณะตั้งครรภ์จะพบว่ามีตกขาวมากจนบางครั้งอาจเหนียวหนืด  การกระตุ้นทางเพศสัมพันธ์ก็จะมีการหลั่งน้ำออกมาหล่อลื่นมาก  หลังจากมีกิจกรรมทางเพศอาจมีตกขาวปริมาณมาก  การใช้ยาคุมกำเนิดทำให้มีตกขาวเพิ่มได้
ลักษณะตกขาวปกติ

เป็นมูกใส  พบได้ในระยะกลางของรอบเดือน  เมื่อไข่สุก
สีขาวขุ่นข้น  เหมือนแป้งเปียก  มักพบก่อนมีประจำเดือน

ลักษณะตกขาวผิดปกติ

ตกขาวจะมีสีเหลืองปนเขียว  น้ำตาล  หรือปนเลือด
มีปัสสาวะแสบขัด
คันช่องคลอด
เจ็บท้องน้อย

หากมีอาการดังกล่าวควรจะต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาไม่ให้เชื้อโรคลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ
สาเหตุของอาการตกขาวผิดปกติ

เกิดจากการอักเสบภายในหรือมีการติดเชื้อ
มีสิ่งแปลกปลอมตกค้างในช่องคลอด
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
มีเนื้องอก ซึ่งหากเกิดจากเนื้องอกแล้วมักมีเลือดปนด้วย
สตรีวัยทอง  มีภาวะขาดฮอร์โมน  ทำให้ช่องคลอดแห้ง  อักเสบง่าย

สาเหตุของอาการตกขาว ตามวัย

วัยเด็ก :  มักเกิดจากความสกปรก  สุขอนามัยไม่ดี  ทำความสะอาดไม่เป็น  มีสิ่งแปลกปลอมที่เด็กสอดใส่เข้าไป  เช่น  กระดาษทิชชู  เมล็ดผลไม้
วัยเจริญพันธุ์  :  มักเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
วัยหมดประจำเดือน  :  มักเกิดจากการขาดฮอร์โมน   ทำให้ช่องคลอดแห้ง  ระคายเคืองง่าย

การรักษา ตกขาว
ขึ้นอยู่กับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ  แพทย์จะตรวจภายใน  และนำตกขาวมาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์  ซึ่งจะพบลักษณะเฉพาะของการติดเชื้อแต่ละชนิด  หรือย้อมสีเพิ่มเติมเพื่อตรวจหาเชื้อ   จากนั้นจึงพิจารณาใช้ยาฆ่าเชื้อโรค  เพื่อบำบัดรักษาอาการอักเสบติดเชื้อ  ซึ่งยาที่ใช้มีหลายชนิด  ทั้งชนิดสอดช่องคลอด  ชนิดรับประทาน  หรืออาจใช้ยาทาภายนอกร่วมด้วยตามความเหมาะสม
ข้อแนะนำการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาด  ไม่จำเป็นต้องสวนล้างช่องคลอดด้วยน้ำยาที่โฆษณามากมาย  เพราะอาจระคายเคืองและทำลายเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดตามปกติด้วย
ในการทำความสะอาดให้เช็ดอวัยวะเพศจากด้านหน้าไปยังด้านหลัง  เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียจากทวารหนักเข้าสู่ช่องคลอด
หลีกเลี่ยงสเปรย์ดับกลิ่นหรือสบู่กลิ่นแรงที่ทำให้ระคายเคือง
ควรใส่กางเกงในที่ทำจากผ้าฝ้าย  เพราะระบายอากาศได้ดี  ไม่อับชื้น
กางเกงใน  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><strong>ตกขาว</strong> คือ ของเหลวที่ไหลออกมาจากช่องคลอด  เป็นของเหลวที่ถูกขับออกจากโพรงมดลูก  ปากมดลูก  ปากช่องคลอด  และเซลล์ของเยื่อบุผนักช่องคลอดที่ตายและหลุดออกมา<span id="more-216"></span></p>
<p>ปริมาณตกขาวจะขึ้นกับแต่ละคน  ตกขาวจะมีมากในช่วงไข่ตกในระยะกลางของรอบเดือน  นอกจากนั้นขณะตั้งครรภ์จะพบว่ามีตกขาวมากจนบางครั้งอาจเหนียวหนืด  การกระตุ้นทางเพศสัมพันธ์ก็จะมีการหลั่งน้ำออกมาหล่อลื่นมาก  หลังจากมีกิจกรรมทางเพศอาจมีตกขาวปริมาณมาก  การใช้ยาคุมกำเนิดทำให้มีตกขาวเพิ่มได้</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ลักษณะตกขาวปกติ</strong></span></p>
<ul>
<li>เป็นมูกใส  พบได้ในระยะกลางของรอบเดือน  เมื่อไข่สุก</li>
<li>สีขาวขุ่นข้น  เหมือนแป้งเปียก  มักพบก่อนมีประจำเดือน</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ลักษณะตกขาวผิดปกติ</strong></span></p>
<ul>
<li>ตกขาวจะมีสีเหลืองปนเขียว  น้ำตาล  หรือปนเลือด</li>
<li>มีปัสสาวะแสบขัด</li>
<li>คันช่องคลอด</li>
<li>เจ็บท้องน้อย</li>
</ul>
<p>หากมีอาการดังกล่าวควรจะต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาไม่ให้เชื้อโรคลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>สาเหตุของอาการตกขาวผิดปกติ</strong></span></p>
<ul>
<li>เกิดจากการอักเสบภายในหรือมีการติดเชื้อ</li>
<li>มีสิ่งแปลกปลอมตกค้างในช่องคลอด</li>
<li>โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์</li>
<li>มีเนื้องอก ซึ่งหากเกิดจากเนื้องอกแล้วมักมีเลือดปนด้วย</li>
<li>สตรีวัยทอง  มีภาวะขาดฮอร์โมน  ทำให้ช่องคลอดแห้ง  อักเสบง่าย</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>สาเหตุของอาการตกขาว ตามวัย</strong></span></p>
<ul>
<li><strong>วัยเด็ก</strong> :  มักเกิดจากความสกปรก  สุขอนามัยไม่ดี  ทำความสะอาดไม่เป็น  มีสิ่งแปลกปลอมที่เด็กสอดใส่เข้าไป  เช่น  กระดาษทิชชู  เมล็ดผลไม้</li>
<li><strong>วัยเจริญพันธุ์ </strong> :  มักเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์</li>
<li><strong>วัยหมดประจำเดือน </strong> :  มักเกิดจากการขาดฮอร์โมน   ทำให้ช่องคลอดแห้ง  ระคายเคืองง่าย</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>การรักษา ตกขาว</strong></span></p>
<p>ขึ้นอยู่กับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ  แพทย์จะตรวจภายใน  และนำตกขาวมาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์  ซึ่งจะพบลักษณะเฉพาะของการติดเชื้อแต่ละชนิด  หรือย้อมสีเพิ่มเติมเพื่อตรวจหาเชื้อ   จากนั้นจึงพิจารณาใช้ยาฆ่าเชื้อโรค  เพื่อบำบัดรักษาอาการอักเสบติดเชื้อ  ซึ่งยาที่ใช้มีหลายชนิด  ทั้งชนิดสอดช่องคลอด  ชนิดรับประทาน  หรืออาจใช้ยาทาภายนอกร่วมด้วยตามความเหมาะสม</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ข้อแนะนำการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง</strong></span></p>
<ol>
<li>รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาด  ไม่จำเป็นต้องสวนล้างช่องคลอดด้วยน้ำยาที่โฆษณามากมาย  เพราะอาจระคายเคืองและทำลายเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดตามปกติด้วย</li>
<li>ในการทำความสะอาดให้เช็ดอวัยวะเพศจากด้านหน้าไปยังด้านหลัง  เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียจากทวารหนักเข้าสู่ช่องคลอด</li>
<li>หลีกเลี่ยงสเปรย์ดับกลิ่นหรือสบู่กลิ่นแรงที่ทำให้ระคายเคือง</li>
<li>ควรใส่กางเกงในที่ทำจากผ้าฝ้าย  เพราะระบายอากาศได้ดี  ไม่อับชื้น</li>
<li>กางเกงใน  ผ้าเช็ดตัว  ผ้าถุง  ควรซักแล้วตากแดด  ไม่ควรตากในร่มหรือในห้องน้ำ</li>
<li>หลีกเลี่ยงกางเกงรัดรูป</li>
<li>หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าอนามัยแบบสอด  ถ้าใช้ควรเปลี่ยนบ่อยๆ</li>
<li>แนะนำคู่นอนทำความสะอาดมือและอวัยวะเพศ  ก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์</li>
<li>รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  นอนหลับให้เพียงพอ  ดื่มน้ำมากๆ</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/whitedischarge.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แพ้ถุงยางอนามัย</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/allergictocondom.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/allergictocondom.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 29 Dec 2009 14:41:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สูติ-นรีเวช]]></category>
		<category><![CDATA[-เพศศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[-คุมกำเนิด]]></category>
		<category><![CDATA[-ถุงยางอนามัย]]></category>
		<category><![CDATA[-แพ้ถุงยางอนามัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=138</guid>
		<description><![CDATA[

          การแพ้ถุงยางอนามัยส่วนมากเกิดจากการแพ้ยาง (latex allergy) ส่วนน้อยเกิดจากการแพ้สารฆ่าอสุจิ (Spermicide)  ถุงยางอนามัยที่มีขายในท้องตลาดส่วนมากทำจากยางธรรมชาติ    ผู้ใช้มีโอกาสแพ้ถุงยางอนามัยได้ 1-3%  อาการแพ้เกิดได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง  หากแพ้ถุงยางอนามัยจะมีอาการคัน ระคายเคือง มีผื่นแดงขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ  อาการมักเกิดขึ้น 6 &#8211; 48 ชม. หลังใช้ถุงยางอนามัย
          อาการแพ้ถุงยางอนามัยสามารถหายได้เอง  การรับประทานยาแก้แพ้สามารถช่วยรักษาและบรรเทาอาการคันได้  ผู้ที่มีอาการแพ้ถุงยางอนามัยควรเปลี่ยนไปใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่น  หรือเปลี่ยนเป็นถุงยางชนิดที่ทำจากสาร polyurethane และไม่ผสมสารฆ่าอสุจิ (Spermicide)
          อาการแพ้อย่างรุนแรงมีโอกาสเกิดน้อยมาก  ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจไม่ออก ความดันโลหิตต่ำ บวม  คลื่นไส้อาเจียน  ในกรณีนี้ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาโดยเร่งด่วน
          บางครั้งอาการที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เกิดจากการแพ้ถุงยางอนามัย  แต่อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น การแพ้สบู่ การติดโรคทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น  หากไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์สูติ-นรีเวช
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p>          การแพ้ถุงยางอนามัยส่วนมากเกิดจากการแพ้ยาง (latex allergy) ส่วนน้อยเกิดจากการแพ้สารฆ่าอสุจิ (Spermicide)  ถุงยางอนามัยที่มีขายในท้องตลาดส่วนมากทำจากยางธรรมชาติ    ผู้ใช้มีโอกาสแพ้ถุงยางอนามัยได้ 1-3%  <span id="more-138"></span>อาการแพ้เกิดได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง  หากแพ้ถุงยางอนามัยจะมีอาการคัน ระคายเคือง มีผื่นแดงขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ  อาการมักเกิดขึ้น 6 &#8211; 48 ชม. หลังใช้ถุงยางอนามัย</p>
<p>          อาการแพ้ถุงยางอนามัยสามารถหายได้เอง  การรับประทานยาแก้แพ้สามารถช่วยรักษาและบรรเทาอาการคันได้  ผู้ที่มีอาการแพ้ถุงยางอนามัยควรเปลี่ยนไปใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่น  หรือเปลี่ยนเป็นถุงยางชนิดที่ทำจากสาร polyurethane และไม่ผสมสารฆ่าอสุจิ (Spermicide)</p>
<p>          อาการแพ้อย่างรุนแรงมีโอกาสเกิดน้อยมาก  ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจไม่ออก ความดันโลหิตต่ำ บวม  คลื่นไส้อาเจียน  ในกรณีนี้ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาโดยเร่งด่วน</p>
<p>          บางครั้งอาการที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เกิดจากการแพ้ถุงยางอนามัย  แต่อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น การแพ้สบู่ การติดโรคทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น  หากไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์สูติ-นรีเวช</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/allergictocondom.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

