<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุขภาพดี HealthyFreerwer &#187; -ศัลยกรรม</title>
	<atom:link href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/category/surgery/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.healthy.freewer.net</link>
	<description>บทความสุขภาพ ข้อมูลโรค เคล็ดลับสุขภาพดี  แนะนำการปฏิบัติตัว ความรู้สุขภาพ ข่าวสารวงการแพทย์</description>
	<lastBuildDate>Wed, 02 Mar 2011 18:25:07 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/breast-exam.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/breast-exam.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Jun 2010 14:58:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-สูติ-นรีเวช]]></category>
		<category><![CDATA[-ตรวจสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[-มะเร็งเต้านม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=351</guid>
		<description><![CDATA[


มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในสตรี  ปัจจัยที่จะทำให้การรักษาได้ผลดีนั้นขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่เป็น  ถ้าเรายิ่งค้นพบให้ได้ตั้งแต่ระยะต้นๆ ก็จะรักษาได้  การที่เราจะพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกนั้นต้องอาศัย 3 สิ่งต่อไปนี้

การตรวจเต้านมด้วยตนเอง  อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เมื่ออายุได้ 20 ปีขึ้นไป
การตรวจเต้านมโดยแพทย์ทุก 3 ปี เมื่ออายุ 20 ปี เป็นต้นไป และเมื่ออายุถึง 40 ปี  ควรที่จะได้รับการตรวจทุกปี
การทำแมมโมแกรม  ควรทำไว้เป็นเบื้องต้น 1 ครั้ง ในช่วงอายุ 35-40 ปี และทำทุก 1-2 ปี เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไปในบุคคลทั่วไป  ส่วนสำหรับคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม  ควรทำการตรวจตั้งแต่อายุที่คนในครอบครัวเริ่มเป็น  ในบางกรณีแพทย์อาจทำการตรวจด้วยอัลตร้าซาวน์ร่วมด้วย

การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง
เป็นการตรวจที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ถ้าเราทำเป็นประจำจะเป็นการลงทุนทางสุขภาพที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด โดย

ตรวจเป็นประจำทุกเดือน
ตรวจหลังประจำเดือนมา 7-10 วัน  นับจากวันแรกของการมีประจำเดือน
ตรวจวันเดียวกันของทุกเดือนถ้าคุณไม่มีประจำเดือนแล้ว

วิธีการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง

ยืนหน้ากระจกแล้วดูที่เต้านมทั้ง 2 ข้าง  แล้วสังเกตว่า ขนาด รูปร่าง สีผิว ตำแหน่งของเต้านมหัวนมเป็นอย่างไร และควรเทียบการเปลี่ยนแปลงกับเดือนก่อน
หลังจากนั้นให้ยกแขนขึ้นเหนือศรีษะทั้ง 2 ข้าง แล้วดูที่เต้านมอีกครั้ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-368" title="breast-exam0" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam0-300x206.jpg" alt="breast-exam0" width="300" height="206" /></p>
<p>มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในสตรี  ปัจจัยที่จะทำให้การรักษาได้ผลดีนั้นขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่เป็น  ถ้าเรายิ่งค้นพบให้ได้ตั้งแต่ระยะต้นๆ ก็จะรักษาได้  การที่เราจะพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกนั้นต้องอาศัย 3 สิ่งต่อไปนี้</p>
<ol>
<li>การตรวจเต้านมด้วยตนเอง  อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เมื่ออายุได้ 20 ปีขึ้นไป</li>
<li>การตรวจเต้านมโดยแพทย์ทุก 3 ปี เมื่ออายุ 20 ปี เป็นต้นไป และเมื่ออายุถึง 40 ปี  ควรที่จะได้รับการตรวจทุกปี</li>
<li>การทำแมมโมแกรม  ควรทำไว้เป็นเบื้องต้น 1 ครั้ง ในช่วงอายุ 35-40 ปี และทำทุก 1-2 ปี เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไปในบุคคลทั่วไป  ส่วนสำหรับคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม  ควรทำการตรวจตั้งแต่อายุที่คนในครอบครัวเริ่มเป็น  ในบางกรณีแพทย์อาจทำการตรวจด้วยอัลตร้าซาวน์ร่วมด้วย<span id="more-351"></span></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง</span></strong></p>
<p>เป็นการตรวจที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ถ้าเราทำเป็นประจำจะเป็นการลงทุนทางสุขภาพที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด โดย</p>
<ol>
<li>ตรวจเป็นประจำทุกเดือน</li>
<li>ตรวจหลังประจำเดือนมา 7-10 วัน  นับจากวันแรกของการมีประจำเดือน</li>
<li>ตรวจวันเดียวกันของทุกเดือนถ้าคุณไม่มีประจำเดือนแล้ว</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>วิธีการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง</strong></span></p>
<ol>
<li>ยืนหน้ากระจกแล้วดูที่เต้านมทั้ง 2 ข้าง  แล้วสังเกตว่า ขนาด รูปร่าง สีผิว ตำแหน่งของเต้านมหัวนมเป็นอย่างไร และควรเทียบการเปลี่ยนแปลงกับเดือนก่อน<img class="aligncenter size-medium wp-image-360" title="breast-exam" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam-233x300.jpg" alt="breast-exam" width="158" height="204" /></li>
<li>หลังจากนั้นให้ยกแขนขึ้นเหนือศรีษะทั้ง 2 ข้าง แล้วดูที่เต้านมอีกครั้ง ค่อยๆหมุนตัวช้าๆ เพื่อที่จะดูบริเวณด้านข้างของเต้านม<img class="aligncenter size-medium wp-image-361" title="breast-exam2" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam2-233x300.jpg" alt="breast-exam2" width="152" height="196" /></li>
<li>มือเท้าเอวและโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย  ดูความเปลี่ยนแปลงซ้ำอีกครั้ง<img class="aligncenter size-medium wp-image-363" title="breast-exam3" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam3-233x300.jpg" alt="breast-exam3" width="136" height="175" /></li>
<li>ใช้นิ้วมือบีบที่หัวนมเบาๆ ดูว่ามีเลือด หนอง หรือน้ำไหลออกจาหัวนมหรือไม่<img class="aligncenter size-medium wp-image-364" title="breast-exam4" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam4-233x300.jpg" alt="breast-exam4" width="134" height="172" /></li>
<li>เริ่มคลำเต้านม ให้คลำตั้งแต่กระดูกไหปลาร้าลงมา ใช้มือซ้ายคลำเต้านมข้างขวา ให้ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางทั้ง 3 นิ้ว ค่อยๆกดลงบนผิวหนังเบาๆและกดแรงขึ้น จนกระทั่งสัมผัสกระดูกซี่โครง คลำเต้านมให้ทั่วทิศทาง  การคลำทำได้หลายแบบ  สิ่งที่สำคัญคือต้องคลำให้ทั่วเต้านมไปจนถึงบริเวณรักแร้ใต้วงแขน หลังจากนั้นให้เปลี่ยนคลำอีกข้างแบบเดียวกัน<img class="size-medium wp-image-365 alignleft" title="breast-exam5" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam5-233x300.jpg" alt="breast-exam5" width="130" height="167" /><img class="aligncenter size-medium wp-image-366" title="breast-exam6" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam6-233x300.jpg" alt="breast-exam6" width="141" height="182" /></li>
<li>เมื่อเสร็งการคลำในท่ายืนแล้ว ให้เปลี่ยนเป็นคลำในท่านอน  ใช้หมอนหนุนไหล่ข้างที่จะคลำ  แล้วคลำซ้ำเหมือนท่ายืน<img class="aligncenter size-medium wp-image-367" title="breast-exam7" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam7-233x300.jpg" alt="breast-exam7" width="161" height="208" /></li>
</ol>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การตรวจพบที่ต้องระวัง</strong></span></p>
<ul>
<li>ก้อนเนื้อเต้านมหนากว่าปกติ Lump or thickening (breast, underarm)</li>
<li>ผิวหนังแดง หรือร้อน</li>
<li>รูขุมขนใหญ่ขึ้นเหมือนผิวส้ม</li>
<li>ผิวหนังบุ๋ม หรือมีการหดรั้ง</li>
<li>มีการนูนของผิว</li>
<li>ปวดกว่าปกติที่เคย</li>
<li>คัน มีผื่น โดยเฉพาะบริเวณหัวนม และฐานรอบหัวนม</li>
<li>หัวนมบุ๋ม</li>
<li>การชี้ของหัวนมเปลี่ยนทิศทาง</li>
<li>เลือดไหลออกจากหัวนม</li>
<li>มีแผลที่หายยากของเต้านม หัวนม</li>
</ul>
<p>ถ้าตรวจพบอาการเหล่านี้ ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจโดยเร็ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/breast-exam.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเกิดแผลกดทับ</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/surgery/bed-sor.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/surgery/bed-sor.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 May 2010 15:01:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-แผลกดทับ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=343</guid>
		<description><![CDATA[

แผลกดทับเป็นปัญหาที่เกิดบ่อยในผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยเจ็บหนักที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ หรือในผู้ป่วยที่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหวโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยอัมพาตเนื่องจากการบาดเจ็บของไขสันหลัง หรือหลอดเลือดสมองแตก เมื่อเกิดแผลกดทับขึ้นต้องใช้เวลารักษานานขึ้น เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การติดเชื้อเรื้อรัง การติดเชื้อในเลือด  การดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับนั้นง่ายกว่าการรักษาแผลกดทับ  ดังนั้นการป้องกันจึงมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง
สาเหตุของการเกิดแผลกดทับ
แผลกดทับ คือ บริเวณที่มีการตายของเซลล์ เกิดเป็นแผลขึ้นกับเนื้อเยื่อ สาเหตุเกิดจากน้ำหนักตัวที่กดทับเป็นเวลานาน โดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูก ซึ่งเกิดขึ้นได้หลังจากถูกแรงกดนาน 4-6 ชม. แต่ถ้ามีการคลายแรงกดเป็นระยะอย่างน้อยทุก 2 ชม. จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อเล็กน้อย
ระดับความรุนแรงของการเกิดแผลกดทับ
ระยะที่ 1. เริ่มมีรอยแดงของผิวหนัง
ระยะที่ 2. มีแผลผิวหนังถลอก
ระยะที่ 3. เป็นแผลลึกลงไปทำลายชั้นของผิวหนังจนถึงชั้นกล้ามเนื้อและกระดูก
ปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดแผลกดทับ

ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
สภาวะที่ไม่รู้สึกตัว อัมพาต
สภาวะโลหิตจาง ขาดสารอาหาร
ความชื้นจากเหงื่อ หรืออุจจาระ ปัสสาวะรด ทำให้เกิดความเปื่อยของผิวหนัง
แรงเสียดสีจากการเคลื่อนย้ายตัวผู้ป่วยโดยการดึงลากแรงๆ หรือผู้ป่วยลื่นไถลเสียดสีกับผ้าปูที่นอน จะทำให้มีการหลุดหลอกของผิวหนัง และมีแผลเปื่อยขึ้น

บริเวณปุ่มกระดูกที่เกิดแผลกดทับบ่อย

กระดูกก้นกบ
กระดูกสะโพก
กระดูกข้อเท้า
กระดูกส้นเท้า

การป้องกันการเกิดแผลกดทับ

ลดการกดทับผิวหนังบริเวณต่างๆ ของร่างกาย โดยการเปลี่ยนท่าหรือพลิกตะแคงตัวสลับข้างอย่างน้อยทุก 2 ชม. หรือ ใช้อุปกรณ์เสริมที่เหมาะสม เช่น ใช้ที่นอนฟองน้ำ หรือใช้ที่นอนลมปูทับบนที่นอน
สังเกตผิวหนังโดยเฉพาะตามปุ่มกระดูกต่างๆ ของร่างกายทุกวันเพื่อตรวจดูความผิดปกติของผิวหนัง เช่น รอยแดง รอยถลอก ซึ่งเป็นระยะเริ่มแรกของการเกิดแผลกดทับ
รักษาความสะอาดของร่างกายโดยทำความสะอาดด้วยสบู่อ่อน และดูแลผิวหนังไม่ให้เปียกชื้น
ดูแลให้ได้รับอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p>แผลกดทับเป็นปัญหาที่เกิดบ่อยในผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยเจ็บหนักที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ หรือในผู้ป่วยที่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหวโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยอัมพาตเนื่องจากการบาดเจ็บของไขสันหลัง หรือหลอดเลือดสมองแตก เมื่อเกิดแผลกดทับขึ้นต้องใช้เวลารักษานานขึ้น เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การติดเชื้อเรื้อรัง การติดเชื้อในเลือด  การดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับนั้นง่ายกว่าการรักษาแผลกดทับ  ดังนั้นการป้องกันจึงมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง<span id="more-343"></span></p>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">สาเหตุของการเกิดแผลกดทับ</span></strong></p>
<p>แผลกดทับ คือ บริเวณที่มีการตายของเซลล์ เกิดเป็นแผลขึ้นกับเนื้อเยื่อ สาเหตุเกิดจากน้ำหนักตัวที่กดทับเป็นเวลานาน โดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูก ซึ่งเกิดขึ้นได้หลังจากถูกแรงกดนาน 4-6 ชม. แต่ถ้ามีการคลายแรงกดเป็นระยะอย่างน้อยทุก 2 ชม. จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อเล็กน้อย</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>ระดับความรุนแรงของการเกิดแผลกดทับ</strong></span></p>
<p>ระยะที่ 1. เริ่มมีรอยแดงของผิวหนัง</p>
<p>ระยะที่ 2. มีแผลผิวหนังถลอก</p>
<p>ระยะที่ 3. เป็นแผลลึกลงไปทำลายชั้นของผิวหนังจนถึงชั้นกล้ามเนื้อและกระดูก</p>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">ปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดแผลกดทับ</span></strong></p>
<ol>
<li>ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้</li>
<li>สภาวะที่ไม่รู้สึกตัว อัมพาต</li>
<li>สภาวะโลหิตจาง ขาดสารอาหาร</li>
<li>ความชื้นจากเหงื่อ หรืออุจจาระ ปัสสาวะรด ทำให้เกิดความเปื่อยของผิวหนัง</li>
<li>แรงเสียดสีจากการเคลื่อนย้ายตัวผู้ป่วยโดยการดึงลากแรงๆ หรือผู้ป่วยลื่นไถลเสียดสีกับผ้าปูที่นอน จะทำให้มีการหลุดหลอกของผิวหนัง และมีแผลเปื่อยขึ้น</li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">บริเวณปุ่มกระดูกที่เกิดแผลกดทับบ่อย</span></strong></p>
<ul>
<li>กระดูกก้นกบ</li>
<li>กระดูกสะโพก</li>
<li>กระดูกข้อเท้า</li>
<li>กระดูกส้นเท้า</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">การป้องกันการเกิดแผลกดทับ</span></strong></p>
<ol>
<li>ลดการกดทับผิวหนังบริเวณต่างๆ ของร่างกาย โดยการเปลี่ยนท่าหรือพลิกตะแคงตัวสลับข้างอย่างน้อยทุก 2 ชม. หรือ ใช้อุปกรณ์เสริมที่เหมาะสม เช่น ใช้ที่นอนฟองน้ำ หรือใช้ที่นอนลมปูทับบนที่นอน</li>
<li>สังเกตผิวหนังโดยเฉพาะตามปุ่มกระดูกต่างๆ ของร่างกายทุกวันเพื่อตรวจดูความผิดปกติของผิวหนัง เช่น รอยแดง รอยถลอก ซึ่งเป็นระยะเริ่มแรกของการเกิดแผลกดทับ</li>
<li>รักษาความสะอาดของร่างกายโดยทำความสะอาดด้วยสบู่อ่อน และดูแลผิวหนังไม่ให้เปียกชื้น</li>
<li>ดูแลให้ได้รับอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่</li>
<li>ทาผิวหนังด้วยโลชั่น เพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้น และไม่ฉีกขาดง่าย</li>
<li>หลีกเลี่ยงการดึงลากผู้ป่วย</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/surgery/bed-sor.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคนิ่วในไต</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/urology/kidney-stone.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/urology/kidney-stone.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Feb 2010 07:18:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคทางเดินปัสสาวะ]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคไต]]></category>
		<category><![CDATA[-นิ่วในไต]]></category>
		<category><![CDATA[-ปัสสาวะเป็นเลือด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=303</guid>
		<description><![CDATA[


นิ่วในไต คือ
นิ่วในไตคือการตกผลึกของสารก่อนิ่วในไต   ส่วนใหญ่จะเป็นผลึกแคลเซียมออกซาเลต  บางครั้งอาจเป็นแคลเซียมฟอสเฟต, ยูริค หรือสารอื่นๆ  นิ่วมีหลายชนิด อาจมีขนาดต่างกัน  อาจเป็นก้อนเดียวหรือหลายก้อนก็ได้  นิ่วจะเกิดขึ้นในไตและอาจหลุดลงมาในท่อไตจนถึงกระเพาะปัสสาวะได้   โรคนิ่วในไตเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย  แต่ผู้ชายมีโอกาสเป็นนิ่วมากกว่าผู้หญิงประมาณสามเท่า  นิ่วสามารถเกิดได้ในทุกภูมิภาคและสภาวะอากาศ  ในประเทศไทยพบบ่อยทางภาคเหนือและภาคอีสาน
สาเหตุนิ่วในไต
สาเหตุของโรคนิ่วในไต  ส่วนมากมักไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงสาเหตุเดียว  แต่มักเกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายๆอย่างร่วมกัน  เช่น

การอยู่ในเขตร้อนที่ร่างกายสูญเสียเหงื่อง่าย  แล้วดื่มน้ำน้อย  ทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูงขึ้นและเกิดเป็นตะกอนนิ่ว
การรับประทานอาหารบางอย่างเป็นประจำ เช่น อาหารที่มีแคลเซียมสูง  โปรตีนสูง  โซเดียมสูง  เป็นต้น  อย่างไรก็ตามการรับประทานอาหารจะถือเป็นปัจจัยเสี่ยงเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆอยู่แล้ว  ดังนั้น ผู้ที่แข็งแรงปกติการรับประทานอาหารจึงไม่มีผลต่อการเกิดโรค
ผู้ที่มีความผิดปกติโดยมีภาวะยูริกในเลือดสูง เช่น ผู้ป่วยโรคเกาต์ โรคมะเร็งระหว่างได้รับเคมีบำบัด
การรับประทานยา เช่น ยากันชักไดแลนติน  (dilantin) เป็นต้น

อาการนิ่วในไต
นิ่วในไตอาจเป็นสาเหตุของอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงหรือเจ็บปวดเล็กน้อยก็ได้    ถ้านิ่วเคลื่อนที่ไปในท่อไตก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดได้เช่นกัน  อาการปวดมักจะเป็นที่บริเวณของหลัง  สีข้าง  อาการปวดอาจร้าวไปท้องน้อยหรือขาหนีบเป็นพักๆ  อาการอื่นๆได้แก่  ระคายเคืองเวลาปัสสาวะหรือปัสสาวะขัด  ปัสสาวะเป็นเลือด  หรือมีเม็ดทรายปนออกมากับปัสสาวะ   คลื่นไส้ อาเจียน
การตรวจวินิจฉัยโรคนิ่วในไต
การตรวจวินิจฉัยขั้นต้นในผู้ป่วยที่สงสัยโรคนิ่วในไต มีดังนี้

การตรวจปัสสาวะเพื่อตรวจหาเม็ดเลือดแดง  การตรวจปัสสาวะยังช่วยให้ข้อมูลด้วยว่า ผู้ป่วยมีการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะร่วมด้วยหรือไม่
ตรวจภาพถ่ายรังสีหรือภาพถ่ายรังสีแบบฉีดสี เพื่อหาตำแหน่งของก้อนนิ่ว

การรักษาโรคนิ่วในไต
การรักษาขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของนิ่ว  นิ่วส่วนใหญ่มีขนาดเล็กและสามารถหลุดออกมากับปัสสาวะได้เอง   กรณีนิ่วไม่สามารถหลุดเอง  พิจารณาให้การรักษาได้หลายวิธี ดังนี้

การใช้เคลื่อนสลายนิ่ว (Extracorporeal shockwave [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-304" title="kidney-stone" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/02/kidney-stone-300x273.jpg" alt="kidney-stone" width="300" height="273" /></p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>นิ่วในไต คือ</strong></span></p>
<p>นิ่วในไตคือการตกผลึกของสารก่อนิ่วในไต   ส่วนใหญ่จะเป็นผลึกแคลเซียมออกซาเลต  บางครั้งอาจเป็นแคลเซียมฟอสเฟต, ยูริค หรือสารอื่นๆ  นิ่วมีหลายชนิด<span id="more-303"></span> อาจมีขนาดต่างกัน  อาจเป็นก้อนเดียวหรือหลายก้อนก็ได้  นิ่วจะเกิดขึ้นในไตและอาจหลุดลงมาในท่อไตจนถึงกระเพาะปัสสาวะได้   โรคนิ่วในไตเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย  แต่ผู้ชายมีโอกาสเป็นนิ่วมากกว่าผู้หญิงประมาณสามเท่า  นิ่วสามารถเกิดได้ในทุกภูมิภาคและสภาวะอากาศ  ในประเทศไทยพบบ่อยทางภาคเหนือและภาคอีสาน</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>สาเหตุนิ่วในไต</strong></span></p>
<p>สาเหตุของโรคนิ่วในไต  ส่วนมากมักไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงสาเหตุเดียว  แต่มักเกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายๆอย่างร่วมกัน  เช่น</p>
<ul>
<li>การอยู่ในเขตร้อนที่ร่างกายสูญเสียเหงื่อง่าย  แล้วดื่มน้ำน้อย  ทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูงขึ้นและเกิดเป็นตะกอนนิ่ว</li>
<li>การรับประทานอาหารบางอย่างเป็นประจำ เช่น อาหารที่มีแคลเซียมสูง  โปรตีนสูง  โซเดียมสูง  เป็นต้น  อย่างไรก็ตามการรับประทานอาหารจะถือเป็นปัจจัยเสี่ยงเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆอยู่แล้ว  ดังนั้น ผู้ที่แข็งแรงปกติการรับประทานอาหารจึงไม่มีผลต่อการเกิดโรค</li>
<li>ผู้ที่มีความผิดปกติโดยมีภาวะยูริกในเลือดสูง เช่น ผู้ป่วยโรคเกาต์ โรคมะเร็งระหว่างได้รับเคมีบำบัด</li>
<li>การรับประทานยา เช่น ยากันชักไดแลนติน  (dilantin) เป็นต้น</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>อาการนิ่วในไต</strong></span></p>
<p>นิ่วในไตอาจเป็นสาเหตุของอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงหรือเจ็บปวดเล็กน้อยก็ได้    ถ้านิ่วเคลื่อนที่ไปในท่อไตก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดได้เช่นกัน  อาการปวดมักจะเป็นที่บริเวณของหลัง  สีข้าง  อาการปวดอาจร้าวไปท้องน้อยหรือขาหนีบเป็นพักๆ  อาการอื่นๆได้แก่  ระคายเคืองเวลาปัสสาวะหรือปัสสาวะขัด  ปัสสาวะเป็นเลือด  หรือมีเม็ดทรายปนออกมากับปัสสาวะ   คลื่นไส้ อาเจียน</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การตรวจวินิจฉัยโรคนิ่วในไต</strong></span></p>
<p>การตรวจวินิจฉัยขั้นต้นในผู้ป่วยที่สงสัยโรคนิ่วในไต มีดังนี้</p>
<ul>
<li>การตรวจปัสสาวะเพื่อตรวจหาเม็ดเลือดแดง  การตรวจปัสสาวะยังช่วยให้ข้อมูลด้วยว่า ผู้ป่วยมีการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะร่วมด้วยหรือไม่</li>
<li>ตรวจภาพถ่ายรังสีหรือภาพถ่ายรังสีแบบฉีดสี เพื่อหาตำแหน่งของก้อนนิ่ว</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การรักษาโรคนิ่วในไต</strong></span></p>
<p>การรักษาขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของนิ่ว  นิ่วส่วนใหญ่มีขนาดเล็กและสามารถหลุดออกมากับปัสสาวะได้เอง   กรณีนิ่วไม่สามารถหลุดเอง  พิจารณาให้การรักษาได้หลายวิธี ดังนี้</p>
<ul>
<li>การใช้เคลื่อนสลายนิ่ว (Extracorporeal shockwave lithotripsy หรือ ESWL)  โดยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงกระแทกให้เม็ดนิ่วแตกเป็นผงขนาดเล็กลงและหลุดผ่านไปได้เอง</li>
<li>การส่องกล้องทางท่อไต (ureteroscope)  การส่องกล้องจะผ่านจากท่อปัสสาวะ, กระเพาะปัสสาวะ  และท่อไต  แล้วจึงใช้อุปกรณ์ในการสลายนิ่ว</li>
<li>การส่องกล้องทางผิวหนังเพื่อทำการรักษา (percutaneous)  เป็นการส่องกล้องทางผิวหนังผ่านด้านหลังเพื่อทำการสลายนิ่ว  มักใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์</li>
<li>การผ่าตัดแบบเปิด (open surgery)  เป็นทางเลือกในการรักษาหากวิธีอื่นที่กล่าวมาข้างต้นไม่ประสบผลสำเร็จ</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การป้องกันการเกิดนิ่ว</strong></span></p>
<p>การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ  การทำให้ปัสสาวะเจือจางเพียงพอ ต้องมีปริมาณปัสสาวะ 2 &#8211; 2.5 ลิตรต่อวัน   โดยดื่มน้ำวันละ 2-3 ลิตร  อย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งวัน  ชนิดของน้ำที่ดีนั้นควรเป็นน้ำที่ไม่มีเกลือแร่ผสม</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/urology/kidney-stone.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปัสสาวะเป็นเลือด</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/urology/hematuria.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/urology/hematuria.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Feb 2010 11:59:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคทางเดินปัสสาวะ]]></category>
		<category><![CDATA[-ปัสสาวะเป็นเลือด]]></category>
		<category><![CDATA[-มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=290</guid>
		<description><![CDATA[


ปัสสาวะเป็นเลือด คือ การที่มีเม็ดเลือดแดงปนออกมากับปัสสาวะ แบ่งเป็น 2 ชนิด   ชนิดแแรก คือ ปัสสาวะเป็นเลือดที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า  ผู้ป่วยจะเห็นสีปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีแดง ชมพู หรือสีโค้ก   ส่วนชนิดที่สองคือ ปัสสาวะเป็นเลือดที่เห็นได้จากกล้องจุลทรรศน์  ซึ่งผู้่ป่วยจะเห็นปัสสาวะเป็นสีใสเหมือนปกติ   ทั้งสองกรณีจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพื่อหาสาเหตุต่อไป
ปัสสาวะเป็นเลือด มีอาการอย่างไร
ผู้ป่วยจะมีอาการ คือ ปัสสาวะเปลี่ยนสี  ส่วนมากมักไม่มีอาการปวดร่วมด้วย  สีที่เปลี่ยนอาจเป็นสีแดง สีชมพู สีเข้มเหมือนน้ำปลาหรือน้ำโค้ก  สีที่เปลี่ยนเกิดจากการที่มีเม็ดเลือดแดงปนอยู่ในปัสสาวะ  การที่เห็นปัสสาวะเป็นสีแดงไม่ได้หมายความว่ามีเลือดออกเป็นจำนวนมาก  เพราะปริมาณเม็ดเลือดแดงเพียงเล็กน้อยก็สามารถเปลี่ยนสีปัสสาวะให้ผิดปกติได้
สาเหตุของการปัสสาวะเป็นเลือด
อวัยวะที่สามารถเป็นสาเหตุของการปัสสาวะเป็นเลือด ได้แก่  ไต  ท่อไต  กระเพาะปัสสาวะ  ต่อมลูกหมาก  และท่อปัสสาวะ   โดยโรคที่เกิดความผิดปกติของอวัยวะเหล่านี้มีหลายสาเหตุที่ทำให้ปัสสาวะเป็นเลือด  โชคดีที่สาเหตุส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต  สาเหตุที่พบได้บ่อย คือนิ่วที่ไตและการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ  สาเหตุที่ทำให้ปัสสาวะเป็นเลือดในคนไข้ที่อายุมากกว่า 50 ปี คือต่อมลูกหมากโต  มีคนไข้จำนวนน้อยที่มีปัสสาวะเป็นเลือดโดยไม่ทราบสาเหตุ   สรุปสาเหตุที่เป็นไปได้มีดังนี้

นิ่วในไต  นิ่วในท่อไต  นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
ต่อมลูกหมากโต
ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
ไตอักเสบ
โรค sickle cell anemia
อุบัติเหตุกระทบกระแทก
ยาบางชนิด เช่น แอสไพริน เป็นต้น
ออกกำลังกายมากเกินไป

สาเหตุที่อันตรายต่อชีวิตได้แก่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ  มะเร็งที่ไต  ภาวะอุดกั้นที่ไต
ข้อมูลที่แพทย์ต้องการทราบจากผู้ที่มีอาการปัสสาวะเป็นเลือด

นำยาที่รับประทานทุกชนิด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-293" title="hematuria" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/02/hematuria-225x300.jpg" alt="hematuria" width="129" height="173" /></p>
<p>ปัสสาวะเป็นเลือด คือ การที่มีเม็ดเลือดแดงปนออกมากับปัสสาวะ แบ่งเป็น 2 ชนิด   ชนิดแแรก คือ ปัสสาวะเป็นเลือดที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า  ผู้ป่วยจะเห็นสีปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีแดง ชมพู หรือสีโค้ก   ส่วนชนิดที่สองคือ ปัสสาวะเป็นเลือดที่เห็นได้จากกล้องจุลทรรศน์  ซึ่งผู้่ป่วยจะเห็นปัสสาวะเป็นสีใสเหมือนปกติ   ทั้งสองกรณีจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพื่อหาสาเหตุต่อไป<span id="more-290"></span></p>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">ปัสสาวะเป็นเลือด มีอาการอย่างไร</span></strong></p>
<p>ผู้ป่วยจะมีอาการ คือ ปัสสาวะเปลี่ยนสี  ส่วนมากมักไม่มีอาการปวดร่วมด้วย  สีที่เปลี่ยนอาจเป็นสีแดง สีชมพู สีเข้มเหมือนน้ำปลาหรือน้ำโค้ก  สีที่เปลี่ยนเกิดจากการที่มีเม็ดเลือดแดงปนอยู่ในปัสสาวะ  การที่เห็นปัสสาวะเป็นสีแดงไม่ได้หมายความว่ามีเลือดออกเป็นจำนวนมาก  เพราะปริมาณเม็ดเลือดแดงเพียงเล็กน้อยก็สามารถเปลี่ยนสีปัสสาวะให้ผิดปกติได้</p>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">สาเหตุของการปัสสาวะเป็นเลือด</span></strong></p>
<p>อวัยวะที่สามารถเป็นสาเหตุของการปัสสาวะเป็นเลือด ได้แก่  ไต  ท่อไต  กระเพาะปัสสาวะ  ต่อมลูกหมาก  และท่อปัสสาวะ   โดยโรคที่เกิดความผิดปกติของอวัยวะเหล่านี้มีหลายสาเหตุที่ทำให้ปัสสาวะเป็นเลือด  โชคดีที่สาเหตุส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต  สาเหตุที่พบได้บ่อย คือนิ่วที่ไตและการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ  สาเหตุที่ทำให้ปัสสาวะเป็นเลือดในคนไข้ที่อายุมากกว่า 50 ปี คือต่อมลูกหมากโต  มีคนไข้จำนวนน้อยที่มีปัสสาวะเป็นเลือดโดยไม่ทราบสาเหตุ   สรุปสาเหตุที่เป็นไปได้มีดังนี้</p>
<ul>
<li>นิ่วในไต  นิ่วในท่อไต  นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ</li>
<li>ต่อมลูกหมากโต</li>
<li>ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ</li>
<li>มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ</li>
<li>ไตอักเสบ</li>
<li>โรค sickle cell anemia</li>
<li>อุบัติเหตุกระทบกระแทก</li>
<li>ยาบางชนิด เช่น แอสไพริน เป็นต้น</li>
<li>ออกกำลังกายมากเกินไป</li>
</ul>
<p>สาเหตุที่อันตรายต่อชีวิตได้แก่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ  มะเร็งที่ไต  ภาวะอุดกั้นที่ไต</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>ข้อมูลที่แพทย์ต้องการทราบจากผู้ที่มีอาการปัสสาวะเป็นเลือด</strong></span></p>
<ul>
<li>นำยาที่รับประทานทุกชนิด รวมทั้งวิตามิน และยาบำรุงต่างๆ ไปพบแพทย์ด้วย</li>
<li>ขณะปัสสาวะมีอาการปวด แสบขับหรือไม่</li>
<li>เคยมีอาการมาก่อนหรือไม่</li>
<li>ปัสสาวะเป็นเลือดช่วงไหนของการปัสสาวะ   เช่น  ปัสสาวะเป็นสีแดงตลอดการปัสสาวะ   ปัสสาวะเป็นสีแดงเฉพาะช่วงท้าย หรือช่วงเริ่มต้นของการปัสสาวะ  เป็นต้น</li>
<li>มีลิ่มเลือดปนหรือไ่ม่  ลักษณะเป็นอย่างไร</li>
<li>สูบบุหรี่หรือไม่</li>
<li>เคยได้รับการการฉายรังสี รักษาโรค มาก่อนหรือไม่</li>
<li>ลักษณะงาน มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสสารเคมีหรือไม่</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong><span style="color: #ff9900;">การตรวจวินิจฉัย ปัสสาวะเป็นเลือด</span></strong><br />
</span></p>
<p>โดยปกติจะทำการตรวจวินิจฉัยโดยการฉีดสี (Intravenous pyelogram) และการส่องกล้อง (cystoscope)  การฉีดสีเป็นการ x-ray  เพื่อดูไต  ท่อไต  โดยการฉ๊ดสารทึบแสงเข้าเส้นเลือดเพื่อเห็นทางเดินปัสสาวะ  บางครั้งคนไข้อาจมีอาการแพ้สารทึบแสงทำให้ต้องเปลี่ยนเป็นการอัลตราซาวด์แทน</p>
<p>การส่องกล้องจะทำให้แพทย์สามารถเห็นกระเพาะปัสสาวะได้โดยตรง  โดยคนไข้จะยังรู้สึกตัวอยู่ขณะส่องกล้อง   วิธีการคือให้คนไข้ขึ้นขาหยั่ง  ให้ยาชา  และทำการส่องกล้องผ่านเข้าไปทางช่องปัสสาวะเพื่อตรวจดูกระเพาะปัสสาวะ</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong> การรักษาปัสสาวะเป็นเลือด</strong></span></p>
<p>การรักษาปัสสาวะเป็นเลือดขึ้นกับสาเหตุ  เช่น ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะให้การรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อ, นิ่วในไตมีการรักษาหลายวิธีเช่นการผ่าตัด  การกินยา  การสลายนิ่ว (ESWL) เป็นต้น  การสูญเสียเลือดทางปัสสาวะมักเสียเป็นปริมาณน้อย ไม่ทำให้เกิดปัญหา   สำหรับผู้ป่วยตรวจแล้วไม่พบความผิดปกติ  ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา  ให้ติดตามเป็นระยะต่อไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/urology/hematuria.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>20</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

