<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุขภาพดี HealthyFreerwer &#187; -สุขภาพผู้หญิง</title>
	<atom:link href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/category/womanhealth/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.healthy.freewer.net</link>
	<description>บทความสุขภาพ ข้อมูลโรค เคล็ดลับสุขภาพดี  แนะนำการปฏิบัติตัว ความรู้สุขภาพ ข่าวสารวงการแพทย์</description>
	<lastBuildDate>Wed, 02 Mar 2011 18:25:07 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/breast-exam.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/breast-exam.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Jun 2010 14:58:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-สูติ-นรีเวช]]></category>
		<category><![CDATA[-ตรวจสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[-มะเร็งเต้านม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=351</guid>
		<description><![CDATA[


มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในสตรี  ปัจจัยที่จะทำให้การรักษาได้ผลดีนั้นขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่เป็น  ถ้าเรายิ่งค้นพบให้ได้ตั้งแต่ระยะต้นๆ ก็จะรักษาได้  การที่เราจะพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกนั้นต้องอาศัย 3 สิ่งต่อไปนี้

การตรวจเต้านมด้วยตนเอง  อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เมื่ออายุได้ 20 ปีขึ้นไป
การตรวจเต้านมโดยแพทย์ทุก 3 ปี เมื่ออายุ 20 ปี เป็นต้นไป และเมื่ออายุถึง 40 ปี  ควรที่จะได้รับการตรวจทุกปี
การทำแมมโมแกรม  ควรทำไว้เป็นเบื้องต้น 1 ครั้ง ในช่วงอายุ 35-40 ปี และทำทุก 1-2 ปี เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไปในบุคคลทั่วไป  ส่วนสำหรับคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม  ควรทำการตรวจตั้งแต่อายุที่คนในครอบครัวเริ่มเป็น  ในบางกรณีแพทย์อาจทำการตรวจด้วยอัลตร้าซาวน์ร่วมด้วย

การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง
เป็นการตรวจที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ถ้าเราทำเป็นประจำจะเป็นการลงทุนทางสุขภาพที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด โดย

ตรวจเป็นประจำทุกเดือน
ตรวจหลังประจำเดือนมา 7-10 วัน  นับจากวันแรกของการมีประจำเดือน
ตรวจวันเดียวกันของทุกเดือนถ้าคุณไม่มีประจำเดือนแล้ว

วิธีการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง

ยืนหน้ากระจกแล้วดูที่เต้านมทั้ง 2 ข้าง  แล้วสังเกตว่า ขนาด รูปร่าง สีผิว ตำแหน่งของเต้านมหัวนมเป็นอย่างไร และควรเทียบการเปลี่ยนแปลงกับเดือนก่อน
หลังจากนั้นให้ยกแขนขึ้นเหนือศรีษะทั้ง 2 ข้าง แล้วดูที่เต้านมอีกครั้ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-368" title="breast-exam0" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam0-300x206.jpg" alt="breast-exam0" width="300" height="206" /></p>
<p>มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในสตรี  ปัจจัยที่จะทำให้การรักษาได้ผลดีนั้นขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่เป็น  ถ้าเรายิ่งค้นพบให้ได้ตั้งแต่ระยะต้นๆ ก็จะรักษาได้  การที่เราจะพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกนั้นต้องอาศัย 3 สิ่งต่อไปนี้</p>
<ol>
<li>การตรวจเต้านมด้วยตนเอง  อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เมื่ออายุได้ 20 ปีขึ้นไป</li>
<li>การตรวจเต้านมโดยแพทย์ทุก 3 ปี เมื่ออายุ 20 ปี เป็นต้นไป และเมื่ออายุถึง 40 ปี  ควรที่จะได้รับการตรวจทุกปี</li>
<li>การทำแมมโมแกรม  ควรทำไว้เป็นเบื้องต้น 1 ครั้ง ในช่วงอายุ 35-40 ปี และทำทุก 1-2 ปี เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไปในบุคคลทั่วไป  ส่วนสำหรับคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม  ควรทำการตรวจตั้งแต่อายุที่คนในครอบครัวเริ่มเป็น  ในบางกรณีแพทย์อาจทำการตรวจด้วยอัลตร้าซาวน์ร่วมด้วย<span id="more-351"></span></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง</span></strong></p>
<p>เป็นการตรวจที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ถ้าเราทำเป็นประจำจะเป็นการลงทุนทางสุขภาพที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด โดย</p>
<ol>
<li>ตรวจเป็นประจำทุกเดือน</li>
<li>ตรวจหลังประจำเดือนมา 7-10 วัน  นับจากวันแรกของการมีประจำเดือน</li>
<li>ตรวจวันเดียวกันของทุกเดือนถ้าคุณไม่มีประจำเดือนแล้ว</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>วิธีการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง</strong></span></p>
<ol>
<li>ยืนหน้ากระจกแล้วดูที่เต้านมทั้ง 2 ข้าง  แล้วสังเกตว่า ขนาด รูปร่าง สีผิว ตำแหน่งของเต้านมหัวนมเป็นอย่างไร และควรเทียบการเปลี่ยนแปลงกับเดือนก่อน<img class="aligncenter size-medium wp-image-360" title="breast-exam" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam-233x300.jpg" alt="breast-exam" width="158" height="204" /></li>
<li>หลังจากนั้นให้ยกแขนขึ้นเหนือศรีษะทั้ง 2 ข้าง แล้วดูที่เต้านมอีกครั้ง ค่อยๆหมุนตัวช้าๆ เพื่อที่จะดูบริเวณด้านข้างของเต้านม<img class="aligncenter size-medium wp-image-361" title="breast-exam2" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam2-233x300.jpg" alt="breast-exam2" width="152" height="196" /></li>
<li>มือเท้าเอวและโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย  ดูความเปลี่ยนแปลงซ้ำอีกครั้ง<img class="aligncenter size-medium wp-image-363" title="breast-exam3" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam3-233x300.jpg" alt="breast-exam3" width="136" height="175" /></li>
<li>ใช้นิ้วมือบีบที่หัวนมเบาๆ ดูว่ามีเลือด หนอง หรือน้ำไหลออกจาหัวนมหรือไม่<img class="aligncenter size-medium wp-image-364" title="breast-exam4" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam4-233x300.jpg" alt="breast-exam4" width="134" height="172" /></li>
<li>เริ่มคลำเต้านม ให้คลำตั้งแต่กระดูกไหปลาร้าลงมา ใช้มือซ้ายคลำเต้านมข้างขวา ให้ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางทั้ง 3 นิ้ว ค่อยๆกดลงบนผิวหนังเบาๆและกดแรงขึ้น จนกระทั่งสัมผัสกระดูกซี่โครง คลำเต้านมให้ทั่วทิศทาง  การคลำทำได้หลายแบบ  สิ่งที่สำคัญคือต้องคลำให้ทั่วเต้านมไปจนถึงบริเวณรักแร้ใต้วงแขน หลังจากนั้นให้เปลี่ยนคลำอีกข้างแบบเดียวกัน<img class="size-medium wp-image-365 alignleft" title="breast-exam5" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam5-233x300.jpg" alt="breast-exam5" width="130" height="167" /><img class="aligncenter size-medium wp-image-366" title="breast-exam6" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam6-233x300.jpg" alt="breast-exam6" width="141" height="182" /></li>
<li>เมื่อเสร็งการคลำในท่ายืนแล้ว ให้เปลี่ยนเป็นคลำในท่านอน  ใช้หมอนหนุนไหล่ข้างที่จะคลำ  แล้วคลำซ้ำเหมือนท่ายืน<img class="aligncenter size-medium wp-image-367" title="breast-exam7" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam7-233x300.jpg" alt="breast-exam7" width="161" height="208" /></li>
</ol>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การตรวจพบที่ต้องระวัง</strong></span></p>
<ul>
<li>ก้อนเนื้อเต้านมหนากว่าปกติ Lump or thickening (breast, underarm)</li>
<li>ผิวหนังแดง หรือร้อน</li>
<li>รูขุมขนใหญ่ขึ้นเหมือนผิวส้ม</li>
<li>ผิวหนังบุ๋ม หรือมีการหดรั้ง</li>
<li>มีการนูนของผิว</li>
<li>ปวดกว่าปกติที่เคย</li>
<li>คัน มีผื่น โดยเฉพาะบริเวณหัวนม และฐานรอบหัวนม</li>
<li>หัวนมบุ๋ม</li>
<li>การชี้ของหัวนมเปลี่ยนทิศทาง</li>
<li>เลือดไหลออกจากหัวนม</li>
<li>มีแผลที่หายยากของเต้านม หัวนม</li>
</ul>
<p>ถ้าตรวจพบอาการเหล่านี้ ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจโดยเร็ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/breast-exam.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/lletz.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/lletz.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Mar 2010 04:55:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-สูติ-นรีเวช]]></category>
		<category><![CDATA[-ตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[-มะเร็งปากมดลูก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=320</guid>
		<description><![CDATA[

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด  ในสตรีไททย  สตรีที่แต่งงานแล้ว  หรืออายุ 35 ปีขึ้นไป  ซึ่งควรได้รับการตรวจภายใน  และตรวจหามะเร็งปากมดลูก (Pap smear) ปีละครั้ง  ถ้าผลการตรวจพบว่าเซลล์ปากมดลูกผิดปกติ  ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจเพื่อหาพยาธิสภาพและรักษาต่อไป
การตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า
Large Loop excision of the Transformation zone (LLETZ หรือ เล็ซ) คือการตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย  เพื่อวินิจฉัยพยาธิสภาพของปากมดลูก  หรือใช้เป็นวิธีรักษาระยะก่อนมะเร็งปากมดลูก
การตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้าเป็นการผ่าตัดเล็ก  ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที  โดยผู้รับการผ่าตัดไม่ต้องดมยาสลบและไม่เจ็บปวด  ผู้ป่วยอาจปวดถ่วงช่องคลอดเพียงเล็กน้อย  แพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่เข้าที่ปากมดลูกแล้วใช้ห่วงลวดไฟฟ้าตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย  การผ่าตัดนี้เสียเลือดน้อยมาก  เมื่อผ่าตัดเสร็จก็สามารถกลับบ้านได้  ผู้รับการผ่าตัดจะพบแพทย์อีกครั้งเพื่อฟังผลการตรวจชิ้นเนื้อตามนัดประมาณ 2 สัปดาห์ โดยระหว่างนี้จะมีเลือดออกหรือตกขาวมีกลิ่นได้บ้าง  จากแผลผ่าตัดที่ปากมดลูก
การปฏิบัติตัวก่อนวันผ่าตัด

งดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืน
พักผ่อนให้เพียงพอ
สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย
เตรียมผ้าอนามัยมาด้วย 1 ชิ้น
วันที่ผ่าตัดควรพาญาติมาด้วย 1 คน

เหตุผลที่ต้องมาโรงพยาบาลพร้อมญาติ
เพื่อช่วยดูแลท่านหลังผ่าตัดระหว่างเดินทางกลับบ้านและขณะรอผ่าตัด  ญาติจะเป็นผู้ช่วยเหลือท่านในการทำธุระต่างๆในโรงพยาบาล
การปฏิบัติตัวหลังตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า

อาการปวดหน่วยช่องคลอดหรือท้องน้อย  รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (500 mg) 2 เม็ด ห่างกัน 4-6 ชม.
การรับประทานอาหาร  ไม่มีข้อจำกัด  รับประทานอาหารได้ทุกชนิดตามปกติการพักผ่อนและการทำงาน  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p>มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด  ในสตรีไททย  สตรีที่แต่งงานแล้ว  หรืออายุ 35 ปีขึ้นไป  ซึ่งควรได้รับการตรวจภายใน  และตรวจหามะเร็งปากมดลูก (Pap smear) ปีละครั้ง  ถ้าผลการตรวจพบว่าเซลล์ปากมดลูกผิดปกติ  ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจเพื่อหาพยาธิสภาพและรักษาต่อไป</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า</strong></span></p>
<p>Large Loop excision of the Transformation zone (LLETZ หรือ เล็ซ) คือการตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย  เพื่อวินิจฉัยพยาธิสภาพของปากมดลูก <span id="more-320"></span> หรือใช้เป็นวิธีรักษาระยะก่อนมะเร็งปากมดลูก</p>
<p>การตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้าเป็นการผ่าตัดเล็ก  ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที  โดยผู้รับการผ่าตัดไม่ต้องดมยาสลบและไม่เจ็บปวด  ผู้ป่วยอาจปวดถ่วงช่องคลอดเพียงเล็กน้อย  แพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่เข้าที่ปากมดลูกแล้วใช้ห่วงลวดไฟฟ้าตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย  การผ่าตัดนี้เสียเลือดน้อยมาก  เมื่อผ่าตัดเสร็จก็สามารถกลับบ้านได้  ผู้รับการผ่าตัดจะพบแพทย์อีกครั้งเพื่อฟังผลการตรวจชิ้นเนื้อตามนัดประมาณ 2 สัปดาห์ โดยระหว่างนี้จะมีเลือดออกหรือตกขาวมีกลิ่นได้บ้าง  จากแผลผ่าตัดที่ปากมดลูก</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การปฏิบัติตัวก่อนวันผ่าตัด</strong></span></p>
<ol>
<li>งดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืน</li>
<li>พักผ่อนให้เพียงพอ</li>
<li>สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย</li>
<li>เตรียมผ้าอนามัยมาด้วย 1 ชิ้น</li>
<li>วันที่ผ่าตัดควรพาญาติมาด้วย 1 คน</li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">เหตุผลที่ต้องมาโรงพยาบาลพร้อมญาติ</span></strong></p>
<p>เพื่อช่วยดูแลท่านหลังผ่าตัดระหว่างเดินทางกลับบ้านและขณะรอผ่าตัด  ญาติจะเป็นผู้ช่วยเหลือท่านในการทำธุระต่างๆในโรงพยาบาล</p>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">การปฏิบัติตัวหลังตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า</span></strong></p>
<ol>
<li>อาการปวดหน่วยช่องคลอดหรือท้องน้อย  รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (500 mg) 2 เม็ด ห่างกัน 4-6 ชม.</li>
<li>การรับประทานอาหาร  ไม่มีข้อจำกัด  รับประทานอาหารได้ทุกชนิดตามปกติการพักผ่อนและการทำงาน  สามารถทำงานได้ตามปกติ  แต่ถ้าเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานควรหยุดพักผ่อน 1-2 วัน</li>
<li>การทำความสะอาดร่างกาย  อาบน้ำได้ตามปกติ  รวมทั้งทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศภายนอกด้วยน้ำสะอาดและสบู่  แผลผ่าตัดปากมดลูกจะหายภายใน 4-6 สัปดาห์  ห้ามใช้น้ำยาสวนล้างช่องคลอด  เพราะจะเป็นการนำเชื้อโรคเข้าสู่บาดแผลได้  หลังผ่าตัดอาจมีเลือดจางๆ ซึมเปื้อนบ้างจึงควรใช้ผ้าอนามัยรองซับไว้</li>
<li>การมีเพศสัมพันธ์  งดการมีเพศสัมพันธ์ 4-6 สัปดาห์  เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนแผลที่ปากมดลูก  และการติดเชื้อ</li>
<li>อาการผิดปกติที่ควรมาพบแพทย์  ได้แก่  ไข้  ปวดท้องมาก  เลือดออกทางช่องคลอดมากกว่าเลือดประจำเดือน  ตกขาวมีกลิ่นเหม็น  สีเหลืองหรือเขียวปริมาณมาก</li>
<li>การมาตรวจตามนัด  ประมาณ 2 สัปดาห์หลังผ่าตัดโดยปกติแพทย์จะนัดเพื่อแจ้งผลชิ้นเนื้อให้ทราบ  และบอกแผนการดูแลรักษาขั้นต่อไป</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/lletz.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เซลล์ลูไลท์ (ผิวเปลือกส้ม)</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/cellulite.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/cellulite.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Feb 2010 18:47:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-ลดน้ำหนัก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=316</guid>
		<description><![CDATA[

เซลล์ลูไลท์คือ  เซลล์ไขมันใต้ชั้นผิวหนังที่พองตัวและรวมกันเป็นก้อนทำให้ผิวหนังนูนเป็น ปุ่มๆ ดูน่าเกลียด บางครั้งจะเรียกว่า ผิวเปลือกส้ม  พบบ่อยบริเวณไขมันสะโพก ไขมันก้น  และไขมันต้นขา พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
ผิวหนังของมนุษย์จำแนกเป็น 3 ชั้น

ชั้นหนังกำพร้า เป็นผิวหนังชั้นนอกสุด ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรค  สร้างเซลล์เม็ดสีผิว และสร้างเคอราติน (keratin)
ชั้นหนังแท้ เป็นผิวหนังถัดลงมาจากชั้นหนังกำพร้า ประกอบด้วยเส้นเลือด ต่อมเหงื่อ  ต่อมไขมัน  เส้นประสาท และรูขุมขน
ชั้นไขมัน เป็นผิวชั้นล่าง ประกอบด้วยเซลล์ไขมันเป็นส่วนใหญ่  เกาะอยู่ตามกล้ามเนื้อและกระดูก

โดยผิวหนังทุกชั้นจะมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน  เพื่อเชื่อมเซลล์ผิวหนังให้เกาะเกี่ยวกระชับเข้าด้วยกัน
สาเหตุของเซลล์ลูไลท์
จากลักษณะของชั้นผิวของมนุษย์ข้างต้น จะเห็นได้ว่า  เซลล์ชั้นไขมันที่สะสมใต้ผิวหนังเป็นสาเหตุเริ่มต้นของผิวเปลือกส้ม โดยเริ่มต้นจาก

การได้รับพลังงานจากอาหารแล้วใช้ไม่หมด พลังงานส่วนเกินจะถูกแปลงเป็นไขมัน  ครึ่งหนึ่ง ของไขมันจากพลังงานส่วนเกินนี้  จะสะสมที่เซลล์ไขมันบริเวณใต้ผิวหนัง
เนื้อเยื่อเกี่ยวพันอ่อนแอลงจนขาดความยืดหยุ่น (เมื่ออายุมากขึ้น)  เมื่อเนื้อเยื่อเกี่ยวพันแข็ง รัดล้อมรอบไขมัน  จะทำให้เห็นไขมันเป็นตุ่มๆขึ้นมาชัดเจนขึ้น

ระดับความรุนแรงของปัญหาเซลล์ลูไลท์
1. รุนแรงน้อย &#8211; มองเห็นผิวเปลือกส้มต่อเมื่อขยุ้มผิวขึ้นมา
2. รุนแรงปานกลาง &#8211; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<div id="attachment_317" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-317" title="cellulite" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/02/cellulite-300x135.jpg" alt="cellulite" width="300" height="135" /><p class="wp-caption-text">cellulite</p></div>
<p>เซลล์ลูไลท์คือ  เซลล์ไขมันใต้ชั้นผิวหนังที่พองตัวและรวมกันเป็นก้อนทำให้ผิวหนังนูนเป็น ปุ่มๆ ดูน่าเกลียด บางครั้งจะเรียกว่า ผิวเปลือกส้ม  <span id="more-316"></span>พบบ่อยบริเวณไขมันสะโพก ไขมันก้น  และไขมันต้นขา พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย</p>
<p>ผิวหนังของมนุษย์จำแนกเป็น 3 ชั้น</p>
<ol>
<li>ชั้นหนังกำพร้า เป็นผิวหนังชั้นนอกสุด ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรค  สร้างเซลล์เม็ดสีผิว และสร้างเคอราติน (keratin)</li>
<li>ชั้นหนังแท้ เป็นผิวหนังถัดลงมาจากชั้นหนังกำพร้า ประกอบด้วยเส้นเลือด ต่อมเหงื่อ  ต่อมไขมัน  เส้นประสาท และรูขุมขน</li>
<li>ชั้นไขมัน เป็นผิวชั้นล่าง ประกอบด้วยเซลล์ไขมันเป็นส่วนใหญ่  เกาะอยู่ตามกล้ามเนื้อและกระดูก</li>
</ol>
<p>โดยผิวหนังทุกชั้นจะมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน  เพื่อเชื่อมเซลล์ผิวหนังให้เกาะเกี่ยวกระชับเข้าด้วยกัน</p>
<h2>สาเหตุของเซลล์ลูไลท์</h2>
<p>จากลักษณะของชั้นผิวของมนุษย์ข้างต้น จะเห็นได้ว่า  เซลล์ชั้นไขมันที่สะสมใต้ผิวหนังเป็นสาเหตุเริ่มต้นของผิวเปลือกส้ม โดยเริ่มต้นจาก</p>
<ol>
<li>การได้รับพลังงานจากอาหารแล้วใช้ไม่หมด พลังงานส่วนเกินจะถูกแปลงเป็นไขมัน  <strong><span style="text-decoration: underline;">ครึ่งหนึ่ง</span></strong> ของไขมันจากพลังงานส่วนเกินนี้  จะสะสมที่เซลล์ไขมันบริเวณใต้ผิวหนัง</li>
<li>เนื้อเยื่อเกี่ยวพันอ่อนแอลงจนขาดความยืดหยุ่น (เมื่ออายุมากขึ้น)  เมื่อเนื้อเยื่อเกี่ยวพันแข็ง รัดล้อมรอบไขมัน  จะทำให้เห็นไขมันเป็นตุ่มๆขึ้นมาชัดเจนขึ้น</li>
</ol>
<h2>ระดับความรุนแรงของปัญหาเซลล์ลูไลท์</h2>
<p>1. รุนแรงน้อย &#8211; มองเห็นผิวเปลือกส้มต่อเมื่อขยุ้มผิวขึ้นมา<br />
2. รุนแรงปานกลาง &#8211; มองเห็นผิวเปลือกส้มเมื่อยืน<br />
3. รุนแรงมาก &#8211; มองเห็นผิวเปลือกส้มตลอดเวลา</p>
<h2>การรักษาเซลล์ลูไลท์</h2>
<p>1. ลดปริมาณไขมันสะสมใต้ผิวหนัง โดยการลดการบริโภคไขมันและน้ำตาล<br />
2. ทำให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันแข็งแรงขึ้น ด้วยการนวดเบาๆตามบริเวณที่มีเซลล์ลูไลท์ และ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/cellulite.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/endometrial-cancer.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/endometrial-cancer.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Feb 2010 04:25:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-สูติ-นรีเวช]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคมดลูก]]></category>
		<category><![CDATA[-การขูดมดลูก]]></category>
		<category><![CDATA[-มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก]]></category>
		<category><![CDATA[-เลือดออกทางช่องคลอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=299</guid>
		<description><![CDATA[


มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial cancer) เกิดขึ้นเมื่อเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกมีการเจริญเติบโตผิดปกติ  มีการแบ่งตัวของเซลล์อย่างรวดเร็วตลอดเวลา กลไกลของร่างกายไม่สามารถควบคุมการแบ่งตัวได้   มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก  หรือมะเร็งมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 3  ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ผู้หญิงไทย บางคนอาจนำไปสับสนกับมะเร็งปากมดลูก  ที่พบบ่อยเป็นอันดับ 1   โรคนี้ถ้ามาพบแพทย์ตั้งแต่แรกเริ่มมีอาการมักรักษาได้หายค่อนข้างสูง
มดลูกคืออะไร?
มดลูกเป็นอวัยวะที่ตั้งอยู่ในเชิงกราน  มีช่องกลวงอยู่ตรงกลาง  ลักษณะคล้ายชมพู่คว่ำ  ด้านล่างของมดลูกมีปากมดลูกเป็นทางเชื่อมต่อกับส่วนบนของช่องคลอด   มดลูกเป็นที่ให้ทารกฝังตัวและเจริญเติบโต เยื่อบุโพรงมดลูก คือ  ผิวด้านในของมดลูก ซึ่งในวัยเจริญพันธุ์จะทำงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมน โดยจะหนาตัวขึ้นทุกเดือนเพื่อรอรับการฝังตัวของตัวอ่อน (ทารก)  หากเดือนใดไม่มีการตั้งครรภ์เยื่อบุโพรงมดลูกจะสลายตัวออกมาเป็นประจำเดือน  (ระดู)
มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกพบบ่อยแค่ไหน?
ในประเทศไทย พบบ่อยเป็นอันดับ 3  ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรี โดยพบประมาณ 3 คน/แสนราย/ปี  ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อเมริกา หรือยุโรป พบบ่อยเป็นอันดับ 1
ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนา  ที่เริ่มมีลักษณะความเป็นอยู่คล้ายคลึงประเทศแถบตะวันตกมากขึ้นทุกที  จึงพบการเกิดมะเร็งชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
 ใครบ้างที่เสี่ยงต่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก?
ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อไปนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก   แต่มีความเสี่ยงมากกว่าคนปกติทั่วไป

ระดับและระยะเวลาของการสัมผัสฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด  ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเริ่มสูงขึ้นเมื่อมีประจำเดือนครั้งแรก  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-300" title="endometrium" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/02/endometrium.jpg" alt="endometrium" width="250" height="200" /></p>
<p>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial cancer) เกิดขึ้นเมื่อเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกมีการเจริญเติบโตผิดปกติ  มีการแบ่งตัวของเซลล์อย่างรวดเร็วตลอดเวลา กลไกลของร่างกายไม่สามารถควบคุมการแบ่งตัวได้  <span id="more-299"></span> มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก  หรือมะเร็งมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 3  ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ผู้หญิงไทย บางคนอาจนำไปสับสนกับมะเร็งปากมดลูก  ที่พบบ่อยเป็นอันดับ 1   โรคนี้ถ้ามาพบแพทย์ตั้งแต่แรกเริ่มมีอาการมักรักษาได้หายค่อนข้างสูง</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>มดลูกคืออะไร?</strong></span></p>
<p>มดลูกเป็นอวัยวะที่ตั้งอยู่ในเชิงกราน  มีช่องกลวงอยู่ตรงกลาง  ลักษณะคล้ายชมพู่คว่ำ  ด้านล่างของมดลูกมีปากมดลูกเป็นทางเชื่อมต่อกับส่วนบนของช่องคลอด   มดลูกเป็นที่ให้ทารกฝังตัวและเจริญเติบโต เยื่อบุโพรงมดลูก คือ  ผิวด้านในของมดลูก ซึ่งในวัยเจริญพันธุ์จะทำงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมน โดยจะหนาตัวขึ้นทุกเดือนเพื่อรอรับการฝังตัวของตัวอ่อน (ทารก)  หากเดือนใดไม่มีการตั้งครรภ์เยื่อบุโพรงมดลูกจะสลายตัวออกมาเป็นประจำเดือน  (ระดู)</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกพบบ่อยแค่ไหน?</strong></span></p>
<p>ในประเทศไทย พบบ่อยเป็นอันดับ 3  ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรี โดยพบประมาณ 3 คน/แสนราย/ปี  ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อเมริกา หรือยุโรป พบบ่อยเป็นอันดับ 1</p>
<p>ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนา  ที่เริ่มมีลักษณะความเป็นอยู่คล้ายคลึงประเทศแถบตะวันตกมากขึ้นทุกที  จึงพบการเกิดมะเร็งชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p><strong> <span style="color: #ff9900;">ใครบ้างที่เสี่ยงต่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก?</span></strong></p>
<p>ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อไปนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก   แต่มีความเสี่ยงมากกว่าคนปกติทั่วไป</p>
<ul>
<li>ระดับและระยะเวลาของการสัมผัสฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด  ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเริ่มสูงขึ้นเมื่อมีประจำเดือนครั้งแรก  และลดลงเมื่อหมดประจำเดือน</li>
<li>ความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยง  เพราะเซลล์ไขมันสามารถผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้  พบว่าผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินจากน้ำหนักในอุดมคติ 25 กิโลกรัม  จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าู</li>
<li>ผู้ที่ไม่เคยตั้งครรภ์มีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่เคยตั้งครรภ์ 2-3 เท่า</li>
<li>มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12   เพราะการมีประจำเดือนเร็วทำให้  ตลอดชีวิตของผู้ป่วยมีระยะเวลาในการสัมผัสกับฮอร์โมนเอสโตรเจนนานกว่าปกติ</li>
<li>หมดประจำเดือนหลังอายุ 52 ปี</li>
<li>การได้รับฮอร์โมนเพศหญิง  ซึ่งมีได้ 2 กรณีด้วยกัน<br />
<blockquote><p>1.1 <strong>ฮอร์โมนวัยทอง </strong>ฮอร์โมน  วัยทองมีหลายชนิดและหลายส่วนประกอบ บางชนิด   (เอสโตรเจนอย่างเดียวไม่มีโปรเจสโตเจน) สามารถกระตุ้นโรคนี้ได้มาก บางชนิด   (เอสโตรเจนที่มีโปรเจสโตเจนร่วมด้วย) ก็ไม่ทำให้เป็นโรคนี้   ดังนั้นผู้ที่รับประทานฮอร์โมนวัยทองควรปรึกษาแพทย์ก่อน   และอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์</p>
<p>1.2 <strong>สมุนไพร </strong>ยา  สมุนไพรบางชนิดมีเอสโตรเจนปริมาณสูง เช่น กวาวเครือ   และอีกหลายชนิดมีเอสโตรเจนแฝงอยู่โดยไม่รู้   การรับประทานสมุนไพรบางตัวจึงอาจทำให้เลือดระดูออกผิดปกติหรือเสี่ยงต่อการ  เกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้</p></blockquote>
</li>
<li>ยารักษามะเร็งเต้านม  ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังผ่าตัด  บางรายแพทย์แนะนำให้รับประทานยาทามอกซิเฟน (Tamoxifen) เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ  ซึ่งยานี้มีลักษณะคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนจึงกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกผิดปกติได้ จึงสมควรได้รับการตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด</li>
<li>ภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง  ซึ่งมักมีอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เมื่อเป็นมากๆ อาจมีสิว ผิวมัน  ขนดกร่วมด้วยกลุ่มนี้มีเอสโตรเจนสูงเช่นกัน</li>
<li>โรคเยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ  ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งได้</li>
<li>ประวัติพันธุกรรม ญาติสายตรง  เป็นมะเร็งสำไส้ใหญ่</li>
</ul>
<p><strong> <span style="color: #ff9900;">ปัจจัยป้องกัน</span></strong><span style="color: #ff9900;"><strong>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก</strong></span></p>
<p>พบว่าการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่มีทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ได้ นอกจากนั้นยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งรังไข่ด้วย</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>อาการมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก</strong></span></p>
<p>โรคนี้มักเริ่มแสดงอาการแต่ต้น นั่นคือ มีเลือดออกทางช่องคลอด  เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้มักเกิดหลังอายุ 50 ปี ดังนั้น  ผู้หญิงทุกคนที่มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนไปแล้วควรรีบมาพบแพทย์</p>
<p>ผู้ที่ยังไม่ถึงวัยทอง  แต่ถ้ามีอาการเลือดออกผิดปกติที่ไม่ใช่รอบเดือน เช่น ออกกระปริดกระปรอย  หรือออกมามากและนานกว่าปกติ คือเกิน 7 วันต่อรอบ ก็ควรมาพบแพทย์เช่นกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงข้างต้น การตรวจพบแต่ระยะแรกโอกาสหายสูง  ส่วนกรณีที่โรคเป็นมากแล้ว  อาจมีอาการของมดลูกโตขึ้น ปวดท้องน้อย น้ำหนักลด  คลำได้ก้อนในท้องน้อย  มดลูกไปกดกระเพาะปัสสาวะทำให้ปัสสาวะบ่อยหรือกดทวารหนัก  ทำให้อุจจาระลำบากได้</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>วินิจฉัย</strong><strong>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก</strong></span></p>
<p>การวินิจฉัยที่แน่นอนได้จากการนำเยื่อบุโพรงมดลูกไปตรวจทางพยาธิวิทยาโดยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งมักต้องขูดมดลูกให้ได้เนื้อเยื่อไปตรวจ</p>
<p>ในผู้ทีเคยมีบุตรแล้ว  การขูดมดลูกทำได้โดยฉีดยาชา ส่วนผู้ที่ยังโสด  หรือไม่เคยมีบุตรแพทย์มักวางยาสลบให้ไม่เจ็บ สามารถกลับบ้านได้หลังขูดมดลูก  อ่านคำแนะนำเรื่องการขูดมดลูกได้ที่ &#8211;&gt; <a title="การขูดมดลูก" href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/dilation-curettage.html">การขูดมดลูก</a></p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>ระยะของ</strong><strong>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก</strong></span></p>
<p><strong></strong>แบ่งคร่าวๆได้ดังนี้</p>
<ul>
<li>ระยะที่ 1 : มะเร็งจำกัดอยู่แค่ในเยื่อบุโพรงมดลูก และกล้ามเนื้อมดลูก</li>
<li>ระยะที่ 2 : มะเร็งลุกลามไปถึงปากมดลูก</li>
<li>ระยะที่ 3 : มะเร็งลุกลามออกไปนอกมดลูก แต่ยังอยู่ในช่องเชิงกราน  เช่น  ไปปีกมดลูก  ไปช่องคลอด</li>
<li>ระยะที่ 4 : เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย  มะเร็งกระจายไปอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย  เช่น ปอด กระดูก ลำไส้  กระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>รักษา</strong><strong>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก</strong></span></p>
<p>ทำได้โดยการผ่าตัด ซึ่งได้แก่  การตัดเอามดลูก ปากมดลูก ปีกมดลูก (รังไข่และท่อนำไข่)  ออกร่วมกับการล้างน้ำในช่องท้องและสุ่มตัดต่อมน้ำเหลืองไปตรวจ</p>
<p>การผ่าตัดจะช่วยทำให้ทราบว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะใดของโรค หากพบว่าเป็นระยะแรก  กล่าวคือ มีมะเร็งอยู่เฉพาะที่เยื่อบุโพรงมดลูก  ยังมีการลุกลามเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูกไม่มาก  ไม่มีการกระจายของโรคไปอวัยวะอื่น การผ่าตัดที่กล่าวมาก็เพียงพอในการรักษา  ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างอื่นเพิ่มเติมผลการรักษาดีมาก</p>
<p>หากพบว่าเริ่มมีการลุกลามของมะเร็งลึกขึ้น หรือกระจายไปในอวัยวะข้างเคียง  หลังผ่าตัดจำเป็นต้องได้รับรังสีรักษา (ฉายแสง) ร่วมด้วย  โดยรังสีแพทย์จะพิจารณาฉายแสงภายนอกหรือใส่แร่ที่ช่องคลอด หรือทั้งสองวิธี  แล้วแต่กรณี  ในกลุ่มที่มีการกระจายของโรคไปไกลๆ  เช่น ช่องท้องด้านบน ตับ ปอด อาจต้องให้ยาเคมีบำบัดร่วมด้วย  ซึ่งผลการรักษาไม่ดี</p>
<p><strong> <span style="color: #ff9900;">สรุป</span></strong></p>
<p>โรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมีข้อดีคือ  มักมีอาการเตือนแต่แรกเริ่ม กล่าวคือมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด  ดังนั้นการพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการผิดปกติจะช่วยให้รักษาได้โดยผ่าตัดเพียงอย่างเดียว โอกาสหายสูง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/endometrial-cancer.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลักการ ควบคุมอาหาร เพื่อ ควบคุมน้ำหนัก</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/control-weight-calories.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/control-weight-calories.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Feb 2010 19:04:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-ลดน้ำหนัก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=92</guid>
		<description><![CDATA[

ร่างกายของมนุษย์มีกลไกลในการควบคุมน้ำหนักอย่างไร?
&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของร่างกายขึ้นกับสมดุลระหว่างพลังงานที่ถูกนำเข้า  และพลังงานที่ถูกใช้ออกไป  หากพลังงานที่ถูกนำเข้ามีปริมาณมากกว่าพลังงานที่ถูกใช้ออกไป  พลังงานส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนให้สะสมอยู่ในร่างกาย  ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น  ในทางตรงกันข้าม  หากพลังงานที่ถูกใช้ออกไปมีค่ามากกว่าพลังงานที่ถูกนำเข้า  จะทำให้น้ำหนักลดลง

พลังงานที่ถูกนำเข้า คือ พลังงานจากอาหาร  โดยแต่ละมื้อที่รับประทานอาหารเข้าไป  อาหารจะถูกย่อยเพื่อสร้างเป็นพลังงานให้ร่างกายนำไปใช้  อาหารแต่ละชนิดจะมีส่วนประกอบแตกต่างกัน และให้พลังงานได้ไม่เท่ากัน
พลังงานที่ถูกใช้ออกไป คือ  พลังงานที่ระบบต่างๆของร่างกายใช้ไปเมื่อร่างกายทำงาน ประกอบด้วย

Basal metabolic rate (BMR) คือ พลังงานที่ร่างกายใช้ไปขณะพัก  เป็นปริมาณพลังงานที่ร่างกายใช้ไปอยู่ตลอดเวลาแม้ในขณะที่ร่างกายอยู่เฉยๆ  เพราะระบบต่างๆในร่างกายมีการทำงานอยู่ตลอดเวลา  เช่น  การหายใจ  การเต้นของหัวใจ  เป็นต้น
พลังงานที่ใช้ไปในการทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน เช่น ออกกำลังกาย เป็นต้น



&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;ผู้ที่มีน้ำหนักคงที่ได้นั้น  ไม่ได้แปลว่า จำนวนพลังงานที่ถูกนำเข้ากับจำนวนพลังงานที่ถูกใช้ไปจะมีปริมาณเท่ากันเสมอในทุกๆวัน  แต่ในชีวิตจริง   ผู้ที่มีน้ำหนักคงที่  มักจะได้รับพลังงานจากอาหารมากกว่าพลังงานที่ใช้ไปในวันหนึ่ง  และได้รับพลังงานจากอาหารน้อยกว่าพลังงานที่ใช้ไปในวันถัดไป   การควบคุมน้ำหนักเช่นนี้เกิดตามธรรมชาติสลับไปทุกๆวัน  ทำให้น้ำหนักตัวคงที่
&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก   ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้พลังงานที่ถูกใช้ออกไปมีค่ามากกว่าพลังงานที่ถูกนำเข้า   องค์ประกอบที่สำคัญมี 2 ประการ  คือ  การควบคุมอาหาร และ การออกกำลังกาย   ทั้งสองข้อนี้จำเป็นต้องปฏิบัติควบคู่กันเสมอ    การควบคุมอาหารโดยไม่ออกกำลังกายถือเป็นวิธีการที่ผิด  เพราะมวลกล้ามเนื้อจะลดลง  ซึ่งทำให้การลดน้ำหนักครั้งต่อไปทำได้ยากมากขึ้น
&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;เป้าหมายสำหรับผู้เริ่มต้นการควบคุมน้ำหนัก   แนะนำว่าควรลดพลังงานให้ได้ประมาณ 500 กิโลแคลอรี่ (kcal) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><strong>ร่างกายของมนุษย์มีกลไกลในการควบคุมน้ำหนักอย่างไร?</strong></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของร่างกายขึ้นกับสมดุลระหว่างพลังงานที่ถูกนำเข้า  และพลังงานที่ถูกใช้ออกไป  หากพลังงานที่ถูกนำเข้ามีปริมาณมากกว่าพลังงานที่ถูกใช้ออกไป  พลังงานส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนให้สะสมอยู่ในร่างกาย  ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น  <span id="more-92"></span>ในทางตรงกันข้าม  หากพลังงานที่ถูกใช้ออกไปมีค่ามากกว่าพลังงานที่ถูกนำเข้า  จะทำให้น้ำหนักลดลง</p>
<ul>
<li>พลังงานที่ถูกนำเข้า คือ พลังงานจากอาหาร  โดยแต่ละมื้อที่รับประทานอาหารเข้าไป  อาหารจะถูกย่อยเพื่อสร้างเป็นพลังงานให้ร่างกายนำไปใช้  อาหารแต่ละชนิดจะมีส่วนประกอบแตกต่างกัน และให้พลังงานได้ไม่เท่ากัน</li>
<li>พลังงานที่ถูกใช้ออกไป คือ  พลังงานที่ระบบต่างๆของร่างกายใช้ไปเมื่อร่างกายทำงาน ประกอบด้วย
<ul>
<li>Basal metabolic rate (BMR) คือ พลังงานที่ร่างกายใช้ไปขณะพัก  เป็นปริมาณพลังงานที่ร่างกายใช้ไปอยู่ตลอดเวลาแม้ในขณะที่ร่างกายอยู่เฉยๆ  เพราะระบบต่างๆในร่างกายมีการทำงานอยู่ตลอดเวลา  เช่น  การหายใจ  การเต้นของหัวใจ  เป็นต้น</li>
<li>พลังงานที่ใช้ไปในการทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน เช่น ออกกำลังกาย เป็นต้น</li>
</ul>
</li>
</ul>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผู้ที่มีน้ำหนักคงที่ได้นั้น  ไม่ได้แปลว่า จำนวนพลังงานที่ถูกนำเข้ากับจำนวนพลังงานที่ถูกใช้ไปจะมีปริมาณเท่ากันเสมอในทุกๆวัน  แต่ในชีวิตจริง   ผู้ที่มีน้ำหนักคงที่  มักจะได้รับพลังงานจากอาหารมากกว่าพลังงานที่ใช้ไปในวันหนึ่ง  และได้รับพลังงานจากอาหารน้อยกว่าพลังงานที่ใช้ไปในวันถัดไป   การควบคุมน้ำหนักเช่นนี้เกิดตามธรรมชาติสลับไปทุกๆวัน  ทำให้น้ำหนักตัวคงที่</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก   ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้พลังงานที่ถูกใช้ออกไปมีค่ามากกว่าพลังงานที่ถูกนำเข้า   องค์ประกอบที่สำคัญมี 2 ประการ  คือ  การควบคุมอาหาร และ การออกกำลังกาย   ทั้งสองข้อนี้จำเป็นต้องปฏิบัติควบคู่กันเสมอ    การควบคุมอาหารโดยไม่ออกกำลังกายถือเป็นวิธีการที่ผิด  เพราะมวลกล้ามเนื้อจะลดลง  ซึ่งทำให้การลดน้ำหนักครั้งต่อไปทำได้ยากมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป้าหมายสำหรับผู้เริ่มต้นการควบคุมน้ำหนัก   แนะนำว่าควรลดพลังงานให้ได้ประมาณ 500 กิโลแคลอรี่ (kcal) ต่อวัน   ยกตัวอย่างเช่น  รับประทานอาหารน้อยลงกว่าเดิม 300 kcal และออกกำลังกายเพิ่มขึ้น 200 kcal เป็นต้น   หากสามารถทำได้ดังที่กล่าวมาข้างต้น  ใน 1 สัปดาห์จะสามารถลดพลังงานได้ 3,500 กิโลแคลอรี่ (kcal)  และเมื่อนำมาเทียบเป็นหน่วยกิโลกรัมแล้ว  จะคำนวณการลดน้ำหนักได้ประมาณ 0.45 กิโลกรัมต่อสัปดาห์</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ปัญหา คือ ผู้ที่พยายามลดน้ำหนักไม่ทราบว่าอาหารที่รับประทานเข้าไปในแต่ละวันคิดเป็นพลังงานกี่กิโลแคลอรี่ และไม่ทราบว่าการออกกำลังกายที่ทำอยู่ทุกวันคิดเป็นพลังงานเท่าไร   ทำให้การลดน้ำหนักอาจไม่ประสบผลสำเร็จ    ปัญหานี้แก้ไข้ได้โดยใช้โปรแกรมช่วยคำนวณหาค่าพลังงานจากอาหารและคำนวณพลังงานจากการออกกำลังกาย  &#8212;&#8211;&gt;- <a title="พลังงานจากอาหาร" href="http://www.healthy.freewer.net/weightloss3.php">คลิกที่นี่ เพื่อไปหน้า โปรแกรมการควบคุมอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนัก</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/control-weight-calories.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สูตรอาหารลดน้ำหนักที่ดีที่สุด คือ</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/formular-weightloss.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/formular-weightloss.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 03 Feb 2010 17:43:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-ลดน้ำหนัก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=237</guid>
		<description><![CDATA[

สูตรอาหารลดน้ำหนัก เป็นสิ่งที่หลายคนได้พยายามค้นคว้า เพื่อให้ได้สูตรที่ดีที่สุดมา  บางคนได้สูตรอาหารลดน้ำหนักจากนิตยสารสุขภาพบ้าง  ได้สูตรจากผู้ที่เคยประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักบ้าง   แต่เมื่อได้สูตรอาหารลดน้ำหนักเหล่านั้นมา กลับพบว่าสูตรนั้นไม่ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักอย่างที่คาดไว้
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น  เพราะ ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักแต่ละคนมีปัจจัยที่แตกต่างกัน  ได้แก่

 อายุ
 น้ำหนัก
ส่วนสูง
การออกกำลังกาย
กิจกรรมที่เผาผลาญพลังงานในแต่ละวัน
พลังงานจากอาหารที่รับประทานเข้าไป

ด้วยปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ผลรวมของ พลังงานที่ร่างกายได้รับ กับ พลังงานที่ร่างกายใช้ไป แตกต่างกันไปในแต่ละคน  ดังนั้นสูตรอาหารลดน้ำหนักที่ประสบผลสำเร็จดีกับคนหนึ่ง  อาจไม่ประสบผลสำเร็จกับอีกคนหนึ่งก็เป็นได้   ดังนั้นสูตรอาหารลดน้ำหนักที่ดีที่สุด คือ การสร้างสูตรอาหารลดน้ำหนักที่เหมาะสมกับตัวเอง
โปรแกรมคำนวณ  &#8220;สูตรอาหารลดน้ำหนัก&#8221; ที่ผมได้พัฒนาขึ้น  เป็นโปรแกรมที่คำนวณพลังงาน (kcal) โดยใช้สมการ และค่าสัมประสิทธิ์ ตามหลักวิชาการแพทย์    เพื่อคำนวณหา

ความต้องการพลังงานขณะพัก (BMR)
ความต้องการพลังงานต่อวัน
การเผาผลาญพลังงานจากการออกกำลังกาย
พลังงานที่ได้จากอาหาร
ผลต่างพลังงานต่อวัน
ทำนายการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักต่อ 1 สัปดาห์

คลิกที่นี่ เพื่อไปหน้า โปรแกรมคำนวณ &#8220;สูตรอาหารลดน้ำหนัก&#8221;
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><strong>สูตรอาหารลดน้ำหนัก</strong> เป็นสิ่งที่หลายคนได้พยายามค้นคว้า เพื่อให้ได้สูตรที่ดีที่สุดมา  บางคนได้สูตรอาหารลดน้ำหนักจากนิตยสารสุขภาพบ้าง  ได้สูตรจากผู้ที่เคยประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักบ้าง   แต่เมื่อได้สูตรอาหารลดน้ำหนักเหล่านั้นมา กลับพบว่าสูตรนั้นไม่ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักอย่างที่คาดไว้<span id="more-237"></span></p>
<p>สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น  เพราะ ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักแต่ละคนมีปัจจัยที่แตกต่างกัน  ได้แก่</p>
<ul>
<li> อายุ</li>
<li> น้ำหนัก</li>
<li>ส่วนสูง</li>
<li>การออกกำลังกาย</li>
<li>กิจกรรมที่เผาผลาญพลังงานในแต่ละวัน</li>
<li>พลังงานจากอาหารที่รับประทานเข้าไป</li>
</ul>
<p>ด้วยปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ผลรวมของ<em> พลังงานที่ร่างกายได้รับ</em> กับ<em> พลังงานที่ร่างกายใช้ไป</em> แตกต่างกันไปในแต่ละคน  ดังนั้นสูตรอาหารลดน้ำหนักที่ประสบผลสำเร็จดีกับคนหนึ่ง  อาจไม่ประสบผลสำเร็จกับอีกคนหนึ่งก็เป็นได้   ดังนั้นสูตรอาหารลดน้ำหนักที่ดีที่สุด คือ การสร้างสูตรอาหารลดน้ำหนักที่เหมาะสมกับตัวเอง</p>
<p><a title="สร้าง สูตรอาหารลดน้ำหนัก ด้วยตัวเอง" href="http://www.healthy.freewer.net/weightloss3.php">โปรแกรมคำนวณ  &#8220;สูตรอาหารลดน้ำหนัก&#8221;</a> ที่ผมได้พัฒนาขึ้น  เป็นโปรแกรมที่คำนวณพลังงาน (kcal) โดยใช้สมการ และค่าสัมประสิทธิ์ ตามหลักวิชาการแพทย์    เพื่อคำนวณหา</p>
<ul>
<li>ความต้องการพลังงานขณะพัก (BMR)</li>
<li>ความต้องการพลังงานต่อวัน</li>
<li>การเผาผลาญพลังงานจากการออกกำลังกาย</li>
<li>พลังงานที่ได้จากอาหาร</li>
<li>ผลต่างพลังงานต่อวัน</li>
<li>ทำนายการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักต่อ 1 สัปดาห์</li>
</ul>
<p><a title="สร้าง สูตรอาหารลดน้ำหนัก ด้วยตัวเอง" href="http://www.healthy.freewer.net/weightloss3.php">คลิกที่นี่ เพื่อไปหน้า โปรแกรมคำนวณ &#8220;สูตรอาหารลดน้ำหนัก&#8221;</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/formular-weightloss.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตกขาว</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/whitedischarge.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/whitedischarge.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 23 Jan 2010 06:16:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-สูติ-นรีเวช]]></category>
		<category><![CDATA[-เพศศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคมดลูก]]></category>
		<category><![CDATA[-คันช่องคลอด]]></category>
		<category><![CDATA[-ตกขาว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=216</guid>
		<description><![CDATA[

ตกขาว คือ ของเหลวที่ไหลออกมาจากช่องคลอด  เป็นของเหลวที่ถูกขับออกจากโพรงมดลูก  ปากมดลูก  ปากช่องคลอด  และเซลล์ของเยื่อบุผนักช่องคลอดที่ตายและหลุดออกมา
ปริมาณตกขาวจะขึ้นกับแต่ละคน  ตกขาวจะมีมากในช่วงไข่ตกในระยะกลางของรอบเดือน  นอกจากนั้นขณะตั้งครรภ์จะพบว่ามีตกขาวมากจนบางครั้งอาจเหนียวหนืด  การกระตุ้นทางเพศสัมพันธ์ก็จะมีการหลั่งน้ำออกมาหล่อลื่นมาก  หลังจากมีกิจกรรมทางเพศอาจมีตกขาวปริมาณมาก  การใช้ยาคุมกำเนิดทำให้มีตกขาวเพิ่มได้
ลักษณะตกขาวปกติ

เป็นมูกใส  พบได้ในระยะกลางของรอบเดือน  เมื่อไข่สุก
สีขาวขุ่นข้น  เหมือนแป้งเปียก  มักพบก่อนมีประจำเดือน

ลักษณะตกขาวผิดปกติ

ตกขาวจะมีสีเหลืองปนเขียว  น้ำตาล  หรือปนเลือด
มีปัสสาวะแสบขัด
คันช่องคลอด
เจ็บท้องน้อย

หากมีอาการดังกล่าวควรจะต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาไม่ให้เชื้อโรคลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ
สาเหตุของอาการตกขาวผิดปกติ

เกิดจากการอักเสบภายในหรือมีการติดเชื้อ
มีสิ่งแปลกปลอมตกค้างในช่องคลอด
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
มีเนื้องอก ซึ่งหากเกิดจากเนื้องอกแล้วมักมีเลือดปนด้วย
สตรีวัยทอง  มีภาวะขาดฮอร์โมน  ทำให้ช่องคลอดแห้ง  อักเสบง่าย

สาเหตุของอาการตกขาว ตามวัย

วัยเด็ก :  มักเกิดจากความสกปรก  สุขอนามัยไม่ดี  ทำความสะอาดไม่เป็น  มีสิ่งแปลกปลอมที่เด็กสอดใส่เข้าไป  เช่น  กระดาษทิชชู  เมล็ดผลไม้
วัยเจริญพันธุ์  :  มักเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
วัยหมดประจำเดือน  :  มักเกิดจากการขาดฮอร์โมน   ทำให้ช่องคลอดแห้ง  ระคายเคืองง่าย

การรักษา ตกขาว
ขึ้นอยู่กับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ  แพทย์จะตรวจภายใน  และนำตกขาวมาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์  ซึ่งจะพบลักษณะเฉพาะของการติดเชื้อแต่ละชนิด  หรือย้อมสีเพิ่มเติมเพื่อตรวจหาเชื้อ   จากนั้นจึงพิจารณาใช้ยาฆ่าเชื้อโรค  เพื่อบำบัดรักษาอาการอักเสบติดเชื้อ  ซึ่งยาที่ใช้มีหลายชนิด  ทั้งชนิดสอดช่องคลอด  ชนิดรับประทาน  หรืออาจใช้ยาทาภายนอกร่วมด้วยตามความเหมาะสม
ข้อแนะนำการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาด  ไม่จำเป็นต้องสวนล้างช่องคลอดด้วยน้ำยาที่โฆษณามากมาย  เพราะอาจระคายเคืองและทำลายเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดตามปกติด้วย
ในการทำความสะอาดให้เช็ดอวัยวะเพศจากด้านหน้าไปยังด้านหลัง  เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียจากทวารหนักเข้าสู่ช่องคลอด
หลีกเลี่ยงสเปรย์ดับกลิ่นหรือสบู่กลิ่นแรงที่ทำให้ระคายเคือง
ควรใส่กางเกงในที่ทำจากผ้าฝ้าย  เพราะระบายอากาศได้ดี  ไม่อับชื้น
กางเกงใน  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><strong>ตกขาว</strong> คือ ของเหลวที่ไหลออกมาจากช่องคลอด  เป็นของเหลวที่ถูกขับออกจากโพรงมดลูก  ปากมดลูก  ปากช่องคลอด  และเซลล์ของเยื่อบุผนักช่องคลอดที่ตายและหลุดออกมา<span id="more-216"></span></p>
<p>ปริมาณตกขาวจะขึ้นกับแต่ละคน  ตกขาวจะมีมากในช่วงไข่ตกในระยะกลางของรอบเดือน  นอกจากนั้นขณะตั้งครรภ์จะพบว่ามีตกขาวมากจนบางครั้งอาจเหนียวหนืด  การกระตุ้นทางเพศสัมพันธ์ก็จะมีการหลั่งน้ำออกมาหล่อลื่นมาก  หลังจากมีกิจกรรมทางเพศอาจมีตกขาวปริมาณมาก  การใช้ยาคุมกำเนิดทำให้มีตกขาวเพิ่มได้</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ลักษณะตกขาวปกติ</strong></span></p>
<ul>
<li>เป็นมูกใส  พบได้ในระยะกลางของรอบเดือน  เมื่อไข่สุก</li>
<li>สีขาวขุ่นข้น  เหมือนแป้งเปียก  มักพบก่อนมีประจำเดือน</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ลักษณะตกขาวผิดปกติ</strong></span></p>
<ul>
<li>ตกขาวจะมีสีเหลืองปนเขียว  น้ำตาล  หรือปนเลือด</li>
<li>มีปัสสาวะแสบขัด</li>
<li>คันช่องคลอด</li>
<li>เจ็บท้องน้อย</li>
</ul>
<p>หากมีอาการดังกล่าวควรจะต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาไม่ให้เชื้อโรคลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>สาเหตุของอาการตกขาวผิดปกติ</strong></span></p>
<ul>
<li>เกิดจากการอักเสบภายในหรือมีการติดเชื้อ</li>
<li>มีสิ่งแปลกปลอมตกค้างในช่องคลอด</li>
<li>โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์</li>
<li>มีเนื้องอก ซึ่งหากเกิดจากเนื้องอกแล้วมักมีเลือดปนด้วย</li>
<li>สตรีวัยทอง  มีภาวะขาดฮอร์โมน  ทำให้ช่องคลอดแห้ง  อักเสบง่าย</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>สาเหตุของอาการตกขาว ตามวัย</strong></span></p>
<ul>
<li><strong>วัยเด็ก</strong> :  มักเกิดจากความสกปรก  สุขอนามัยไม่ดี  ทำความสะอาดไม่เป็น  มีสิ่งแปลกปลอมที่เด็กสอดใส่เข้าไป  เช่น  กระดาษทิชชู  เมล็ดผลไม้</li>
<li><strong>วัยเจริญพันธุ์ </strong> :  มักเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์</li>
<li><strong>วัยหมดประจำเดือน </strong> :  มักเกิดจากการขาดฮอร์โมน   ทำให้ช่องคลอดแห้ง  ระคายเคืองง่าย</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>การรักษา ตกขาว</strong></span></p>
<p>ขึ้นอยู่กับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ  แพทย์จะตรวจภายใน  และนำตกขาวมาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์  ซึ่งจะพบลักษณะเฉพาะของการติดเชื้อแต่ละชนิด  หรือย้อมสีเพิ่มเติมเพื่อตรวจหาเชื้อ   จากนั้นจึงพิจารณาใช้ยาฆ่าเชื้อโรค  เพื่อบำบัดรักษาอาการอักเสบติดเชื้อ  ซึ่งยาที่ใช้มีหลายชนิด  ทั้งชนิดสอดช่องคลอด  ชนิดรับประทาน  หรืออาจใช้ยาทาภายนอกร่วมด้วยตามความเหมาะสม</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ข้อแนะนำการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง</strong></span></p>
<ol>
<li>รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาด  ไม่จำเป็นต้องสวนล้างช่องคลอดด้วยน้ำยาที่โฆษณามากมาย  เพราะอาจระคายเคืองและทำลายเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดตามปกติด้วย</li>
<li>ในการทำความสะอาดให้เช็ดอวัยวะเพศจากด้านหน้าไปยังด้านหลัง  เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียจากทวารหนักเข้าสู่ช่องคลอด</li>
<li>หลีกเลี่ยงสเปรย์ดับกลิ่นหรือสบู่กลิ่นแรงที่ทำให้ระคายเคือง</li>
<li>ควรใส่กางเกงในที่ทำจากผ้าฝ้าย  เพราะระบายอากาศได้ดี  ไม่อับชื้น</li>
<li>กางเกงใน  ผ้าเช็ดตัว  ผ้าถุง  ควรซักแล้วตากแดด  ไม่ควรตากในร่มหรือในห้องน้ำ</li>
<li>หลีกเลี่ยงกางเกงรัดรูป</li>
<li>หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าอนามัยแบบสอด  ถ้าใช้ควรเปลี่ยนบ่อยๆ</li>
<li>แนะนำคู่นอนทำความสะอาดมือและอวัยวะเพศ  ก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์</li>
<li>รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  นอนหลับให้เพียงพอ  ดื่มน้ำมากๆ</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/whitedischarge.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การขูดมดลูก</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/dilation-curettage.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/dilation-curettage.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 22 Jan 2010 12:56:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-สูติ-นรีเวช]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคมดลูก]]></category>
		<category><![CDATA[-การขูดมดลูก]]></category>
		<category><![CDATA[-เลือดออกทางช่องคลอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=209</guid>
		<description><![CDATA[

การขูดมดลูก คือการใช้เครื่องมือเล็กๆสอดเข้าไปทางช่องคลอดผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก  เพื่อขูดเอาเยื่อบุโพรงมดลูก หรือเนื้อเยื่อที่อยู่ในโพรงมดลูกออกมาเพื่อการรักษาการวินิจฉัย
ผู้ป่วยอะไรบ้างที่จำเป็นต้องขูดมดลูก

 มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ
การแท้ง การแท้ไม่ครบ การแท้งที่หยุดยั้งไม่ได้
หาสาเหตุของการมีบุตรยาก
ขูดเอาเนื้อเยื่อเพื่อวินิจฉัยโรค
สงสัยว่ามีความผิดปกติของมดลูก เช่นเนื้องอกมดลูก
มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือน

วิธีการขูดมดลูก

ผู้ป่วยจะได้รับยาชาเฉพาะที่ หรือการวางยาสลบ
นอนหงาย ขาทั้ง 2 ข้างบนขาหยั่ง
แพทย์จะตรวจภายใน  ใส่เครื่องมือถ่างขยายช่องคลอด เพื่อให้เห็นปากมดลูก
แพทย์จะขยายปากมดลูกด้วยแท่งโลหะขนาดเล็ก
ใส่เครื่องมือขูด  ซึ่งเป็นห่วงโลหะเล็กๆ มีด้ามจับ ขูดเอาเซลล์บุโพรงมดลูก
นำเนื้อเยื่อชิ้นเล็กๆ ที่ขูดได้ ส่งตรวจทางพยาธิวิทยา  การขูดมดลูกใช้เวลา ประมาณ 15-20 นาที
หลังขูดมดลูก 1-2 ชั่วโมง  ไม่มีภาวะแทรกซ้อนสามารถกลับบ้านได้

ภาวะแทรกซ้อนจากการขูดมดลูก ซึ่งพบได้น้อยได้แก่

การเสียเลือด
มดลูกทะลุ
มีการติดเชื้อ

การปฏิบัติตนหลังขูดมดลูก

หลังขูดมดลูก  ควรนอนพักผ่อนอย่างน้อย 1-2 วันหลังขูดมดลูก อาจมีอาการอ่อนเพลีย หรือง่วงนอน จากยาระงับความรู้สึกที่ได้รับ ไม่ควรทำงานหนักอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
หลังขูดมดลูก สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ  ในรายที่ดมยาสลบ อาจมีอาการข้างเคียง  คลื่นไส้  อาเจียน  ควรรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย  เช่น ข้าวต้ม  โจ๊ก
งดเพศสัมพันธ์ อย่างน้อย 3 สัปดาห์   เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
การมีเลือดออกทางช่องคลอด  จะมีเลือดออกทางช่องคลอดจากแผลภายในมดลูก  ประมาณ 1-7 วัน ปริมาณเลือดจะลดลงไปเรื่อยๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><strong>การขูดมดลูก</strong> คือการใช้เครื่องมือเล็กๆสอดเข้าไปทางช่องคลอดผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก  เพื่อขูดเอาเยื่อบุโพรงมดลูก หรือเนื้อเยื่อที่อยู่ในโพรงมดลูกออกมาเพื่อการรักษาการวินิจฉัย<img class="aligncenter size-medium wp-image-212" title="dilation-curettage" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/01/dilation-curettage-300x183.jpg" alt="dilation-curettage" width="300" height="183" /><span id="more-209"></span></p>
<p><span style="color: #ff6600;">ผ<strong>ู้ป่วยอะไรบ้างที่จำเป็นต้องขูดมดลูก</strong></span></p>
<ul>
<li> มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ</li>
<li>การแท้ง การแท้ไม่ครบ การแท้งที่หยุดยั้งไม่ได้</li>
<li>หาสาเหตุของการมีบุตรยาก</li>
<li>ขูดเอาเนื้อเยื่อเพื่อวินิจฉัยโรค</li>
<li>สงสัยว่ามีความผิดปกติของมดลูก เช่นเนื้องอกมดลูก</li>
<li>มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือน</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">วิธีการขูดมดลูก</span></strong></p>
<ol>
<li>ผู้ป่วยจะได้รับยาชาเฉพาะที่ หรือการวางยาสลบ</li>
<li>นอนหงาย ขาทั้ง 2 ข้างบนขาหยั่ง</li>
<li>แพทย์จะตรวจภายใน  ใส่เครื่องมือถ่างขยายช่องคลอด เพื่อให้เห็นปากมดลูก</li>
<li>แพทย์จะขยายปากมดลูกด้วยแท่งโลหะขนาดเล็ก</li>
<li>ใส่เครื่องมือขูด  ซึ่งเป็นห่วงโลหะเล็กๆ มีด้ามจับ ขูดเอาเซลล์บุโพรงมดลูก</li>
<li>นำเนื้อเยื่อชิ้นเล็กๆ ที่ขูดได้ ส่งตรวจทางพยาธิวิทยา  การขูดมดลูกใช้เวลา ประมาณ 15-20 นาที</li>
<li>หลังขูดมดลูก 1-2 ชั่วโมง  ไม่มีภาวะแทรกซ้อนสามารถกลับบ้านได้</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ภาวะแทรกซ้อนจากการขูดมดลูก</strong></span> ซึ่งพบได้น้อยได้แก่</p>
<ul>
<li>การเสียเลือด</li>
<li>มดลูกทะลุ</li>
<li>มีการติดเชื้อ</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">การปฏิบัติตนหลังขูดมดลูก</span></strong></p>
<ol>
<li>หลังขูดมดลูก  ควรนอนพักผ่อนอย่างน้อย 1-2 วันหลังขูดมดลูก อาจมีอาการอ่อนเพลีย หรือง่วงนอน จากยาระงับความรู้สึกที่ได้รับ ไม่ควรทำงานหนักอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์</li>
<li>หลังขูดมดลูก สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ  ในรายที่ดมยาสลบ อาจมีอาการข้างเคียง  คลื่นไส้  อาเจียน  ควรรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย  เช่น ข้าวต้ม  โจ๊ก</li>
<li>งดเพศสัมพันธ์ อย่างน้อย 3 สัปดาห์   เพื่อป้องกันการติดเชื้อ</li>
<li>การมีเลือดออกทางช่องคลอด  จะมีเลือดออกทางช่องคลอดจากแผลภายในมดลูก  ประมาณ 1-7 วัน ปริมาณเลือดจะลดลงไปเรื่อยๆ ไม่ควรใช้ผ้าอนามัยชนิดสอด</li>
<li>ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย  เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ  ห้ามสวนล้างช่องคลอด  เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่แผลภายในโพรงมดลูก</li>
<li>อาการปวด  อาจมีอาการปวดบ้างจากการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก  ให้รับประทานยาแก้ปวดตามแพทย์สั่ง</li>
<li>รับประทานยาตามแพทย์สั่ง</li>
<li>มาตรวจตามแพทย์นัด</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>อาการผิดปกติหลังขูดมดลูกที่ต้องมาพบแพทย์</strong></span></p>
<ol>
<li>มีเลือดออกทางช่องคลอดมากผิดปกติ  ชุ่มผ้าอนามัย  ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 1-2 ชั่วโมง</li>
<li>มีไข้ หนาวสั่น</li>
<li>ปวดท้องอย่างรุนแรง</li>
<li>มีตกขาว  หรือเลือดที่ออกทางช่องคลอด  มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ</li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">การตรวจหลังขูดมดลูก</span></strong></p>
<p>แพทย์จะนัดมาตรวจหลังขูดมดลูกประมาณ 2 สัปดาห์เพื่อ</p>
<ol>
<li>ประเมินอาการผิดปกติ หลังขูดมดลูก</li>
<li>แพทย์จะบอกผลการตรวจชิ้นเนื้อ</li>
<li>ในรายที่แท้งบุตรแพทย์จะตรวจภายใน  ตรวจมะเร็งปากมดลูกให้  และแนะนำการคุมกำเนิด</li>
<li>ในรายที่ขูดมดลูกเพื่อวินิจฉัยโรค  แพทย์จะบอกแนวทางในการรักษาต่อไป</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>การเตรียมตัวขูดมดลูกในรายที่ต้องดมยาสลบ</strong></span></p>
<ol>
<li>คืนวันก่อนขูดมดลูก  ให้งดน้ำและอาหารตั้งแต่เที่ยงคืน  เพื่อให้กระเพาะอาหารว่าง  ไม่เกิดการสำลักอาหารขณะดมยาสลบ  ควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ</li>
<li>ไม่แต่งหน้า  ทาปาก  ทาเล็บ (ทาแป้งฝุ่นแป้งเด็กได้)  เพื่อดูการไหลเวียนของเลือด  ประเมินการเสียเลือดขณะขูดมดลูก</li>
<li>ไม่ใส่เครื่องประดับ  เช่น  ตุ้มหู  แหวน  สร้อยคอ  นาฬิกา  เพื่อป้องกันการสูญหาย  ในรายที่ใส่ฟันปลอม  คอนแทคเลนส์  ให้ถอดก่อนเข้าห้องผ่าตัด</li>
<li>ควรมีญาติหรือเพื่อนมาด้วย 1 คน  เพื่อช่วยดูแลและพากลับบ้าน</li>
<li>เตรียมผ้าอนามัยสำหรับใส่หลังขูดมดลูก  เพราะหลังขูดมดลูกจะมีเลือดออกทางช่องคลอด</li>
<li>ในรายที่มีโรคประจำตัว  ให้ปฏิบัติตามแพทย์สั่ง</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/dilation-curettage.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>69</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

