<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุขภาพดี HealthyFreerwer &#187; -โรคมดลูก</title>
	<atom:link href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/category/uterus-dz/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.healthy.freewer.net</link>
	<description>บทความสุขภาพ ข้อมูลโรค เคล็ดลับสุขภาพดี  แนะนำการปฏิบัติตัว ความรู้สุขภาพ ข่าวสารวงการแพทย์</description>
	<lastBuildDate>Wed, 02 Mar 2011 18:25:07 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/endometrial-cancer.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/endometrial-cancer.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Feb 2010 04:25:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-สูติ-นรีเวช]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคมดลูก]]></category>
		<category><![CDATA[-การขูดมดลูก]]></category>
		<category><![CDATA[-มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก]]></category>
		<category><![CDATA[-เลือดออกทางช่องคลอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=299</guid>
		<description><![CDATA[


มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial cancer) เกิดขึ้นเมื่อเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกมีการเจริญเติบโตผิดปกติ  มีการแบ่งตัวของเซลล์อย่างรวดเร็วตลอดเวลา กลไกลของร่างกายไม่สามารถควบคุมการแบ่งตัวได้   มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก  หรือมะเร็งมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 3  ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ผู้หญิงไทย บางคนอาจนำไปสับสนกับมะเร็งปากมดลูก  ที่พบบ่อยเป็นอันดับ 1   โรคนี้ถ้ามาพบแพทย์ตั้งแต่แรกเริ่มมีอาการมักรักษาได้หายค่อนข้างสูง
มดลูกคืออะไร?
มดลูกเป็นอวัยวะที่ตั้งอยู่ในเชิงกราน  มีช่องกลวงอยู่ตรงกลาง  ลักษณะคล้ายชมพู่คว่ำ  ด้านล่างของมดลูกมีปากมดลูกเป็นทางเชื่อมต่อกับส่วนบนของช่องคลอด   มดลูกเป็นที่ให้ทารกฝังตัวและเจริญเติบโต เยื่อบุโพรงมดลูก คือ  ผิวด้านในของมดลูก ซึ่งในวัยเจริญพันธุ์จะทำงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมน โดยจะหนาตัวขึ้นทุกเดือนเพื่อรอรับการฝังตัวของตัวอ่อน (ทารก)  หากเดือนใดไม่มีการตั้งครรภ์เยื่อบุโพรงมดลูกจะสลายตัวออกมาเป็นประจำเดือน  (ระดู)
มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกพบบ่อยแค่ไหน?
ในประเทศไทย พบบ่อยเป็นอันดับ 3  ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรี โดยพบประมาณ 3 คน/แสนราย/ปี  ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อเมริกา หรือยุโรป พบบ่อยเป็นอันดับ 1
ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนา  ที่เริ่มมีลักษณะความเป็นอยู่คล้ายคลึงประเทศแถบตะวันตกมากขึ้นทุกที  จึงพบการเกิดมะเร็งชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
 ใครบ้างที่เสี่ยงต่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก?
ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อไปนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก   แต่มีความเสี่ยงมากกว่าคนปกติทั่วไป

ระดับและระยะเวลาของการสัมผัสฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด  ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเริ่มสูงขึ้นเมื่อมีประจำเดือนครั้งแรก  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-300" title="endometrium" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/02/endometrium.jpg" alt="endometrium" width="250" height="200" /></p>
<p>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial cancer) เกิดขึ้นเมื่อเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกมีการเจริญเติบโตผิดปกติ  มีการแบ่งตัวของเซลล์อย่างรวดเร็วตลอดเวลา กลไกลของร่างกายไม่สามารถควบคุมการแบ่งตัวได้  <span id="more-299"></span> มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก  หรือมะเร็งมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 3  ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ผู้หญิงไทย บางคนอาจนำไปสับสนกับมะเร็งปากมดลูก  ที่พบบ่อยเป็นอันดับ 1   โรคนี้ถ้ามาพบแพทย์ตั้งแต่แรกเริ่มมีอาการมักรักษาได้หายค่อนข้างสูง</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>มดลูกคืออะไร?</strong></span></p>
<p>มดลูกเป็นอวัยวะที่ตั้งอยู่ในเชิงกราน  มีช่องกลวงอยู่ตรงกลาง  ลักษณะคล้ายชมพู่คว่ำ  ด้านล่างของมดลูกมีปากมดลูกเป็นทางเชื่อมต่อกับส่วนบนของช่องคลอด   มดลูกเป็นที่ให้ทารกฝังตัวและเจริญเติบโต เยื่อบุโพรงมดลูก คือ  ผิวด้านในของมดลูก ซึ่งในวัยเจริญพันธุ์จะทำงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมน โดยจะหนาตัวขึ้นทุกเดือนเพื่อรอรับการฝังตัวของตัวอ่อน (ทารก)  หากเดือนใดไม่มีการตั้งครรภ์เยื่อบุโพรงมดลูกจะสลายตัวออกมาเป็นประจำเดือน  (ระดู)</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกพบบ่อยแค่ไหน?</strong></span></p>
<p>ในประเทศไทย พบบ่อยเป็นอันดับ 3  ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรี โดยพบประมาณ 3 คน/แสนราย/ปี  ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อเมริกา หรือยุโรป พบบ่อยเป็นอันดับ 1</p>
<p>ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนา  ที่เริ่มมีลักษณะความเป็นอยู่คล้ายคลึงประเทศแถบตะวันตกมากขึ้นทุกที  จึงพบการเกิดมะเร็งชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p><strong> <span style="color: #ff9900;">ใครบ้างที่เสี่ยงต่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก?</span></strong></p>
<p>ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อไปนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก   แต่มีความเสี่ยงมากกว่าคนปกติทั่วไป</p>
<ul>
<li>ระดับและระยะเวลาของการสัมผัสฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด  ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเริ่มสูงขึ้นเมื่อมีประจำเดือนครั้งแรก  และลดลงเมื่อหมดประจำเดือน</li>
<li>ความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยง  เพราะเซลล์ไขมันสามารถผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้  พบว่าผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินจากน้ำหนักในอุดมคติ 25 กิโลกรัม  จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าู</li>
<li>ผู้ที่ไม่เคยตั้งครรภ์มีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่เคยตั้งครรภ์ 2-3 เท่า</li>
<li>มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12   เพราะการมีประจำเดือนเร็วทำให้  ตลอดชีวิตของผู้ป่วยมีระยะเวลาในการสัมผัสกับฮอร์โมนเอสโตรเจนนานกว่าปกติ</li>
<li>หมดประจำเดือนหลังอายุ 52 ปี</li>
<li>การได้รับฮอร์โมนเพศหญิง  ซึ่งมีได้ 2 กรณีด้วยกัน<br />
<blockquote><p>1.1 <strong>ฮอร์โมนวัยทอง </strong>ฮอร์โมน  วัยทองมีหลายชนิดและหลายส่วนประกอบ บางชนิด   (เอสโตรเจนอย่างเดียวไม่มีโปรเจสโตเจน) สามารถกระตุ้นโรคนี้ได้มาก บางชนิด   (เอสโตรเจนที่มีโปรเจสโตเจนร่วมด้วย) ก็ไม่ทำให้เป็นโรคนี้   ดังนั้นผู้ที่รับประทานฮอร์โมนวัยทองควรปรึกษาแพทย์ก่อน   และอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์</p>
<p>1.2 <strong>สมุนไพร </strong>ยา  สมุนไพรบางชนิดมีเอสโตรเจนปริมาณสูง เช่น กวาวเครือ   และอีกหลายชนิดมีเอสโตรเจนแฝงอยู่โดยไม่รู้   การรับประทานสมุนไพรบางตัวจึงอาจทำให้เลือดระดูออกผิดปกติหรือเสี่ยงต่อการ  เกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้</p></blockquote>
</li>
<li>ยารักษามะเร็งเต้านม  ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังผ่าตัด  บางรายแพทย์แนะนำให้รับประทานยาทามอกซิเฟน (Tamoxifen) เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ  ซึ่งยานี้มีลักษณะคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนจึงกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกผิดปกติได้ จึงสมควรได้รับการตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด</li>
<li>ภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง  ซึ่งมักมีอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เมื่อเป็นมากๆ อาจมีสิว ผิวมัน  ขนดกร่วมด้วยกลุ่มนี้มีเอสโตรเจนสูงเช่นกัน</li>
<li>โรคเยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ  ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งได้</li>
<li>ประวัติพันธุกรรม ญาติสายตรง  เป็นมะเร็งสำไส้ใหญ่</li>
</ul>
<p><strong> <span style="color: #ff9900;">ปัจจัยป้องกัน</span></strong><span style="color: #ff9900;"><strong>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก</strong></span></p>
<p>พบว่าการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่มีทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ได้ นอกจากนั้นยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งรังไข่ด้วย</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>อาการมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก</strong></span></p>
<p>โรคนี้มักเริ่มแสดงอาการแต่ต้น นั่นคือ มีเลือดออกทางช่องคลอด  เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้มักเกิดหลังอายุ 50 ปี ดังนั้น  ผู้หญิงทุกคนที่มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนไปแล้วควรรีบมาพบแพทย์</p>
<p>ผู้ที่ยังไม่ถึงวัยทอง  แต่ถ้ามีอาการเลือดออกผิดปกติที่ไม่ใช่รอบเดือน เช่น ออกกระปริดกระปรอย  หรือออกมามากและนานกว่าปกติ คือเกิน 7 วันต่อรอบ ก็ควรมาพบแพทย์เช่นกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงข้างต้น การตรวจพบแต่ระยะแรกโอกาสหายสูง  ส่วนกรณีที่โรคเป็นมากแล้ว  อาจมีอาการของมดลูกโตขึ้น ปวดท้องน้อย น้ำหนักลด  คลำได้ก้อนในท้องน้อย  มดลูกไปกดกระเพาะปัสสาวะทำให้ปัสสาวะบ่อยหรือกดทวารหนัก  ทำให้อุจจาระลำบากได้</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>วินิจฉัย</strong><strong>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก</strong></span></p>
<p>การวินิจฉัยที่แน่นอนได้จากการนำเยื่อบุโพรงมดลูกไปตรวจทางพยาธิวิทยาโดยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งมักต้องขูดมดลูกให้ได้เนื้อเยื่อไปตรวจ</p>
<p>ในผู้ทีเคยมีบุตรแล้ว  การขูดมดลูกทำได้โดยฉีดยาชา ส่วนผู้ที่ยังโสด  หรือไม่เคยมีบุตรแพทย์มักวางยาสลบให้ไม่เจ็บ สามารถกลับบ้านได้หลังขูดมดลูก  อ่านคำแนะนำเรื่องการขูดมดลูกได้ที่ &#8211;&gt; <a title="การขูดมดลูก" href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/dilation-curettage.html">การขูดมดลูก</a></p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>ระยะของ</strong><strong>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก</strong></span></p>
<p><strong></strong>แบ่งคร่าวๆได้ดังนี้</p>
<ul>
<li>ระยะที่ 1 : มะเร็งจำกัดอยู่แค่ในเยื่อบุโพรงมดลูก และกล้ามเนื้อมดลูก</li>
<li>ระยะที่ 2 : มะเร็งลุกลามไปถึงปากมดลูก</li>
<li>ระยะที่ 3 : มะเร็งลุกลามออกไปนอกมดลูก แต่ยังอยู่ในช่องเชิงกราน  เช่น  ไปปีกมดลูก  ไปช่องคลอด</li>
<li>ระยะที่ 4 : เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย  มะเร็งกระจายไปอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย  เช่น ปอด กระดูก ลำไส้  กระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>รักษา</strong><strong>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก</strong></span></p>
<p>ทำได้โดยการผ่าตัด ซึ่งได้แก่  การตัดเอามดลูก ปากมดลูก ปีกมดลูก (รังไข่และท่อนำไข่)  ออกร่วมกับการล้างน้ำในช่องท้องและสุ่มตัดต่อมน้ำเหลืองไปตรวจ</p>
<p>การผ่าตัดจะช่วยทำให้ทราบว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะใดของโรค หากพบว่าเป็นระยะแรก  กล่าวคือ มีมะเร็งอยู่เฉพาะที่เยื่อบุโพรงมดลูก  ยังมีการลุกลามเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูกไม่มาก  ไม่มีการกระจายของโรคไปอวัยวะอื่น การผ่าตัดที่กล่าวมาก็เพียงพอในการรักษา  ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างอื่นเพิ่มเติมผลการรักษาดีมาก</p>
<p>หากพบว่าเริ่มมีการลุกลามของมะเร็งลึกขึ้น หรือกระจายไปในอวัยวะข้างเคียง  หลังผ่าตัดจำเป็นต้องได้รับรังสีรักษา (ฉายแสง) ร่วมด้วย  โดยรังสีแพทย์จะพิจารณาฉายแสงภายนอกหรือใส่แร่ที่ช่องคลอด หรือทั้งสองวิธี  แล้วแต่กรณี  ในกลุ่มที่มีการกระจายของโรคไปไกลๆ  เช่น ช่องท้องด้านบน ตับ ปอด อาจต้องให้ยาเคมีบำบัดร่วมด้วย  ซึ่งผลการรักษาไม่ดี</p>
<p><strong> <span style="color: #ff9900;">สรุป</span></strong></p>
<p>โรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมีข้อดีคือ  มักมีอาการเตือนแต่แรกเริ่ม กล่าวคือมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด  ดังนั้นการพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการผิดปกติจะช่วยให้รักษาได้โดยผ่าตัดเพียงอย่างเดียว โอกาสหายสูง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/endometrial-cancer.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตกขาว</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/whitedischarge.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/whitedischarge.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 23 Jan 2010 06:16:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-สูติ-นรีเวช]]></category>
		<category><![CDATA[-เพศศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคมดลูก]]></category>
		<category><![CDATA[-คันช่องคลอด]]></category>
		<category><![CDATA[-ตกขาว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=216</guid>
		<description><![CDATA[

ตกขาว คือ ของเหลวที่ไหลออกมาจากช่องคลอด  เป็นของเหลวที่ถูกขับออกจากโพรงมดลูก  ปากมดลูก  ปากช่องคลอด  และเซลล์ของเยื่อบุผนักช่องคลอดที่ตายและหลุดออกมา
ปริมาณตกขาวจะขึ้นกับแต่ละคน  ตกขาวจะมีมากในช่วงไข่ตกในระยะกลางของรอบเดือน  นอกจากนั้นขณะตั้งครรภ์จะพบว่ามีตกขาวมากจนบางครั้งอาจเหนียวหนืด  การกระตุ้นทางเพศสัมพันธ์ก็จะมีการหลั่งน้ำออกมาหล่อลื่นมาก  หลังจากมีกิจกรรมทางเพศอาจมีตกขาวปริมาณมาก  การใช้ยาคุมกำเนิดทำให้มีตกขาวเพิ่มได้
ลักษณะตกขาวปกติ

เป็นมูกใส  พบได้ในระยะกลางของรอบเดือน  เมื่อไข่สุก
สีขาวขุ่นข้น  เหมือนแป้งเปียก  มักพบก่อนมีประจำเดือน

ลักษณะตกขาวผิดปกติ

ตกขาวจะมีสีเหลืองปนเขียว  น้ำตาล  หรือปนเลือด
มีปัสสาวะแสบขัด
คันช่องคลอด
เจ็บท้องน้อย

หากมีอาการดังกล่าวควรจะต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาไม่ให้เชื้อโรคลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ
สาเหตุของอาการตกขาวผิดปกติ

เกิดจากการอักเสบภายในหรือมีการติดเชื้อ
มีสิ่งแปลกปลอมตกค้างในช่องคลอด
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
มีเนื้องอก ซึ่งหากเกิดจากเนื้องอกแล้วมักมีเลือดปนด้วย
สตรีวัยทอง  มีภาวะขาดฮอร์โมน  ทำให้ช่องคลอดแห้ง  อักเสบง่าย

สาเหตุของอาการตกขาว ตามวัย

วัยเด็ก :  มักเกิดจากความสกปรก  สุขอนามัยไม่ดี  ทำความสะอาดไม่เป็น  มีสิ่งแปลกปลอมที่เด็กสอดใส่เข้าไป  เช่น  กระดาษทิชชู  เมล็ดผลไม้
วัยเจริญพันธุ์  :  มักเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
วัยหมดประจำเดือน  :  มักเกิดจากการขาดฮอร์โมน   ทำให้ช่องคลอดแห้ง  ระคายเคืองง่าย

การรักษา ตกขาว
ขึ้นอยู่กับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ  แพทย์จะตรวจภายใน  และนำตกขาวมาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์  ซึ่งจะพบลักษณะเฉพาะของการติดเชื้อแต่ละชนิด  หรือย้อมสีเพิ่มเติมเพื่อตรวจหาเชื้อ   จากนั้นจึงพิจารณาใช้ยาฆ่าเชื้อโรค  เพื่อบำบัดรักษาอาการอักเสบติดเชื้อ  ซึ่งยาที่ใช้มีหลายชนิด  ทั้งชนิดสอดช่องคลอด  ชนิดรับประทาน  หรืออาจใช้ยาทาภายนอกร่วมด้วยตามความเหมาะสม
ข้อแนะนำการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาด  ไม่จำเป็นต้องสวนล้างช่องคลอดด้วยน้ำยาที่โฆษณามากมาย  เพราะอาจระคายเคืองและทำลายเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดตามปกติด้วย
ในการทำความสะอาดให้เช็ดอวัยวะเพศจากด้านหน้าไปยังด้านหลัง  เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียจากทวารหนักเข้าสู่ช่องคลอด
หลีกเลี่ยงสเปรย์ดับกลิ่นหรือสบู่กลิ่นแรงที่ทำให้ระคายเคือง
ควรใส่กางเกงในที่ทำจากผ้าฝ้าย  เพราะระบายอากาศได้ดี  ไม่อับชื้น
กางเกงใน  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><strong>ตกขาว</strong> คือ ของเหลวที่ไหลออกมาจากช่องคลอด  เป็นของเหลวที่ถูกขับออกจากโพรงมดลูก  ปากมดลูก  ปากช่องคลอด  และเซลล์ของเยื่อบุผนักช่องคลอดที่ตายและหลุดออกมา<span id="more-216"></span></p>
<p>ปริมาณตกขาวจะขึ้นกับแต่ละคน  ตกขาวจะมีมากในช่วงไข่ตกในระยะกลางของรอบเดือน  นอกจากนั้นขณะตั้งครรภ์จะพบว่ามีตกขาวมากจนบางครั้งอาจเหนียวหนืด  การกระตุ้นทางเพศสัมพันธ์ก็จะมีการหลั่งน้ำออกมาหล่อลื่นมาก  หลังจากมีกิจกรรมทางเพศอาจมีตกขาวปริมาณมาก  การใช้ยาคุมกำเนิดทำให้มีตกขาวเพิ่มได้</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ลักษณะตกขาวปกติ</strong></span></p>
<ul>
<li>เป็นมูกใส  พบได้ในระยะกลางของรอบเดือน  เมื่อไข่สุก</li>
<li>สีขาวขุ่นข้น  เหมือนแป้งเปียก  มักพบก่อนมีประจำเดือน</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ลักษณะตกขาวผิดปกติ</strong></span></p>
<ul>
<li>ตกขาวจะมีสีเหลืองปนเขียว  น้ำตาล  หรือปนเลือด</li>
<li>มีปัสสาวะแสบขัด</li>
<li>คันช่องคลอด</li>
<li>เจ็บท้องน้อย</li>
</ul>
<p>หากมีอาการดังกล่าวควรจะต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาไม่ให้เชื้อโรคลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>สาเหตุของอาการตกขาวผิดปกติ</strong></span></p>
<ul>
<li>เกิดจากการอักเสบภายในหรือมีการติดเชื้อ</li>
<li>มีสิ่งแปลกปลอมตกค้างในช่องคลอด</li>
<li>โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์</li>
<li>มีเนื้องอก ซึ่งหากเกิดจากเนื้องอกแล้วมักมีเลือดปนด้วย</li>
<li>สตรีวัยทอง  มีภาวะขาดฮอร์โมน  ทำให้ช่องคลอดแห้ง  อักเสบง่าย</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>สาเหตุของอาการตกขาว ตามวัย</strong></span></p>
<ul>
<li><strong>วัยเด็ก</strong> :  มักเกิดจากความสกปรก  สุขอนามัยไม่ดี  ทำความสะอาดไม่เป็น  มีสิ่งแปลกปลอมที่เด็กสอดใส่เข้าไป  เช่น  กระดาษทิชชู  เมล็ดผลไม้</li>
<li><strong>วัยเจริญพันธุ์ </strong> :  มักเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์</li>
<li><strong>วัยหมดประจำเดือน </strong> :  มักเกิดจากการขาดฮอร์โมน   ทำให้ช่องคลอดแห้ง  ระคายเคืองง่าย</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>การรักษา ตกขาว</strong></span></p>
<p>ขึ้นอยู่กับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ  แพทย์จะตรวจภายใน  และนำตกขาวมาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์  ซึ่งจะพบลักษณะเฉพาะของการติดเชื้อแต่ละชนิด  หรือย้อมสีเพิ่มเติมเพื่อตรวจหาเชื้อ   จากนั้นจึงพิจารณาใช้ยาฆ่าเชื้อโรค  เพื่อบำบัดรักษาอาการอักเสบติดเชื้อ  ซึ่งยาที่ใช้มีหลายชนิด  ทั้งชนิดสอดช่องคลอด  ชนิดรับประทาน  หรืออาจใช้ยาทาภายนอกร่วมด้วยตามความเหมาะสม</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ข้อแนะนำการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง</strong></span></p>
<ol>
<li>รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาด  ไม่จำเป็นต้องสวนล้างช่องคลอดด้วยน้ำยาที่โฆษณามากมาย  เพราะอาจระคายเคืองและทำลายเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดตามปกติด้วย</li>
<li>ในการทำความสะอาดให้เช็ดอวัยวะเพศจากด้านหน้าไปยังด้านหลัง  เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียจากทวารหนักเข้าสู่ช่องคลอด</li>
<li>หลีกเลี่ยงสเปรย์ดับกลิ่นหรือสบู่กลิ่นแรงที่ทำให้ระคายเคือง</li>
<li>ควรใส่กางเกงในที่ทำจากผ้าฝ้าย  เพราะระบายอากาศได้ดี  ไม่อับชื้น</li>
<li>กางเกงใน  ผ้าเช็ดตัว  ผ้าถุง  ควรซักแล้วตากแดด  ไม่ควรตากในร่มหรือในห้องน้ำ</li>
<li>หลีกเลี่ยงกางเกงรัดรูป</li>
<li>หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าอนามัยแบบสอด  ถ้าใช้ควรเปลี่ยนบ่อยๆ</li>
<li>แนะนำคู่นอนทำความสะอาดมือและอวัยวะเพศ  ก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์</li>
<li>รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  นอนหลับให้เพียงพอ  ดื่มน้ำมากๆ</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/whitedischarge.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การขูดมดลูก</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/dilation-curettage.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/dilation-curettage.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 22 Jan 2010 12:56:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-สูติ-นรีเวช]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคมดลูก]]></category>
		<category><![CDATA[-การขูดมดลูก]]></category>
		<category><![CDATA[-เลือดออกทางช่องคลอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=209</guid>
		<description><![CDATA[

การขูดมดลูก คือการใช้เครื่องมือเล็กๆสอดเข้าไปทางช่องคลอดผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก  เพื่อขูดเอาเยื่อบุโพรงมดลูก หรือเนื้อเยื่อที่อยู่ในโพรงมดลูกออกมาเพื่อการรักษาการวินิจฉัย
ผู้ป่วยอะไรบ้างที่จำเป็นต้องขูดมดลูก

 มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ
การแท้ง การแท้ไม่ครบ การแท้งที่หยุดยั้งไม่ได้
หาสาเหตุของการมีบุตรยาก
ขูดเอาเนื้อเยื่อเพื่อวินิจฉัยโรค
สงสัยว่ามีความผิดปกติของมดลูก เช่นเนื้องอกมดลูก
มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือน

วิธีการขูดมดลูก

ผู้ป่วยจะได้รับยาชาเฉพาะที่ หรือการวางยาสลบ
นอนหงาย ขาทั้ง 2 ข้างบนขาหยั่ง
แพทย์จะตรวจภายใน  ใส่เครื่องมือถ่างขยายช่องคลอด เพื่อให้เห็นปากมดลูก
แพทย์จะขยายปากมดลูกด้วยแท่งโลหะขนาดเล็ก
ใส่เครื่องมือขูด  ซึ่งเป็นห่วงโลหะเล็กๆ มีด้ามจับ ขูดเอาเซลล์บุโพรงมดลูก
นำเนื้อเยื่อชิ้นเล็กๆ ที่ขูดได้ ส่งตรวจทางพยาธิวิทยา  การขูดมดลูกใช้เวลา ประมาณ 15-20 นาที
หลังขูดมดลูก 1-2 ชั่วโมง  ไม่มีภาวะแทรกซ้อนสามารถกลับบ้านได้

ภาวะแทรกซ้อนจากการขูดมดลูก ซึ่งพบได้น้อยได้แก่

การเสียเลือด
มดลูกทะลุ
มีการติดเชื้อ

การปฏิบัติตนหลังขูดมดลูก

หลังขูดมดลูก  ควรนอนพักผ่อนอย่างน้อย 1-2 วันหลังขูดมดลูก อาจมีอาการอ่อนเพลีย หรือง่วงนอน จากยาระงับความรู้สึกที่ได้รับ ไม่ควรทำงานหนักอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
หลังขูดมดลูก สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ  ในรายที่ดมยาสลบ อาจมีอาการข้างเคียง  คลื่นไส้  อาเจียน  ควรรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย  เช่น ข้าวต้ม  โจ๊ก
งดเพศสัมพันธ์ อย่างน้อย 3 สัปดาห์   เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
การมีเลือดออกทางช่องคลอด  จะมีเลือดออกทางช่องคลอดจากแผลภายในมดลูก  ประมาณ 1-7 วัน ปริมาณเลือดจะลดลงไปเรื่อยๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><strong>การขูดมดลูก</strong> คือการใช้เครื่องมือเล็กๆสอดเข้าไปทางช่องคลอดผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก  เพื่อขูดเอาเยื่อบุโพรงมดลูก หรือเนื้อเยื่อที่อยู่ในโพรงมดลูกออกมาเพื่อการรักษาการวินิจฉัย<img class="aligncenter size-medium wp-image-212" title="dilation-curettage" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/01/dilation-curettage-300x183.jpg" alt="dilation-curettage" width="300" height="183" /><span id="more-209"></span></p>
<p><span style="color: #ff6600;">ผ<strong>ู้ป่วยอะไรบ้างที่จำเป็นต้องขูดมดลูก</strong></span></p>
<ul>
<li> มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ</li>
<li>การแท้ง การแท้ไม่ครบ การแท้งที่หยุดยั้งไม่ได้</li>
<li>หาสาเหตุของการมีบุตรยาก</li>
<li>ขูดเอาเนื้อเยื่อเพื่อวินิจฉัยโรค</li>
<li>สงสัยว่ามีความผิดปกติของมดลูก เช่นเนื้องอกมดลูก</li>
<li>มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือน</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">วิธีการขูดมดลูก</span></strong></p>
<ol>
<li>ผู้ป่วยจะได้รับยาชาเฉพาะที่ หรือการวางยาสลบ</li>
<li>นอนหงาย ขาทั้ง 2 ข้างบนขาหยั่ง</li>
<li>แพทย์จะตรวจภายใน  ใส่เครื่องมือถ่างขยายช่องคลอด เพื่อให้เห็นปากมดลูก</li>
<li>แพทย์จะขยายปากมดลูกด้วยแท่งโลหะขนาดเล็ก</li>
<li>ใส่เครื่องมือขูด  ซึ่งเป็นห่วงโลหะเล็กๆ มีด้ามจับ ขูดเอาเซลล์บุโพรงมดลูก</li>
<li>นำเนื้อเยื่อชิ้นเล็กๆ ที่ขูดได้ ส่งตรวจทางพยาธิวิทยา  การขูดมดลูกใช้เวลา ประมาณ 15-20 นาที</li>
<li>หลังขูดมดลูก 1-2 ชั่วโมง  ไม่มีภาวะแทรกซ้อนสามารถกลับบ้านได้</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ภาวะแทรกซ้อนจากการขูดมดลูก</strong></span> ซึ่งพบได้น้อยได้แก่</p>
<ul>
<li>การเสียเลือด</li>
<li>มดลูกทะลุ</li>
<li>มีการติดเชื้อ</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">การปฏิบัติตนหลังขูดมดลูก</span></strong></p>
<ol>
<li>หลังขูดมดลูก  ควรนอนพักผ่อนอย่างน้อย 1-2 วันหลังขูดมดลูก อาจมีอาการอ่อนเพลีย หรือง่วงนอน จากยาระงับความรู้สึกที่ได้รับ ไม่ควรทำงานหนักอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์</li>
<li>หลังขูดมดลูก สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ  ในรายที่ดมยาสลบ อาจมีอาการข้างเคียง  คลื่นไส้  อาเจียน  ควรรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย  เช่น ข้าวต้ม  โจ๊ก</li>
<li>งดเพศสัมพันธ์ อย่างน้อย 3 สัปดาห์   เพื่อป้องกันการติดเชื้อ</li>
<li>การมีเลือดออกทางช่องคลอด  จะมีเลือดออกทางช่องคลอดจากแผลภายในมดลูก  ประมาณ 1-7 วัน ปริมาณเลือดจะลดลงไปเรื่อยๆ ไม่ควรใช้ผ้าอนามัยชนิดสอด</li>
<li>ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย  เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ  ห้ามสวนล้างช่องคลอด  เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่แผลภายในโพรงมดลูก</li>
<li>อาการปวด  อาจมีอาการปวดบ้างจากการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก  ให้รับประทานยาแก้ปวดตามแพทย์สั่ง</li>
<li>รับประทานยาตามแพทย์สั่ง</li>
<li>มาตรวจตามแพทย์นัด</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>อาการผิดปกติหลังขูดมดลูกที่ต้องมาพบแพทย์</strong></span></p>
<ol>
<li>มีเลือดออกทางช่องคลอดมากผิดปกติ  ชุ่มผ้าอนามัย  ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 1-2 ชั่วโมง</li>
<li>มีไข้ หนาวสั่น</li>
<li>ปวดท้องอย่างรุนแรง</li>
<li>มีตกขาว  หรือเลือดที่ออกทางช่องคลอด  มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ</li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">การตรวจหลังขูดมดลูก</span></strong></p>
<p>แพทย์จะนัดมาตรวจหลังขูดมดลูกประมาณ 2 สัปดาห์เพื่อ</p>
<ol>
<li>ประเมินอาการผิดปกติ หลังขูดมดลูก</li>
<li>แพทย์จะบอกผลการตรวจชิ้นเนื้อ</li>
<li>ในรายที่แท้งบุตรแพทย์จะตรวจภายใน  ตรวจมะเร็งปากมดลูกให้  และแนะนำการคุมกำเนิด</li>
<li>ในรายที่ขูดมดลูกเพื่อวินิจฉัยโรค  แพทย์จะบอกแนวทางในการรักษาต่อไป</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>การเตรียมตัวขูดมดลูกในรายที่ต้องดมยาสลบ</strong></span></p>
<ol>
<li>คืนวันก่อนขูดมดลูก  ให้งดน้ำและอาหารตั้งแต่เที่ยงคืน  เพื่อให้กระเพาะอาหารว่าง  ไม่เกิดการสำลักอาหารขณะดมยาสลบ  ควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ</li>
<li>ไม่แต่งหน้า  ทาปาก  ทาเล็บ (ทาแป้งฝุ่นแป้งเด็กได้)  เพื่อดูการไหลเวียนของเลือด  ประเมินการเสียเลือดขณะขูดมดลูก</li>
<li>ไม่ใส่เครื่องประดับ  เช่น  ตุ้มหู  แหวน  สร้อยคอ  นาฬิกา  เพื่อป้องกันการสูญหาย  ในรายที่ใส่ฟันปลอม  คอนแทคเลนส์  ให้ถอดก่อนเข้าห้องผ่าตัด</li>
<li>ควรมีญาติหรือเพื่อนมาด้วย 1 คน  เพื่อช่วยดูแลและพากลับบ้าน</li>
<li>เตรียมผ้าอนามัยสำหรับใส่หลังขูดมดลูก  เพราะหลังขูดมดลูกจะมีเลือดออกทางช่องคลอด</li>
<li>ในรายที่มีโรคประจำตัว  ให้ปฏิบัติตามแพทย์สั่ง</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/dilation-curettage.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>69</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

