<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุขภาพดี HealthyFreerwer</title>
	<atom:link href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.healthy.freewer.net</link>
	<description>บทความสุขภาพ ข้อมูลโรค เคล็ดลับสุขภาพดี  แนะนำการปฏิบัติตัว ความรู้สุขภาพ ข่าวสารวงการแพทย์</description>
	<lastBuildDate>Sat, 12 Jun 2010 18:08:14 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/breast-exam.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/breast-exam.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Jun 2010 14:58:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-สูติ-นรีเวช]]></category>
		<category><![CDATA[-ตรวจสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[-มะเร็งเต้านม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=351</guid>
		<description><![CDATA[


มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในสตรี  ปัจจัยที่จะทำให้การรักษาได้ผลดีนั้นขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่เป็น  ถ้าเรายิ่งค้นพบให้ได้ตั้งแต่ระยะต้นๆ ก็จะรักษาได้  การที่เราจะพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกนั้นต้องอาศัย 3 สิ่งต่อไปนี้

การตรวจเต้านมด้วยตนเอง  อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เมื่ออายุได้ 20 ปีขึ้นไป
การตรวจเต้านมโดยแพทย์ทุก 3 ปี เมื่ออายุ 20 ปี เป็นต้นไป และเมื่ออายุถึง 40 ปี  ควรที่จะได้รับการตรวจทุกปี
การทำแมมโมแกรม  ควรทำไว้เป็นเบื้องต้น 1 ครั้ง ในช่วงอายุ 35-40 ปี และทำทุก 1-2 ปี เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไปในบุคคลทั่วไป  ส่วนสำหรับคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม  ควรทำการตรวจตั้งแต่อายุที่คนในครอบครัวเริ่มเป็น  ในบางกรณีแพทย์อาจทำการตรวจด้วยอัลตร้าซาวน์ร่วมด้วย

การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง
เป็นการตรวจที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ถ้าเราทำเป็นประจำจะเป็นการลงทุนทางสุขภาพที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด โดย

ตรวจเป็นประจำทุกเดือน
ตรวจหลังประจำเดือนมา 7-10 วัน  นับจากวันแรกของการมีประจำเดือน
ตรวจวันเดียวกันของทุกเดือนถ้าคุณไม่มีประจำเดือนแล้ว

วิธีการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง

ยืนหน้ากระจกแล้วดูที่เต้านมทั้ง 2 ข้าง  แล้วสังเกตว่า ขนาด รูปร่าง สีผิว ตำแหน่งของเต้านมหัวนมเป็นอย่างไร และควรเทียบการเปลี่ยนแปลงกับเดือนก่อน
หลังจากนั้นให้ยกแขนขึ้นเหนือศรีษะทั้ง 2 ข้าง แล้วดูที่เต้านมอีกครั้ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-368" title="breast-exam0" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam0-300x206.jpg" alt="breast-exam0" width="300" height="206" /></p>
<p>มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในสตรี  ปัจจัยที่จะทำให้การรักษาได้ผลดีนั้นขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่เป็น  ถ้าเรายิ่งค้นพบให้ได้ตั้งแต่ระยะต้นๆ ก็จะรักษาได้  การที่เราจะพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกนั้นต้องอาศัย 3 สิ่งต่อไปนี้</p>
<ol>
<li>การตรวจเต้านมด้วยตนเอง  อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เมื่ออายุได้ 20 ปีขึ้นไป</li>
<li>การตรวจเต้านมโดยแพทย์ทุก 3 ปี เมื่ออายุ 20 ปี เป็นต้นไป และเมื่ออายุถึง 40 ปี  ควรที่จะได้รับการตรวจทุกปี</li>
<li>การทำแมมโมแกรม  ควรทำไว้เป็นเบื้องต้น 1 ครั้ง ในช่วงอายุ 35-40 ปี และทำทุก 1-2 ปี เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไปในบุคคลทั่วไป  ส่วนสำหรับคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม  ควรทำการตรวจตั้งแต่อายุที่คนในครอบครัวเริ่มเป็น  ในบางกรณีแพทย์อาจทำการตรวจด้วยอัลตร้าซาวน์ร่วมด้วย<span id="more-351"></span></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง</span></strong></p>
<p>เป็นการตรวจที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ถ้าเราทำเป็นประจำจะเป็นการลงทุนทางสุขภาพที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด โดย</p>
<ol>
<li>ตรวจเป็นประจำทุกเดือน</li>
<li>ตรวจหลังประจำเดือนมา 7-10 วัน  นับจากวันแรกของการมีประจำเดือน</li>
<li>ตรวจวันเดียวกันของทุกเดือนถ้าคุณไม่มีประจำเดือนแล้ว</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>วิธีการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง</strong></span></p>
<ol>
<li>ยืนหน้ากระจกแล้วดูที่เต้านมทั้ง 2 ข้าง  แล้วสังเกตว่า ขนาด รูปร่าง สีผิว ตำแหน่งของเต้านมหัวนมเป็นอย่างไร และควรเทียบการเปลี่ยนแปลงกับเดือนก่อน<img class="aligncenter size-medium wp-image-360" title="breast-exam" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam-233x300.jpg" alt="breast-exam" width="158" height="204" /></li>
<li>หลังจากนั้นให้ยกแขนขึ้นเหนือศรีษะทั้ง 2 ข้าง แล้วดูที่เต้านมอีกครั้ง ค่อยๆหมุนตัวช้าๆ เพื่อที่จะดูบริเวณด้านข้างของเต้านม<img class="aligncenter size-medium wp-image-361" title="breast-exam2" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam2-233x300.jpg" alt="breast-exam2" width="152" height="196" /></li>
<li>มือเท้าเอวและโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย  ดูความเปลี่ยนแปลงซ้ำอีกครั้ง<img class="aligncenter size-medium wp-image-363" title="breast-exam3" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam3-233x300.jpg" alt="breast-exam3" width="136" height="175" /></li>
<li>ใช้นิ้วมือบีบที่หัวนมเบาๆ ดูว่ามีเลือด หนอง หรือน้ำไหลออกจาหัวนมหรือไม่<img class="aligncenter size-medium wp-image-364" title="breast-exam4" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam4-233x300.jpg" alt="breast-exam4" width="134" height="172" /></li>
<li>เริ่มคลำเต้านม ให้คลำตั้งแต่กระดูกไหปลาร้าลงมา ใช้มือซ้ายคลำเต้านมข้างขวา ให้ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางทั้ง 3 นิ้ว ค่อยๆกดลงบนผิวหนังเบาๆและกดแรงขึ้น จนกระทั่งสัมผัสกระดูกซี่โครง คลำเต้านมให้ทั่วทิศทาง  การคลำทำได้หลายแบบ  สิ่งที่สำคัญคือต้องคลำให้ทั่วเต้านมไปจนถึงบริเวณรักแร้ใต้วงแขน หลังจากนั้นให้เปลี่ยนคลำอีกข้างแบบเดียวกัน<img class="size-medium wp-image-365 alignleft" title="breast-exam5" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam5-233x300.jpg" alt="breast-exam5" width="130" height="167" /><img class="aligncenter size-medium wp-image-366" title="breast-exam6" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam6-233x300.jpg" alt="breast-exam6" width="141" height="182" /></li>
<li>เมื่อเสร็งการคลำในท่ายืนแล้ว ให้เปลี่ยนเป็นคลำในท่านอน  ใช้หมอนหนุนไหล่ข้างที่จะคลำ  แล้วคลำซ้ำเหมือนท่ายืน<img class="aligncenter size-medium wp-image-367" title="breast-exam7" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam7-233x300.jpg" alt="breast-exam7" width="161" height="208" /></li>
</ol>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การตรวจพบที่ต้องระวัง</strong></span></p>
<ul>
<li>ก้อนเนื้อเต้านมหนากว่าปกติ Lump or thickening (breast, underarm)</li>
<li>ผิวหนังแดง หรือร้อน</li>
<li>รูขุมขนใหญ่ขึ้นเหมือนผิวส้ม</li>
<li>ผิวหนังบุ๋ม หรือมีการหดรั้ง</li>
<li>มีการนูนของผิว</li>
<li>ปวดกว่าปกติที่เคย</li>
<li>คัน มีผื่น โดยเฉพาะบริเวณหัวนม และฐานรอบหัวนม</li>
<li>หัวนมบุ๋ม</li>
<li>การชี้ของหัวนมเปลี่ยนทิศทาง</li>
<li>เลือดไหลออกจากหัวนม</li>
<li>มีแผลที่หายยากของเต้านม หัวนม</li>
</ul>
<p>ถ้าตรวจพบอาการเหล่านี้ ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจโดยเร็ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/breast-exam.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเกิดแผลกดทับ</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/surgery/bed-sor.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/surgery/bed-sor.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 May 2010 15:01:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-แผลกดทับ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=343</guid>
		<description><![CDATA[

แผลกดทับเป็นปัญหาที่เกิดบ่อยในผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยเจ็บหนักที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ หรือในผู้ป่วยที่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหวโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยอัมพาตเนื่องจากการบาดเจ็บของไขสันหลัง หรือหลอดเลือดสมองแตก เมื่อเกิดแผลกดทับขึ้นต้องใช้เวลารักษานานขึ้น เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การติดเชื้อเรื้อรัง การติดเชื้อในเลือด  การดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับนั้นง่ายกว่าการรักษาแผลกดทับ  ดังนั้นการป้องกันจึงมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง
สาเหตุของการเกิดแผลกดทับ
แผลกดทับ คือ บริเวณที่มีการตายของเซลล์ เกิดเป็นแผลขึ้นกับเนื้อเยื่อ สาเหตุเกิดจากน้ำหนักตัวที่กดทับเป็นเวลานาน โดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูก ซึ่งเกิดขึ้นได้หลังจากถูกแรงกดนาน 4-6 ชม. แต่ถ้ามีการคลายแรงกดเป็นระยะอย่างน้อยทุก 2 ชม. จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อเล็กน้อย
ระดับความรุนแรงของการเกิดแผลกดทับ
ระยะที่ 1. เริ่มมีรอยแดงของผิวหนัง
ระยะที่ 2. มีแผลผิวหนังถลอก
ระยะที่ 3. เป็นแผลลึกลงไปทำลายชั้นของผิวหนังจนถึงชั้นกล้ามเนื้อและกระดูก
ปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดแผลกดทับ

ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
สภาวะที่ไม่รู้สึกตัว อัมพาต
สภาวะโลหิตจาง ขาดสารอาหาร
ความชื้นจากเหงื่อ หรืออุจจาระ ปัสสาวะรด ทำให้เกิดความเปื่อยของผิวหนัง
แรงเสียดสีจากการเคลื่อนย้ายตัวผู้ป่วยโดยการดึงลากแรงๆ หรือผู้ป่วยลื่นไถลเสียดสีกับผ้าปูที่นอน จะทำให้มีการหลุดหลอกของผิวหนัง และมีแผลเปื่อยขึ้น

บริเวณปุ่มกระดูกที่เกิดแผลกดทับบ่อย

กระดูกก้นกบ
กระดูกสะโพก
กระดูกข้อเท้า
กระดูกส้นเท้า

การป้องกันการเกิดแผลกดทับ

ลดการกดทับผิวหนังบริเวณต่างๆ ของร่างกาย โดยการเปลี่ยนท่าหรือพลิกตะแคงตัวสลับข้างอย่างน้อยทุก 2 ชม. หรือ ใช้อุปกรณ์เสริมที่เหมาะสม เช่น ใช้ที่นอนฟองน้ำ หรือใช้ที่นอนลมปูทับบนที่นอน
สังเกตผิวหนังโดยเฉพาะตามปุ่มกระดูกต่างๆ ของร่างกายทุกวันเพื่อตรวจดูความผิดปกติของผิวหนัง เช่น รอยแดง รอยถลอก ซึ่งเป็นระยะเริ่มแรกของการเกิดแผลกดทับ
รักษาความสะอาดของร่างกายโดยทำความสะอาดด้วยสบู่อ่อน และดูแลผิวหนังไม่ให้เปียกชื้น
ดูแลให้ได้รับอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p>แผลกดทับเป็นปัญหาที่เกิดบ่อยในผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยเจ็บหนักที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ หรือในผู้ป่วยที่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหวโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยอัมพาตเนื่องจากการบาดเจ็บของไขสันหลัง หรือหลอดเลือดสมองแตก เมื่อเกิดแผลกดทับขึ้นต้องใช้เวลารักษานานขึ้น เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การติดเชื้อเรื้อรัง การติดเชื้อในเลือด  การดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับนั้นง่ายกว่าการรักษาแผลกดทับ  ดังนั้นการป้องกันจึงมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง<span id="more-343"></span></p>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">สาเหตุของการเกิดแผลกดทับ</span></strong></p>
<p>แผลกดทับ คือ บริเวณที่มีการตายของเซลล์ เกิดเป็นแผลขึ้นกับเนื้อเยื่อ สาเหตุเกิดจากน้ำหนักตัวที่กดทับเป็นเวลานาน โดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูก ซึ่งเกิดขึ้นได้หลังจากถูกแรงกดนาน 4-6 ชม. แต่ถ้ามีการคลายแรงกดเป็นระยะอย่างน้อยทุก 2 ชม. จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อเล็กน้อย</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>ระดับความรุนแรงของการเกิดแผลกดทับ</strong></span></p>
<p>ระยะที่ 1. เริ่มมีรอยแดงของผิวหนัง</p>
<p>ระยะที่ 2. มีแผลผิวหนังถลอก</p>
<p>ระยะที่ 3. เป็นแผลลึกลงไปทำลายชั้นของผิวหนังจนถึงชั้นกล้ามเนื้อและกระดูก</p>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">ปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดแผลกดทับ</span></strong></p>
<ol>
<li>ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้</li>
<li>สภาวะที่ไม่รู้สึกตัว อัมพาต</li>
<li>สภาวะโลหิตจาง ขาดสารอาหาร</li>
<li>ความชื้นจากเหงื่อ หรืออุจจาระ ปัสสาวะรด ทำให้เกิดความเปื่อยของผิวหนัง</li>
<li>แรงเสียดสีจากการเคลื่อนย้ายตัวผู้ป่วยโดยการดึงลากแรงๆ หรือผู้ป่วยลื่นไถลเสียดสีกับผ้าปูที่นอน จะทำให้มีการหลุดหลอกของผิวหนัง และมีแผลเปื่อยขึ้น</li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">บริเวณปุ่มกระดูกที่เกิดแผลกดทับบ่อย</span></strong></p>
<ul>
<li>กระดูกก้นกบ</li>
<li>กระดูกสะโพก</li>
<li>กระดูกข้อเท้า</li>
<li>กระดูกส้นเท้า</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">การป้องกันการเกิดแผลกดทับ</span></strong></p>
<ol>
<li>ลดการกดทับผิวหนังบริเวณต่างๆ ของร่างกาย โดยการเปลี่ยนท่าหรือพลิกตะแคงตัวสลับข้างอย่างน้อยทุก 2 ชม. หรือ ใช้อุปกรณ์เสริมที่เหมาะสม เช่น ใช้ที่นอนฟองน้ำ หรือใช้ที่นอนลมปูทับบนที่นอน</li>
<li>สังเกตผิวหนังโดยเฉพาะตามปุ่มกระดูกต่างๆ ของร่างกายทุกวันเพื่อตรวจดูความผิดปกติของผิวหนัง เช่น รอยแดง รอยถลอก ซึ่งเป็นระยะเริ่มแรกของการเกิดแผลกดทับ</li>
<li>รักษาความสะอาดของร่างกายโดยทำความสะอาดด้วยสบู่อ่อน และดูแลผิวหนังไม่ให้เปียกชื้น</li>
<li>ดูแลให้ได้รับอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่</li>
<li>ทาผิวหนังด้วยโลชั่น เพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้น และไม่ฉีกขาดง่าย</li>
<li>หลีกเลี่ยงการดึงลากผู้ป่วย</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/surgery/bed-sor.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคภูมิแพ้</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/allergicrhinitis.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/allergicrhinitis.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Mar 2010 03:12:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-หู คอ จมูก]]></category>
		<category><![CDATA[-เด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[-ปวดหู]]></category>
		<category><![CDATA[-ภูมิแพ้]]></category>
		<category><![CDATA[-หูอื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคนอนกรน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=338</guid>
		<description><![CDATA[

 โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่มีความผิดปกติของระบบภูิมิคุ้มกัน โดยที่ร่างกายจะมีปฏิกิริยาไวต่อสารที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้หรือสารระคายเคืองซึ่งจะทำให้เกิดอาการแพ้  โรคนี้มักไม่ค่อยรุนแรงถึงชีวิต  แต่จะส่งผมรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือการทำงาน ภูมิแพ้เป็นโรคที่พบมากในประชากรทั่วโลก สำหรับประเทศไทยนั้น จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปี
โรคแทรกซ้อน
ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หากไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยให้มีอาการเป็นเวลานานๆ อาจทำให้มีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ, ริดสีดวงจมูก, นอนกรน, ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ผิวหนังติดเชื้อ, คออักเสบ, ไอเรื้อรัง, หูชั้นกลางอักเสบ, ปวดหู, หูอื้อ, นอกจากนี้ยังมีปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดอาการโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้นหรืออาการรุนแรงขึ้น เช่น อากาศหนาว อากาศเปลี่ยน มลพิษในอากาศ
สาเหตุของโรคภูมิแพ้  โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อแต่เกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 อย่างคือ

กรรมพันธุ์  กรณีที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่บ่งชี้ว่ามีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ง่ายขึ้น  ภูมิแพ้เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้  ถ้าพ่อหรือแม่เป็นลูกก็จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ได้ประมาณ 30% แต่ถ้าหากทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ทั้งคู่  ลูกที่เกิดจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นภูมิแพ้สูงถึง 60-70%
สิ่งแวดล้อม  เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากเพราะสารก่อภูมิแพ้ที่จะเข้าสู่ร่างกายของเรา เกิดจากสภาวะแวดล้อมทั้งสิ้น ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น โดยการหายใจ การรับประทาน หรือแม้แต่การสัมผัส

สารก่อภูมิแพ้คืออะไร
คือสารที่ร่างกายได้รับหรือสัมผัส  แล้วทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ตามมา  ที่พบบ่อยได้แก่  ไรฝุ่น, ละออกเกสร, [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><span style="color: #ff9900;"><strong> โรคภูมิแพ้ คือ</strong></span> โรคที่มีความผิดปกติของระบบภูิมิคุ้มกัน โดยที่ร่างกายจะมีปฏิกิริยาไวต่อสารที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้หรือสารระคายเคืองซึ่งจะทำให้เกิดอาการแพ้  โรคนี้มักไม่ค่อยรุนแรงถึงชีวิต  แต่จะส่งผมรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือการทำงาน ภูมิแพ้เป็นโรคที่พบมากในประชากรทั่วโลก สำหรับประเทศไทยนั้น จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปี<br />
โรคแทรกซ้อน<span id="more-338"></span><br />
ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หากไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยให้มีอาการเป็นเวลานานๆ อาจทำให้มีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ, ริดสีดวงจมูก, นอนกรน, ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ผิวหนังติดเชื้อ, คออักเสบ, ไอเรื้อรัง, หูชั้นกลางอักเสบ, ปวดหู, หูอื้อ, นอกจากนี้ยังมีปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดอาการโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้นหรืออาการรุนแรงขึ้น เช่น อากาศหนาว อากาศเปลี่ยน มลพิษในอากาศ<br />
สาเหตุของโรคภูมิแพ้  โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อแต่เกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 อย่างคือ</p>
<ol>
<li>กรรมพันธุ์  กรณีที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่บ่งชี้ว่ามีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ง่ายขึ้น  ภูมิแพ้เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้  ถ้าพ่อหรือแม่เป็นลูกก็จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ได้ประมาณ 30% แต่ถ้าหากทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ทั้งคู่  ลูกที่เกิดจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นภูมิแพ้สูงถึง 60-70%</li>
<li>สิ่งแวดล้อม  เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากเพราะสารก่อภูมิแพ้ที่จะเข้าสู่ร่างกายของเรา เกิดจากสภาวะแวดล้อมทั้งสิ้น ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น โดยการหายใจ การรับประทาน หรือแม้แต่การสัมผัส</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>สารก่อภูมิแพ้คืออะไร</strong></span></p>
<p>คือสารที่ร่างกายได้รับหรือสัมผัส  แล้วทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ตามมา  ที่พบบ่อยได้แก่  ไรฝุ่น, ละออกเกสร, เชื้อรา  อาหารบางชนิดเช่น นมวัว, ไข่ขาว,  อาการทะเล  นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งเสริมทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ ได้แก่ อากาศเปลี่ยน การสัมผัสสารระคายเคืองเช่น ควันธูป ควันบุหรี่</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การทดสอบภูมิแพ้  Allergy skin prick test</strong></span></p>
<p>เมื่อร่างกายเกิดโรคภูมิแพ้ขึ้น  จำเป็นต้องทราบว่าร่างกายแพ้สารก่อภูมิแพ้ใด  เพราะการรักษาที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้  การทดสอบภูมิแพ้ (Skin prick test) เป็นการทดสอบภูมิแพ้ต่อสารชนิดต่าๆ ทางผิวหนัง  โดยแพทย์จะเป็นผู้ทำการทดสอบด้วยน้ำยาทดสอบภูมิแพ้โดยเฉพาะ  ซึ่งจะสามารถทำให้ทราบว่า  คนไข้มีอาการแพ้สารใดบ้าง เช่น แมลงสาบ, ขนแมว, ไรฝุ่น, เชื้อรา, ขนสุนัข, เกสรหญ้า, ฝุ่นบ้าน, และแพ้อาหารต่างๆ เป็นต้น  ซึ่งการทดสอบชนิดนี้ไม่ทำให้คนไข้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดและแพทย์ก็สามารถแจ้งผลการตรวจให้คนไข้ทราบได้ทันที</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การรักษาภูมิแพ้</strong></span></p>
<ol>
<li>การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคือง  เนื่องจากการรักษาที่ดีที่สุดของโรคภูมิแพ้ คือการหลีกเีลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็จำเป็นต้องใช้ยาเพื่อรักษา หรือเพื่อบรรเทาและควบคุมอาการที่จะเกิดขึ้น</li>
<li>การใช้ยารักษา  แพทย์จะวินิจฉัยและจ่ายยาให้คนไข้อย่างเหมาะสม  เพื่อบรรเทาและควบคุมอาการที่จะเกิดขึ้น  ผู้ที่มีอาการคัดจมูกมากอาจจะต้องให้ยาลดอาการคัดจมูก  สำหรับผู้ที่มีอาการเรื้อรัง  อาจจะต้องใข้ยาพ่นจมูก</li>
<li>การฉีดวัคซีน รักษาโรคภูมิแพ้  โดยผู้ป่วยจะได้รับการฉีดสารก่อภูมิแพ้เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันชนิด IgG  การฉีดจะเลือกฉีดเฉพาะสารก่อภูมิแพ้ที่ได้ทดสอบทางผิวหนังแล้วว่าแพ้  และจากนั้นแพทย์จะเพิ่มขนาดยาตามตารางเวลา  ซึ่งผลข้างเคียงจากการฉีดก็มีรอยผื่นแดง  ผื่นคัน  นานประมาณ 4-8 ชม. ส่วนผลข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น คือ อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล อาการเหล่านี้มักจะเกิดภายใน 30 นาทีหลังฉีด  มีส่วนน้อยที่อาจจะแพ้ยาที่ฉีดชนิดรุนแรง  แต่อาการมักเป็นชั่วคราวและหายได้หลังจากแพทย์ให้ยาแก้แพ้เพิ่ม</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้</strong></span></p>
<ul>
<li>หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารหรือสิ่งที่ก่อนให้เกิดภูมิแพ้</li>
<li>ดูแลร่างกายให้สดชื่นแข็งแรงอยู่เสมอ  พักผ่อนให้เพียงพอและควรออกกำลังกายเป็นประจำ</li>
<li>ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำเมื่อมีน้ำมูกเรื้องรัง</li>
<li>ปฏิบัิติตัวตามคำแนะนำและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง  และพบแพทย์เมื่อมีอาการแทรกซ้อนระหว่างการรักษา เช่น มีไข้ น้ำมูก ไอมีเสมหะ หอบ เป็นต้น</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/allergicrhinitis.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แบบทดสอบว่าคุณมีปัญหาโรคนอนกรน</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/snor-screenin.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/snor-screenin.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Mar 2010 01:57:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[-หู คอ จมูก]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคนอนกรน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=324</guid>
		<description><![CDATA[

ในสถานการณ์ต่อไปนี้ ท่านมักจะเผลอหลับหรืองีบหลับไป มีมากน้อยแค่ไหน (ตอบทุกข้อ)




ไม่เคย
น้อย
ปานกลาง
มาก


ขณะดูโทรทัศน์






ขณะอ่านหนังสือ






นั่งเฉยๆ นอกบ้านในที่สาธารณะ






นั่งพูดคุยกับคนอื่น






หลับในขณะที่รถติดช่วงไม่กี่นาที






นั่งเป็นผู้โดยสารนานเป็นชั่วโมง






นั่งเงียบๆ หลังทานอาหารเที่ยง






นั่งเอนหลังเพื่อพักในช่วงบ่าย







การแปลผล
ไม่เคย = 0 คะแนน
น้อย = 1 คะแนน
ปานกลาง =2 คะแนน
มาก =3 คะแนน
รวมคะแนนทั้งหมด
ถ้ารวมได้น้อยกว่า 7 คะแนน  แสดงว่า กรนปกติ
ถ้ารวมได้มากกว่า 9 คะแนน  แสดงว่า ท่านง่วงนอนมากผิดปกติ อาจจะเกิดจากโรคนอนกรนได้ ควรปรึกษาแพทย์
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p>ในสถานการณ์ต่อไปนี้ ท่านมักจะเผลอหลับหรืองีบหลับไป มีมากน้อยแค่ไหน (ตอบทุกข้อ)</p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="1" width="450">
<tbody>
<tr>
<td></td>
<td>ไม่เคย</td>
<td>น้อย</td>
<td>ปานกลาง</td>
<td>มาก</td>
</tr>
<tr>
<td>ขณะดูโทรทัศน์</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>ขณะอ่านหนังสือ</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>นั่งเฉยๆ นอกบ้านในที่สาธารณะ</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>นั่งพูดคุยกับคนอื่น</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>หลับในขณะที่รถติดช่วงไม่กี่นาที</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>นั่งเป็นผู้โดยสารนานเป็นชั่วโมง</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>นั่งเงียบๆ หลังทานอาหารเที่ยง</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>นั่งเอนหลังเพื่อพักในช่วงบ่าย</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong><span id="more-324"></span>การแปลผล</strong></p>
<p>ไม่เคย = 0 คะแนน</p>
<p>น้อย = 1 คะแนน</p>
<p>ปานกลาง =2 คะแนน</p>
<p>มาก =3 คะแนน</p>
<p><strong>รวมคะแนนทั้งหมด</strong></p>
<p>ถ้ารวมได้น้อยกว่า 7 คะแนน  แสดงว่า กรนปกติ</p>
<p>ถ้ารวมได้มากกว่า 9 คะแนน  แสดงว่า ท่านง่วงนอนมากผิดปกติ อาจจะเกิดจากโรคนอนกรนได้ ควรปรึกษาแพทย์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/snor-screenin.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/lletz.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/lletz.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Mar 2010 04:55:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-สูติ-นรีเวช]]></category>
		<category><![CDATA[-ตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[-มะเร็งปากมดลูก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=320</guid>
		<description><![CDATA[

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด  ในสตรีไททย  สตรีที่แต่งงานแล้ว  หรืออายุ 35 ปีขึ้นไป  ซึ่งควรได้รับการตรวจภายใน  และตรวจหามะเร็งปากมดลูก (Pap smear) ปีละครั้ง  ถ้าผลการตรวจพบว่าเซลล์ปากมดลูกผิดปกติ  ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจเพื่อหาพยาธิสภาพและรักษาต่อไป
การตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า
Large Loop excision of the Transformation zone (LLETZ หรือ เล็ซ) คือการตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย  เพื่อวินิจฉัยพยาธิสภาพของปากมดลูก  หรือใช้เป็นวิธีรักษาระยะก่อนมะเร็งปากมดลูก
การตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้าเป็นการผ่าตัดเล็ก  ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที  โดยผู้รับการผ่าตัดไม่ต้องดมยาสลบและไม่เจ็บปวด  ผู้ป่วยอาจปวดถ่วงช่องคลอดเพียงเล็กน้อย  แพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่เข้าที่ปากมดลูกแล้วใช้ห่วงลวดไฟฟ้าตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย  การผ่าตัดนี้เสียเลือดน้อยมาก  เมื่อผ่าตัดเสร็จก็สามารถกลับบ้านได้  ผู้รับการผ่าตัดจะพบแพทย์อีกครั้งเพื่อฟังผลการตรวจชิ้นเนื้อตามนัดประมาณ 2 สัปดาห์ โดยระหว่างนี้จะมีเลือดออกหรือตกขาวมีกลิ่นได้บ้าง  จากแผลผ่าตัดที่ปากมดลูก
การปฏิบัติตัวก่อนวันผ่าตัด

งดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืน
พักผ่อนให้เพียงพอ
สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย
เตรียมผ้าอนามัยมาด้วย 1 ชิ้น
วันที่ผ่าตัดควรพาญาติมาด้วย 1 คน

เหตุผลที่ต้องมาโรงพยาบาลพร้อมญาติ
เพื่อช่วยดูแลท่านหลังผ่าตัดระหว่างเดินทางกลับบ้านและขณะรอผ่าตัด  ญาติจะเป็นผู้ช่วยเหลือท่านในการทำธุระต่างๆในโรงพยาบาล
การปฏิบัติตัวหลังตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า

อาการปวดหน่วยช่องคลอดหรือท้องน้อย  รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (500 mg) 2 เม็ด ห่างกัน 4-6 ชม.
การรับประทานอาหาร  ไม่มีข้อจำกัด  รับประทานอาหารได้ทุกชนิดตามปกติการพักผ่อนและการทำงาน  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p>มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด  ในสตรีไททย  สตรีที่แต่งงานแล้ว  หรืออายุ 35 ปีขึ้นไป  ซึ่งควรได้รับการตรวจภายใน  และตรวจหามะเร็งปากมดลูก (Pap smear) ปีละครั้ง  ถ้าผลการตรวจพบว่าเซลล์ปากมดลูกผิดปกติ  ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจเพื่อหาพยาธิสภาพและรักษาต่อไป</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า</strong></span></p>
<p>Large Loop excision of the Transformation zone (LLETZ หรือ เล็ซ) คือการตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย  เพื่อวินิจฉัยพยาธิสภาพของปากมดลูก <span id="more-320"></span> หรือใช้เป็นวิธีรักษาระยะก่อนมะเร็งปากมดลูก</p>
<p>การตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้าเป็นการผ่าตัดเล็ก  ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที  โดยผู้รับการผ่าตัดไม่ต้องดมยาสลบและไม่เจ็บปวด  ผู้ป่วยอาจปวดถ่วงช่องคลอดเพียงเล็กน้อย  แพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่เข้าที่ปากมดลูกแล้วใช้ห่วงลวดไฟฟ้าตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย  การผ่าตัดนี้เสียเลือดน้อยมาก  เมื่อผ่าตัดเสร็จก็สามารถกลับบ้านได้  ผู้รับการผ่าตัดจะพบแพทย์อีกครั้งเพื่อฟังผลการตรวจชิ้นเนื้อตามนัดประมาณ 2 สัปดาห์ โดยระหว่างนี้จะมีเลือดออกหรือตกขาวมีกลิ่นได้บ้าง  จากแผลผ่าตัดที่ปากมดลูก</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การปฏิบัติตัวก่อนวันผ่าตัด</strong></span></p>
<ol>
<li>งดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืน</li>
<li>พักผ่อนให้เพียงพอ</li>
<li>สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย</li>
<li>เตรียมผ้าอนามัยมาด้วย 1 ชิ้น</li>
<li>วันที่ผ่าตัดควรพาญาติมาด้วย 1 คน</li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">เหตุผลที่ต้องมาโรงพยาบาลพร้อมญาติ</span></strong></p>
<p>เพื่อช่วยดูแลท่านหลังผ่าตัดระหว่างเดินทางกลับบ้านและขณะรอผ่าตัด  ญาติจะเป็นผู้ช่วยเหลือท่านในการทำธุระต่างๆในโรงพยาบาล</p>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">การปฏิบัติตัวหลังตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า</span></strong></p>
<ol>
<li>อาการปวดหน่วยช่องคลอดหรือท้องน้อย  รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (500 mg) 2 เม็ด ห่างกัน 4-6 ชม.</li>
<li>การรับประทานอาหาร  ไม่มีข้อจำกัด  รับประทานอาหารได้ทุกชนิดตามปกติการพักผ่อนและการทำงาน  สามารถทำงานได้ตามปกติ  แต่ถ้าเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานควรหยุดพักผ่อน 1-2 วัน</li>
<li>การทำความสะอาดร่างกาย  อาบน้ำได้ตามปกติ  รวมทั้งทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศภายนอกด้วยน้ำสะอาดและสบู่  แผลผ่าตัดปากมดลูกจะหายภายใน 4-6 สัปดาห์  ห้ามใช้น้ำยาสวนล้างช่องคลอด  เพราะจะเป็นการนำเชื้อโรคเข้าสู่บาดแผลได้  หลังผ่าตัดอาจมีเลือดจางๆ ซึมเปื้อนบ้างจึงควรใช้ผ้าอนามัยรองซับไว้</li>
<li>การมีเพศสัมพันธ์  งดการมีเพศสัมพันธ์ 4-6 สัปดาห์  เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนแผลที่ปากมดลูก  และการติดเชื้อ</li>
<li>อาการผิดปกติที่ควรมาพบแพทย์  ได้แก่  ไข้  ปวดท้องมาก  เลือดออกทางช่องคลอดมากกว่าเลือดประจำเดือน  ตกขาวมีกลิ่นเหม็น  สีเหลืองหรือเขียวปริมาณมาก</li>
<li>การมาตรวจตามนัด  ประมาณ 2 สัปดาห์หลังผ่าตัดโดยปกติแพทย์จะนัดเพื่อแจ้งผลชิ้นเนื้อให้ทราบ  และบอกแผนการดูแลรักษาขั้นต่อไป</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/lletz.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เซลล์ลูไลท์ (ผิวเปลือกส้ม)</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/cellulite.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/cellulite.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Feb 2010 18:47:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-ลดน้ำหนัก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=316</guid>
		<description><![CDATA[

เซลล์ลูไลท์คือ  เซลล์ไขมันใต้ชั้นผิวหนังที่พองตัวและรวมกันเป็นก้อนทำให้ผิวหนังนูนเป็น ปุ่มๆ ดูน่าเกลียด บางครั้งจะเรียกว่า ผิวเปลือกส้ม  พบบ่อยบริเวณไขมันสะโพก ไขมันก้น  และไขมันต้นขา พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
ผิวหนังของมนุษย์จำแนกเป็น 3 ชั้น

ชั้นหนังกำพร้า เป็นผิวหนังชั้นนอกสุด ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรค  สร้างเซลล์เม็ดสีผิว และสร้างเคอราติน (keratin)
ชั้นหนังแท้ เป็นผิวหนังถัดลงมาจากชั้นหนังกำพร้า ประกอบด้วยเส้นเลือด ต่อมเหงื่อ  ต่อมไขมัน  เส้นประสาท และรูขุมขน
ชั้นไขมัน เป็นผิวชั้นล่าง ประกอบด้วยเซลล์ไขมันเป็นส่วนใหญ่  เกาะอยู่ตามกล้ามเนื้อและกระดูก

โดยผิวหนังทุกชั้นจะมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน  เพื่อเชื่อมเซลล์ผิวหนังให้เกาะเกี่ยวกระชับเข้าด้วยกัน
สาเหตุของเซลล์ลูไลท์
จากลักษณะของชั้นผิวของมนุษย์ข้างต้น จะเห็นได้ว่า  เซลล์ชั้นไขมันที่สะสมใต้ผิวหนังเป็นสาเหตุเริ่มต้นของผิวเปลือกส้ม โดยเริ่มต้นจาก

การได้รับพลังงานจากอาหารแล้วใช้ไม่หมด พลังงานส่วนเกินจะถูกแปลงเป็นไขมัน  ครึ่งหนึ่ง ของไขมันจากพลังงานส่วนเกินนี้  จะสะสมที่เซลล์ไขมันบริเวณใต้ผิวหนัง
เนื้อเยื่อเกี่ยวพันอ่อนแอลงจนขาดความยืดหยุ่น (เมื่ออายุมากขึ้น)  เมื่อเนื้อเยื่อเกี่ยวพันแข็ง รัดล้อมรอบไขมัน  จะทำให้เห็นไขมันเป็นตุ่มๆขึ้นมาชัดเจนขึ้น

ระดับความรุนแรงของปัญหาเซลล์ลูไลท์
1. รุนแรงน้อย &#8211; มองเห็นผิวเปลือกส้มต่อเมื่อขยุ้มผิวขึ้นมา
2. รุนแรงปานกลาง &#8211; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<div id="attachment_317" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-317" title="cellulite" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/02/cellulite-300x135.jpg" alt="cellulite" width="300" height="135" /><p class="wp-caption-text">cellulite</p></div>
<p>เซลล์ลูไลท์คือ  เซลล์ไขมันใต้ชั้นผิวหนังที่พองตัวและรวมกันเป็นก้อนทำให้ผิวหนังนูนเป็น ปุ่มๆ ดูน่าเกลียด บางครั้งจะเรียกว่า ผิวเปลือกส้ม  <span id="more-316"></span>พบบ่อยบริเวณไขมันสะโพก ไขมันก้น  และไขมันต้นขา พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย</p>
<p>ผิวหนังของมนุษย์จำแนกเป็น 3 ชั้น</p>
<ol>
<li>ชั้นหนังกำพร้า เป็นผิวหนังชั้นนอกสุด ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรค  สร้างเซลล์เม็ดสีผิว และสร้างเคอราติน (keratin)</li>
<li>ชั้นหนังแท้ เป็นผิวหนังถัดลงมาจากชั้นหนังกำพร้า ประกอบด้วยเส้นเลือด ต่อมเหงื่อ  ต่อมไขมัน  เส้นประสาท และรูขุมขน</li>
<li>ชั้นไขมัน เป็นผิวชั้นล่าง ประกอบด้วยเซลล์ไขมันเป็นส่วนใหญ่  เกาะอยู่ตามกล้ามเนื้อและกระดูก</li>
</ol>
<p>โดยผิวหนังทุกชั้นจะมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน  เพื่อเชื่อมเซลล์ผิวหนังให้เกาะเกี่ยวกระชับเข้าด้วยกัน</p>
<h2>สาเหตุของเซลล์ลูไลท์</h2>
<p>จากลักษณะของชั้นผิวของมนุษย์ข้างต้น จะเห็นได้ว่า  เซลล์ชั้นไขมันที่สะสมใต้ผิวหนังเป็นสาเหตุเริ่มต้นของผิวเปลือกส้ม โดยเริ่มต้นจาก</p>
<ol>
<li>การได้รับพลังงานจากอาหารแล้วใช้ไม่หมด พลังงานส่วนเกินจะถูกแปลงเป็นไขมัน  <strong><span style="text-decoration: underline;">ครึ่งหนึ่ง</span></strong> ของไขมันจากพลังงานส่วนเกินนี้  จะสะสมที่เซลล์ไขมันบริเวณใต้ผิวหนัง</li>
<li>เนื้อเยื่อเกี่ยวพันอ่อนแอลงจนขาดความยืดหยุ่น (เมื่ออายุมากขึ้น)  เมื่อเนื้อเยื่อเกี่ยวพันแข็ง รัดล้อมรอบไขมัน  จะทำให้เห็นไขมันเป็นตุ่มๆขึ้นมาชัดเจนขึ้น</li>
</ol>
<h2>ระดับความรุนแรงของปัญหาเซลล์ลูไลท์</h2>
<p>1. รุนแรงน้อย &#8211; มองเห็นผิวเปลือกส้มต่อเมื่อขยุ้มผิวขึ้นมา<br />
2. รุนแรงปานกลาง &#8211; มองเห็นผิวเปลือกส้มเมื่อยืน<br />
3. รุนแรงมาก &#8211; มองเห็นผิวเปลือกส้มตลอดเวลา</p>
<h2>การรักษาเซลล์ลูไลท์</h2>
<p>1. ลดปริมาณไขมันสะสมใต้ผิวหนัง โดยการลดการบริโภคไขมันและน้ำตาล<br />
2. ทำให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันแข็งแรงขึ้น ด้วยการนวดเบาๆตามบริเวณที่มีเซลล์ลูไลท์ และ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/cellulite.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โทษจากบุหรี่</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/smoking-disease.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/smoking-disease.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Feb 2010 15:41:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[-เลิกบุหรี่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=308</guid>
		<description><![CDATA[


โทษจากบุหรี่
การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของโรคที่ทำให้สมรรถภาพการทำงานของร่างกายเสื่อมลงและเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร  บุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ  โรคหลอดเลือดสมองตีบ  และโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย  การสูบบุหรี่ยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งปอด พบว่า 90% ของโรคมะเร็งปอดในผู้ชายและ 79% ของโรคมะเร็งในผู้หญิงเป็นผลมาจากการสูบบุหรี่
สารประกอบในควันบุหรี่
โทษจากบุหรี่เกิดจากสารประกอบในควันบุหรี่  ควันบุหรี่จะมีสารประกอบต่างๆ มากกว่า 4,000 ชนิด  สารประกอบเหล่านี้บางชนิดมีคุณสมบัติิให้โทษต่อร่างกาย   สารแต่ละชนิดสามารถก่อโรคได้แตกต่างกันไป  พบว่ามีสารมากกว่า 50 ชนิดในควันบุหรี่ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งในสัตว์และในคน  การสูบบุหรี่เพียง 1 ซองต่อวัน  ผู้สูบจะต้องสูบบุหรี่มากกว่า 70,000 ครั้งต่อปี  ทำให้เนื้อเยื่อในช่องปาก จมูก ช่องคอ และหลอดลมสัมผัสกับควันบุหรี่ตลอดเวลา  เนื้อเยื่อที่สัมผัสกับควันบุหรี่โดยตรงจะมีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่า เช่น เนื้อเยื่อของหลอดลม  สำหรับอวัยวะอื่นๆ ที่ไม่สัมผัสควันบุหรี่จะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งจากสารในควันบุหรี่ที่ถูกดูดซึมผ่านกระแสเลือด
โรคจากบุหรี่
มีการศึกษาวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่กับการเกิดโรคต่างๆ  ผู้สูบบุหรี่แต่ละรายจะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคจากบุหรี่แตกต่างกัน  ซึ่งขึ้นกับระยะเวลาที่สูบ  ปริมาณที่สูบ  ลักษณะพันธุกรรม  การมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆร่วมด้วย

โรคระบบหัวใจและหลอดเลือดจากบุหรี่  การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจแข็งตัว (atherosclerosis)  การสูบเพียงวันละ 4 มวนเป็นประจำพบว่าสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้  สำหรับผู้สูบบุหรี่โดยที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆในการเกิดโรคนี้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง, โรคไขมันในเลือดสูง  พบว่าจะมีโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคมากขึ้น 
โรคปอดจากบุหรี่  บุหรี่เป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง(COPD)  การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุที่สำคัญของโรคมะเร็งปอด  ผู้ที่สูบบุหรี่เพียงวันละ 1 ซองจะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 10 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #ff9900;"><img class="size-medium wp-image-311  aligncenter" title="Smoking-Effect" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/02/Smoking-Effect-300x225.jpg" alt="Smoking-Effect" width="264" height="198" /></span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">โทษจากบุหรี่</span></strong></p>
<p>การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของโรคที่ทำให้สมรรถภาพการทำงานของร่างกายเสื่อมลงและเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร  บุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ  โรคหลอดเลือดสมองตีบ  และโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย  การสูบบุหรี่ยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งปอด <span id="more-308"></span>พบว่า 90% ของโรคมะเร็งปอดในผู้ชายและ 79% ของโรคมะเร็งในผู้หญิงเป็นผลมาจากการสูบบุหรี่</p>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">สารประกอบในควันบุหรี่</span></strong></p>
<p>โทษจากบุหรี่เกิดจากสารประกอบในควันบุหรี่  ควันบุหรี่จะมีสารประกอบต่างๆ มากกว่า 4,000 ชนิด  สารประกอบเหล่านี้บางชนิดมีคุณสมบัติิให้โทษต่อร่างกาย   สารแต่ละชนิดสามารถก่อโรคได้แตกต่างกันไป  พบว่ามีสารมากกว่า 50 ชนิดในควันบุหรี่ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งในสัตว์และในคน  การสูบบุหรี่เพียง 1 ซองต่อวัน  ผู้สูบจะต้องสูบบุหรี่มากกว่า 70,000 ครั้งต่อปี  ทำให้เนื้อเยื่อในช่องปาก จมูก ช่องคอ และหลอดลมสัมผัสกับควันบุหรี่ตลอดเวลา  เนื้อเยื่อที่สัมผัสกับควันบุหรี่โดยตรงจะมีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่า เช่น เนื้อเยื่อของหลอดลม  สำหรับอวัยวะอื่นๆ ที่ไม่สัมผัสควันบุหรี่จะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งจากสารในควันบุหรี่ที่ถูกดูดซึมผ่านกระแสเลือด</p>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">โรคจากบุหรี่</span></strong></p>
<p>มีการศึกษาวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่กับการเกิดโรคต่างๆ  ผู้สูบบุหรี่แต่ละรายจะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคจากบุหรี่แตกต่างกัน  ซึ่งขึ้นกับระยะเวลาที่สูบ  ปริมาณที่สูบ  ลักษณะพันธุกรรม  การมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆร่วมด้วย</p>
<ul>
<li><strong>โรคระบบหัวใจและหลอดเลือดจากบุหรี่</strong>  การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจแข็งตัว (atherosclerosis)  การสูบเพียงวันละ 4 มวนเป็นประจำพบว่าสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้  สำหรับผู้สูบบุหรี่โดยที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆในการเกิดโรคนี้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง, โรคไขมันในเลือดสูง  พบว่าจะมีโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคมากขึ้น </li>
<li><strong>โรคปอดจากบุหรี่</strong>  บุหรี่เป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง(COPD)  การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุที่สำคัญของโรคมะเร็งปอด  ผู้ที่สูบบุหรี่เพียงวันละ 1 ซองจะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 10 เท่า  สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่วันละ 2 ซองจะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 25 เท่า  นอกจากนี้ยังพบอาการไอเรื้อรัง  เสมหะมากและหายใจไม่สะดวกในผู้สูบบุหรี่  เมื่อตรวจการทำงานของปอด (pulmonary function test) จะพบความผิดปกติได้มากกว่าแม้ผู้สูบนั้นจะอายุน้อยก็ตาม</li>
<li><strong>โรคระบบทางเดินอาหารจากบุหรี่</strong>  ในผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำจะพบว่ามีโอกาสเกิดแผลที่กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น  การสูบบุหรี่จะทำให้แผลหายช้าและทำให้ยายับยั้งการหลั่งกรดบางชนิดทำงานได้ผลไม่ดี   การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งกล่องเสียง  มะเร็งช่องปากและหลอดอาหาร    และถ้ามีการดื่มแอลกอฮอลร่วมด้วยโอกาสเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น  หลังจากที่เลิกสูบบุหรี่แล้วโอกาสเสี่ยงต่อมะเร็งกลุ่มนี้จะลดลงอย่างรวดเร็วและเมื่อเลิกได้นาน 15 ปี  พบว่าโอกาสเสี่ยงจะเท่ากับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่</li>
<li><strong>ผลต่อการตั้งครรภ์  </strong>การสูบบุหรี่ทำให้โอกาสที่จะตั้งครรภ์ยากขึ้น  ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์และสูบบุหรี่จะทำให้ทารกมีน้ำหนักแรกคลอดน้อยกว่าทารกปกติประมาณ 170 กรัม  นอกจากนี้การสูบบุหรี่ยังเพิ่มโอกาสเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ เช่น รกเกาะต่ำ รกลอกตัวก่อนกำหนด  ทารกคลอดก่อนกำหนด เป็นต้น</li>
<li><strong>โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย</strong></li>
<li><strong>โรคผิวหนังเหี่ยวย่นก่อนวัย</strong></li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/smoking-disease.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคนิ่วในไต</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/urology/kidney-stone.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/urology/kidney-stone.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Feb 2010 07:18:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคทางเดินปัสสาวะ]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคไต]]></category>
		<category><![CDATA[-นิ่วในไต]]></category>
		<category><![CDATA[-ปัสสาวะเป็นเลือด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=303</guid>
		<description><![CDATA[


นิ่วในไต คือ
นิ่วในไตคือการตกผลึกของสารก่อนิ่วในไต   ส่วนใหญ่จะเป็นผลึกแคลเซียมออกซาเลต  บางครั้งอาจเป็นแคลเซียมฟอสเฟต, ยูริค หรือสารอื่นๆ  นิ่วมีหลายชนิด อาจมีขนาดต่างกัน  อาจเป็นก้อนเดียวหรือหลายก้อนก็ได้  นิ่วจะเกิดขึ้นในไตและอาจหลุดลงมาในท่อไตจนถึงกระเพาะปัสสาวะได้   โรคนิ่วในไตเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย  แต่ผู้ชายมีโอกาสเป็นนิ่วมากกว่าผู้หญิงประมาณสามเท่า  นิ่วสามารถเกิดได้ในทุกภูมิภาคและสภาวะอากาศ  ในประเทศไทยพบบ่อยทางภาคเหนือและภาคอีสาน
สาเหตุนิ่วในไต
สาเหตุของโรคนิ่วในไต  ส่วนมากมักไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงสาเหตุเดียว  แต่มักเกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายๆอย่างร่วมกัน  เช่น

การอยู่ในเขตร้อนที่ร่างกายสูญเสียเหงื่อง่าย  แล้วดื่มน้ำน้อย  ทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูงขึ้นและเกิดเป็นตะกอนนิ่ว
การรับประทานอาหารบางอย่างเป็นประจำ เช่น อาหารที่มีแคลเซียมสูง  โปรตีนสูง  โซเดียมสูง  เป็นต้น  อย่างไรก็ตามการรับประทานอาหารจะถือเป็นปัจจัยเสี่ยงเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆอยู่แล้ว  ดังนั้น ผู้ที่แข็งแรงปกติการรับประทานอาหารจึงไม่มีผลต่อการเกิดโรค
ผู้ที่มีความผิดปกติโดยมีภาวะยูริกในเลือดสูง เช่น ผู้ป่วยโรคเกาต์ โรคมะเร็งระหว่างได้รับเคมีบำบัด
การรับประทานยา เช่น ยากันชักไดแลนติน  (dilantin) เป็นต้น

อาการนิ่วในไต
นิ่วในไตอาจเป็นสาเหตุของอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงหรือเจ็บปวดเล็กน้อยก็ได้    ถ้านิ่วเคลื่อนที่ไปในท่อไตก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดได้เช่นกัน  อาการปวดมักจะเป็นที่บริเวณของหลัง  สีข้าง  อาการปวดอาจร้าวไปท้องน้อยหรือขาหนีบเป็นพักๆ  อาการอื่นๆได้แก่  ระคายเคืองเวลาปัสสาวะหรือปัสสาวะขัด  ปัสสาวะเป็นเลือด  หรือมีเม็ดทรายปนออกมากับปัสสาวะ   คลื่นไส้ อาเจียน
การตรวจวินิจฉัยโรคนิ่วในไต
การตรวจวินิจฉัยขั้นต้นในผู้ป่วยที่สงสัยโรคนิ่วในไต มีดังนี้

การตรวจปัสสาวะเพื่อตรวจหาเม็ดเลือดแดง  การตรวจปัสสาวะยังช่วยให้ข้อมูลด้วยว่า ผู้ป่วยมีการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะร่วมด้วยหรือไม่
ตรวจภาพถ่ายรังสีหรือภาพถ่ายรังสีแบบฉีดสี เพื่อหาตำแหน่งของก้อนนิ่ว

การรักษาโรคนิ่วในไต
การรักษาขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของนิ่ว  นิ่วส่วนใหญ่มีขนาดเล็กและสามารถหลุดออกมากับปัสสาวะได้เอง   กรณีนิ่วไม่สามารถหลุดเอง  พิจารณาให้การรักษาได้หลายวิธี ดังนี้

การใช้เคลื่อนสลายนิ่ว (Extracorporeal shockwave [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-304" title="kidney-stone" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/02/kidney-stone-300x273.jpg" alt="kidney-stone" width="300" height="273" /></p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>นิ่วในไต คือ</strong></span></p>
<p>นิ่วในไตคือการตกผลึกของสารก่อนิ่วในไต   ส่วนใหญ่จะเป็นผลึกแคลเซียมออกซาเลต  บางครั้งอาจเป็นแคลเซียมฟอสเฟต, ยูริค หรือสารอื่นๆ  นิ่วมีหลายชนิด<span id="more-303"></span> อาจมีขนาดต่างกัน  อาจเป็นก้อนเดียวหรือหลายก้อนก็ได้  นิ่วจะเกิดขึ้นในไตและอาจหลุดลงมาในท่อไตจนถึงกระเพาะปัสสาวะได้   โรคนิ่วในไตเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย  แต่ผู้ชายมีโอกาสเป็นนิ่วมากกว่าผู้หญิงประมาณสามเท่า  นิ่วสามารถเกิดได้ในทุกภูมิภาคและสภาวะอากาศ  ในประเทศไทยพบบ่อยทางภาคเหนือและภาคอีสาน</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>สาเหตุนิ่วในไต</strong></span></p>
<p>สาเหตุของโรคนิ่วในไต  ส่วนมากมักไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงสาเหตุเดียว  แต่มักเกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายๆอย่างร่วมกัน  เช่น</p>
<ul>
<li>การอยู่ในเขตร้อนที่ร่างกายสูญเสียเหงื่อง่าย  แล้วดื่มน้ำน้อย  ทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูงขึ้นและเกิดเป็นตะกอนนิ่ว</li>
<li>การรับประทานอาหารบางอย่างเป็นประจำ เช่น อาหารที่มีแคลเซียมสูง  โปรตีนสูง  โซเดียมสูง  เป็นต้น  อย่างไรก็ตามการรับประทานอาหารจะถือเป็นปัจจัยเสี่ยงเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆอยู่แล้ว  ดังนั้น ผู้ที่แข็งแรงปกติการรับประทานอาหารจึงไม่มีผลต่อการเกิดโรค</li>
<li>ผู้ที่มีความผิดปกติโดยมีภาวะยูริกในเลือดสูง เช่น ผู้ป่วยโรคเกาต์ โรคมะเร็งระหว่างได้รับเคมีบำบัด</li>
<li>การรับประทานยา เช่น ยากันชักไดแลนติน  (dilantin) เป็นต้น</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>อาการนิ่วในไต</strong></span></p>
<p>นิ่วในไตอาจเป็นสาเหตุของอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงหรือเจ็บปวดเล็กน้อยก็ได้    ถ้านิ่วเคลื่อนที่ไปในท่อไตก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดได้เช่นกัน  อาการปวดมักจะเป็นที่บริเวณของหลัง  สีข้าง  อาการปวดอาจร้าวไปท้องน้อยหรือขาหนีบเป็นพักๆ  อาการอื่นๆได้แก่  ระคายเคืองเวลาปัสสาวะหรือปัสสาวะขัด  ปัสสาวะเป็นเลือด  หรือมีเม็ดทรายปนออกมากับปัสสาวะ   คลื่นไส้ อาเจียน</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การตรวจวินิจฉัยโรคนิ่วในไต</strong></span></p>
<p>การตรวจวินิจฉัยขั้นต้นในผู้ป่วยที่สงสัยโรคนิ่วในไต มีดังนี้</p>
<ul>
<li>การตรวจปัสสาวะเพื่อตรวจหาเม็ดเลือดแดง  การตรวจปัสสาวะยังช่วยให้ข้อมูลด้วยว่า ผู้ป่วยมีการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะร่วมด้วยหรือไม่</li>
<li>ตรวจภาพถ่ายรังสีหรือภาพถ่ายรังสีแบบฉีดสี เพื่อหาตำแหน่งของก้อนนิ่ว</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การรักษาโรคนิ่วในไต</strong></span></p>
<p>การรักษาขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของนิ่ว  นิ่วส่วนใหญ่มีขนาดเล็กและสามารถหลุดออกมากับปัสสาวะได้เอง   กรณีนิ่วไม่สามารถหลุดเอง  พิจารณาให้การรักษาได้หลายวิธี ดังนี้</p>
<ul>
<li>การใช้เคลื่อนสลายนิ่ว (Extracorporeal shockwave lithotripsy หรือ ESWL)  โดยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงกระแทกให้เม็ดนิ่วแตกเป็นผงขนาดเล็กลงและหลุดผ่านไปได้เอง</li>
<li>การส่องกล้องทางท่อไต (ureteroscope)  การส่องกล้องจะผ่านจากท่อปัสสาวะ, กระเพาะปัสสาวะ  และท่อไต  แล้วจึงใช้อุปกรณ์ในการสลายนิ่ว</li>
<li>การส่องกล้องทางผิวหนังเพื่อทำการรักษา (percutaneous)  เป็นการส่องกล้องทางผิวหนังผ่านด้านหลังเพื่อทำการสลายนิ่ว  มักใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์</li>
<li>การผ่าตัดแบบเปิด (open surgery)  เป็นทางเลือกในการรักษาหากวิธีอื่นที่กล่าวมาข้างต้นไม่ประสบผลสำเร็จ</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การป้องกันการเกิดนิ่ว</strong></span></p>
<p>การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ  การทำให้ปัสสาวะเจือจางเพียงพอ ต้องมีปริมาณปัสสาวะ 2 &#8211; 2.5 ลิตรต่อวัน   โดยดื่มน้ำวันละ 2-3 ลิตร  อย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งวัน  ชนิดของน้ำที่ดีนั้นควรเป็นน้ำที่ไม่มีเกลือแร่ผสม</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/urology/kidney-stone.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/endometrial-cancer.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/endometrial-cancer.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Feb 2010 04:25:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-สูติ-นรีเวช]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคมดลูก]]></category>
		<category><![CDATA[-การขูดมดลูก]]></category>
		<category><![CDATA[-มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก]]></category>
		<category><![CDATA[-เลือดออกทางช่องคลอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=299</guid>
		<description><![CDATA[


มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial cancer) เกิดขึ้นเมื่อเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกมีการเจริญเติบโตผิดปกติ  มีการแบ่งตัวของเซลล์อย่างรวดเร็วตลอดเวลา กลไกลของร่างกายไม่สามารถควบคุมการแบ่งตัวได้   มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก  หรือมะเร็งมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 3  ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ผู้หญิงไทย บางคนอาจนำไปสับสนกับมะเร็งปากมดลูก  ที่พบบ่อยเป็นอันดับ 1   โรคนี้ถ้ามาพบแพทย์ตั้งแต่แรกเริ่มมีอาการมักรักษาได้หายค่อนข้างสูง
มดลูกคืออะไร?
มดลูกเป็นอวัยวะที่ตั้งอยู่ในเชิงกราน  มีช่องกลวงอยู่ตรงกลาง  ลักษณะคล้ายชมพู่คว่ำ  ด้านล่างของมดลูกมีปากมดลูกเป็นทางเชื่อมต่อกับส่วนบนของช่องคลอด   มดลูกเป็นที่ให้ทารกฝังตัวและเจริญเติบโต เยื่อบุโพรงมดลูก คือ  ผิวด้านในของมดลูก ซึ่งในวัยเจริญพันธุ์จะทำงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมน โดยจะหนาตัวขึ้นทุกเดือนเพื่อรอรับการฝังตัวของตัวอ่อน (ทารก)  หากเดือนใดไม่มีการตั้งครรภ์เยื่อบุโพรงมดลูกจะสลายตัวออกมาเป็นประจำเดือน  (ระดู)
มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกพบบ่อยแค่ไหน?
ในประเทศไทย พบบ่อยเป็นอันดับ 3  ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรี โดยพบประมาณ 3 คน/แสนราย/ปี  ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อเมริกา หรือยุโรป พบบ่อยเป็นอันดับ 1
ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนา  ที่เริ่มมีลักษณะความเป็นอยู่คล้ายคลึงประเทศแถบตะวันตกมากขึ้นทุกที  จึงพบการเกิดมะเร็งชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
 ใครบ้างที่เสี่ยงต่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก?
ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อไปนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก   แต่มีความเสี่ยงมากกว่าคนปกติทั่วไป

ระดับและระยะเวลาของการสัมผัสฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด  ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเริ่มสูงขึ้นเมื่อมีประจำเดือนครั้งแรก  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-300" title="endometrium" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/02/endometrium.jpg" alt="endometrium" width="250" height="200" /></p>
<p>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial cancer) เกิดขึ้นเมื่อเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกมีการเจริญเติบโตผิดปกติ  มีการแบ่งตัวของเซลล์อย่างรวดเร็วตลอดเวลา กลไกลของร่างกายไม่สามารถควบคุมการแบ่งตัวได้  <span id="more-299"></span> มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก  หรือมะเร็งมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 3  ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ผู้หญิงไทย บางคนอาจนำไปสับสนกับมะเร็งปากมดลูก  ที่พบบ่อยเป็นอันดับ 1   โรคนี้ถ้ามาพบแพทย์ตั้งแต่แรกเริ่มมีอาการมักรักษาได้หายค่อนข้างสูง</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>มดลูกคืออะไร?</strong></span></p>
<p>มดลูกเป็นอวัยวะที่ตั้งอยู่ในเชิงกราน  มีช่องกลวงอยู่ตรงกลาง  ลักษณะคล้ายชมพู่คว่ำ  ด้านล่างของมดลูกมีปากมดลูกเป็นทางเชื่อมต่อกับส่วนบนของช่องคลอด   มดลูกเป็นที่ให้ทารกฝังตัวและเจริญเติบโต เยื่อบุโพรงมดลูก คือ  ผิวด้านในของมดลูก ซึ่งในวัยเจริญพันธุ์จะทำงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมน โดยจะหนาตัวขึ้นทุกเดือนเพื่อรอรับการฝังตัวของตัวอ่อน (ทารก)  หากเดือนใดไม่มีการตั้งครรภ์เยื่อบุโพรงมดลูกจะสลายตัวออกมาเป็นประจำเดือน  (ระดู)</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกพบบ่อยแค่ไหน?</strong></span></p>
<p>ในประเทศไทย พบบ่อยเป็นอันดับ 3  ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรี โดยพบประมาณ 3 คน/แสนราย/ปี  ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อเมริกา หรือยุโรป พบบ่อยเป็นอันดับ 1</p>
<p>ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนา  ที่เริ่มมีลักษณะความเป็นอยู่คล้ายคลึงประเทศแถบตะวันตกมากขึ้นทุกที  จึงพบการเกิดมะเร็งชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p><strong> <span style="color: #ff9900;">ใครบ้างที่เสี่ยงต่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก?</span></strong></p>
<p>ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อไปนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก   แต่มีความเสี่ยงมากกว่าคนปกติทั่วไป</p>
<ul>
<li>ระดับและระยะเวลาของการสัมผัสฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด  ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเริ่มสูงขึ้นเมื่อมีประจำเดือนครั้งแรก  และลดลงเมื่อหมดประจำเดือน</li>
<li>ความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยง  เพราะเซลล์ไขมันสามารถผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้  พบว่าผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินจากน้ำหนักในอุดมคติ 25 กิโลกรัม  จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าู</li>
<li>ผู้ที่ไม่เคยตั้งครรภ์มีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่เคยตั้งครรภ์ 2-3 เท่า</li>
<li>มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12   เพราะการมีประจำเดือนเร็วทำให้  ตลอดชีวิตของผู้ป่วยมีระยะเวลาในการสัมผัสกับฮอร์โมนเอสโตรเจนนานกว่าปกติ</li>
<li>หมดประจำเดือนหลังอายุ 52 ปี</li>
<li>การได้รับฮอร์โมนเพศหญิง  ซึ่งมีได้ 2 กรณีด้วยกัน<br />
<blockquote><p>1.1 <strong>ฮอร์โมนวัยทอง </strong>ฮอร์โมน  วัยทองมีหลายชนิดและหลายส่วนประกอบ บางชนิด   (เอสโตรเจนอย่างเดียวไม่มีโปรเจสโตเจน) สามารถกระตุ้นโรคนี้ได้มาก บางชนิด   (เอสโตรเจนที่มีโปรเจสโตเจนร่วมด้วย) ก็ไม่ทำให้เป็นโรคนี้   ดังนั้นผู้ที่รับประทานฮอร์โมนวัยทองควรปรึกษาแพทย์ก่อน   และอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์</p>
<p>1.2 <strong>สมุนไพร </strong>ยา  สมุนไพรบางชนิดมีเอสโตรเจนปริมาณสูง เช่น กวาวเครือ   และอีกหลายชนิดมีเอสโตรเจนแฝงอยู่โดยไม่รู้   การรับประทานสมุนไพรบางตัวจึงอาจทำให้เลือดระดูออกผิดปกติหรือเสี่ยงต่อการ  เกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้</p></blockquote>
</li>
<li>ยารักษามะเร็งเต้านม  ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังผ่าตัด  บางรายแพทย์แนะนำให้รับประทานยาทามอกซิเฟน (Tamoxifen) เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ  ซึ่งยานี้มีลักษณะคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนจึงกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกผิดปกติได้ จึงสมควรได้รับการตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด</li>
<li>ภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง  ซึ่งมักมีอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เมื่อเป็นมากๆ อาจมีสิว ผิวมัน  ขนดกร่วมด้วยกลุ่มนี้มีเอสโตรเจนสูงเช่นกัน</li>
<li>โรคเยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ  ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งได้</li>
<li>ประวัติพันธุกรรม ญาติสายตรง  เป็นมะเร็งสำไส้ใหญ่</li>
</ul>
<p><strong> <span style="color: #ff9900;">ปัจจัยป้องกัน</span></strong><span style="color: #ff9900;"><strong>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก</strong></span></p>
<p>พบว่าการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่มีทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ได้ นอกจากนั้นยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งรังไข่ด้วย</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>อาการมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก</strong></span></p>
<p>โรคนี้มักเริ่มแสดงอาการแต่ต้น นั่นคือ มีเลือดออกทางช่องคลอด  เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้มักเกิดหลังอายุ 50 ปี ดังนั้น  ผู้หญิงทุกคนที่มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนไปแล้วควรรีบมาพบแพทย์</p>
<p>ผู้ที่ยังไม่ถึงวัยทอง  แต่ถ้ามีอาการเลือดออกผิดปกติที่ไม่ใช่รอบเดือน เช่น ออกกระปริดกระปรอย  หรือออกมามากและนานกว่าปกติ คือเกิน 7 วันต่อรอบ ก็ควรมาพบแพทย์เช่นกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงข้างต้น การตรวจพบแต่ระยะแรกโอกาสหายสูง  ส่วนกรณีที่โรคเป็นมากแล้ว  อาจมีอาการของมดลูกโตขึ้น ปวดท้องน้อย น้ำหนักลด  คลำได้ก้อนในท้องน้อย  มดลูกไปกดกระเพาะปัสสาวะทำให้ปัสสาวะบ่อยหรือกดทวารหนัก  ทำให้อุจจาระลำบากได้</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>วินิจฉัย</strong><strong>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก</strong></span></p>
<p>การวินิจฉัยที่แน่นอนได้จากการนำเยื่อบุโพรงมดลูกไปตรวจทางพยาธิวิทยาโดยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งมักต้องขูดมดลูกให้ได้เนื้อเยื่อไปตรวจ</p>
<p>ในผู้ทีเคยมีบุตรแล้ว  การขูดมดลูกทำได้โดยฉีดยาชา ส่วนผู้ที่ยังโสด  หรือไม่เคยมีบุตรแพทย์มักวางยาสลบให้ไม่เจ็บ สามารถกลับบ้านได้หลังขูดมดลูก  อ่านคำแนะนำเรื่องการขูดมดลูกได้ที่ &#8211;&gt; <a title="การขูดมดลูก" href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/dilation-curettage.html">การขูดมดลูก</a></p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>ระยะของ</strong><strong>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก</strong></span></p>
<p><strong></strong>แบ่งคร่าวๆได้ดังนี้</p>
<ul>
<li>ระยะที่ 1 : มะเร็งจำกัดอยู่แค่ในเยื่อบุโพรงมดลูก และกล้ามเนื้อมดลูก</li>
<li>ระยะที่ 2 : มะเร็งลุกลามไปถึงปากมดลูก</li>
<li>ระยะที่ 3 : มะเร็งลุกลามออกไปนอกมดลูก แต่ยังอยู่ในช่องเชิงกราน  เช่น  ไปปีกมดลูก  ไปช่องคลอด</li>
<li>ระยะที่ 4 : เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย  มะเร็งกระจายไปอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย  เช่น ปอด กระดูก ลำไส้  กระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>รักษา</strong><strong>มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก</strong></span></p>
<p>ทำได้โดยการผ่าตัด ซึ่งได้แก่  การตัดเอามดลูก ปากมดลูก ปีกมดลูก (รังไข่และท่อนำไข่)  ออกร่วมกับการล้างน้ำในช่องท้องและสุ่มตัดต่อมน้ำเหลืองไปตรวจ</p>
<p>การผ่าตัดจะช่วยทำให้ทราบว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะใดของโรค หากพบว่าเป็นระยะแรก  กล่าวคือ มีมะเร็งอยู่เฉพาะที่เยื่อบุโพรงมดลูก  ยังมีการลุกลามเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูกไม่มาก  ไม่มีการกระจายของโรคไปอวัยวะอื่น การผ่าตัดที่กล่าวมาก็เพียงพอในการรักษา  ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างอื่นเพิ่มเติมผลการรักษาดีมาก</p>
<p>หากพบว่าเริ่มมีการลุกลามของมะเร็งลึกขึ้น หรือกระจายไปในอวัยวะข้างเคียง  หลังผ่าตัดจำเป็นต้องได้รับรังสีรักษา (ฉายแสง) ร่วมด้วย  โดยรังสีแพทย์จะพิจารณาฉายแสงภายนอกหรือใส่แร่ที่ช่องคลอด หรือทั้งสองวิธี  แล้วแต่กรณี  ในกลุ่มที่มีการกระจายของโรคไปไกลๆ  เช่น ช่องท้องด้านบน ตับ ปอด อาจต้องให้ยาเคมีบำบัดร่วมด้วย  ซึ่งผลการรักษาไม่ดี</p>
<p><strong> <span style="color: #ff9900;">สรุป</span></strong></p>
<p>โรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมีข้อดีคือ  มักมีอาการเตือนแต่แรกเริ่ม กล่าวคือมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด  ดังนั้นการพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการผิดปกติจะช่วยให้รักษาได้โดยผ่าตัดเพียงอย่างเดียว โอกาสหายสูง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/endometrial-cancer.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปัสสาวะเป็นเลือด</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/urology/hematuria.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/urology/hematuria.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Feb 2010 11:59:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคทางเดินปัสสาวะ]]></category>
		<category><![CDATA[-ปัสสาวะเป็นเลือด]]></category>
		<category><![CDATA[-มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=290</guid>
		<description><![CDATA[


ปัสสาวะเป็นเลือด คือ การที่มีเม็ดเลือดแดงปนออกมากับปัสสาวะ แบ่งเป็น 2 ชนิด   ชนิดแแรก คือ ปัสสาวะเป็นเลือดที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า  ผู้ป่วยจะเห็นสีปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีแดง ชมพู หรือสีโค้ก   ส่วนชนิดที่สองคือ ปัสสาวะเป็นเลือดที่เห็นได้จากกล้องจุลทรรศน์  ซึ่งผู้่ป่วยจะเห็นปัสสาวะเป็นสีใสเหมือนปกติ   ทั้งสองกรณีจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพื่อหาสาเหตุต่อไป
ปัสสาวะเป็นเลือด มีอาการอย่างไร
ผู้ป่วยจะมีอาการ คือ ปัสสาวะเปลี่ยนสี  ส่วนมากมักไม่มีอาการปวดร่วมด้วย  สีที่เปลี่ยนอาจเป็นสีแดง สีชมพู สีเข้มเหมือนน้ำปลาหรือน้ำโค้ก  สีที่เปลี่ยนเกิดจากการที่มีเม็ดเลือดแดงปนอยู่ในปัสสาวะ  การที่เห็นปัสสาวะเป็นสีแดงไม่ได้หมายความว่ามีเลือดออกเป็นจำนวนมาก  เพราะปริมาณเม็ดเลือดแดงเพียงเล็กน้อยก็สามารถเปลี่ยนสีปัสสาวะให้ผิดปกติได้
สาเหตุของการปัสสาวะเป็นเลือด
อวัยวะที่สามารถเป็นสาเหตุของการปัสสาวะเป็นเลือด ได้แก่  ไต  ท่อไต  กระเพาะปัสสาวะ  ต่อมลูกหมาก  และท่อปัสสาวะ   โดยโรคที่เกิดความผิดปกติของอวัยวะเหล่านี้มีหลายสาเหตุที่ทำให้ปัสสาวะเป็นเลือด  โชคดีที่สาเหตุส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต  สาเหตุที่พบได้บ่อย คือนิ่วที่ไตและการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ  สาเหตุที่ทำให้ปัสสาวะเป็นเลือดในคนไข้ที่อายุมากกว่า 50 ปี คือต่อมลูกหมากโต  มีคนไข้จำนวนน้อยที่มีปัสสาวะเป็นเลือดโดยไม่ทราบสาเหตุ   สรุปสาเหตุที่เป็นไปได้มีดังนี้

นิ่วในไต  นิ่วในท่อไต  นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
ต่อมลูกหมากโต
ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
ไตอักเสบ
โรค sickle cell anemia
อุบัติเหตุกระทบกระแทก
ยาบางชนิด เช่น แอสไพริน เป็นต้น
ออกกำลังกายมากเกินไป

สาเหตุที่อันตรายต่อชีวิตได้แก่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ  มะเร็งที่ไต  ภาวะอุดกั้นที่ไต
ข้อมูลที่แพทย์ต้องการทราบจากผู้ที่มีอาการปัสสาวะเป็นเลือด

นำยาที่รับประทานทุกชนิด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-293" title="hematuria" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/02/hematuria-225x300.jpg" alt="hematuria" width="129" height="173" /></p>
<p>ปัสสาวะเป็นเลือด คือ การที่มีเม็ดเลือดแดงปนออกมากับปัสสาวะ แบ่งเป็น 2 ชนิด   ชนิดแแรก คือ ปัสสาวะเป็นเลือดที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า  ผู้ป่วยจะเห็นสีปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีแดง ชมพู หรือสีโค้ก   ส่วนชนิดที่สองคือ ปัสสาวะเป็นเลือดที่เห็นได้จากกล้องจุลทรรศน์  ซึ่งผู้่ป่วยจะเห็นปัสสาวะเป็นสีใสเหมือนปกติ   ทั้งสองกรณีจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพื่อหาสาเหตุต่อไป<span id="more-290"></span></p>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">ปัสสาวะเป็นเลือด มีอาการอย่างไร</span></strong></p>
<p>ผู้ป่วยจะมีอาการ คือ ปัสสาวะเปลี่ยนสี  ส่วนมากมักไม่มีอาการปวดร่วมด้วย  สีที่เปลี่ยนอาจเป็นสีแดง สีชมพู สีเข้มเหมือนน้ำปลาหรือน้ำโค้ก  สีที่เปลี่ยนเกิดจากการที่มีเม็ดเลือดแดงปนอยู่ในปัสสาวะ  การที่เห็นปัสสาวะเป็นสีแดงไม่ได้หมายความว่ามีเลือดออกเป็นจำนวนมาก  เพราะปริมาณเม็ดเลือดแดงเพียงเล็กน้อยก็สามารถเปลี่ยนสีปัสสาวะให้ผิดปกติได้</p>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">สาเหตุของการปัสสาวะเป็นเลือด</span></strong></p>
<p>อวัยวะที่สามารถเป็นสาเหตุของการปัสสาวะเป็นเลือด ได้แก่  ไต  ท่อไต  กระเพาะปัสสาวะ  ต่อมลูกหมาก  และท่อปัสสาวะ   โดยโรคที่เกิดความผิดปกติของอวัยวะเหล่านี้มีหลายสาเหตุที่ทำให้ปัสสาวะเป็นเลือด  โชคดีที่สาเหตุส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต  สาเหตุที่พบได้บ่อย คือนิ่วที่ไตและการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ  สาเหตุที่ทำให้ปัสสาวะเป็นเลือดในคนไข้ที่อายุมากกว่า 50 ปี คือต่อมลูกหมากโต  มีคนไข้จำนวนน้อยที่มีปัสสาวะเป็นเลือดโดยไม่ทราบสาเหตุ   สรุปสาเหตุที่เป็นไปได้มีดังนี้</p>
<ul>
<li>นิ่วในไต  นิ่วในท่อไต  นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ</li>
<li>ต่อมลูกหมากโต</li>
<li>ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ</li>
<li>มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ</li>
<li>ไตอักเสบ</li>
<li>โรค sickle cell anemia</li>
<li>อุบัติเหตุกระทบกระแทก</li>
<li>ยาบางชนิด เช่น แอสไพริน เป็นต้น</li>
<li>ออกกำลังกายมากเกินไป</li>
</ul>
<p>สาเหตุที่อันตรายต่อชีวิตได้แก่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ  มะเร็งที่ไต  ภาวะอุดกั้นที่ไต</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>ข้อมูลที่แพทย์ต้องการทราบจากผู้ที่มีอาการปัสสาวะเป็นเลือด</strong></span></p>
<ul>
<li>นำยาที่รับประทานทุกชนิด รวมทั้งวิตามิน และยาบำรุงต่างๆ ไปพบแพทย์ด้วย</li>
<li>ขณะปัสสาวะมีอาการปวด แสบขับหรือไม่</li>
<li>เคยมีอาการมาก่อนหรือไม่</li>
<li>ปัสสาวะเป็นเลือดช่วงไหนของการปัสสาวะ   เช่น  ปัสสาวะเป็นสีแดงตลอดการปัสสาวะ   ปัสสาวะเป็นสีแดงเฉพาะช่วงท้าย หรือช่วงเริ่มต้นของการปัสสาวะ  เป็นต้น</li>
<li>มีลิ่มเลือดปนหรือไ่ม่  ลักษณะเป็นอย่างไร</li>
<li>สูบบุหรี่หรือไม่</li>
<li>เคยได้รับการการฉายรังสี รักษาโรค มาก่อนหรือไม่</li>
<li>ลักษณะงาน มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสสารเคมีหรือไม่</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong><span style="color: #ff9900;">การตรวจวินิจฉัย ปัสสาวะเป็นเลือด</span></strong><br />
</span></p>
<p>โดยปกติจะทำการตรวจวินิจฉัยโดยการฉีดสี (Intravenous pyelogram) และการส่องกล้อง (cystoscope)  การฉีดสีเป็นการ x-ray  เพื่อดูไต  ท่อไต  โดยการฉ๊ดสารทึบแสงเข้าเส้นเลือดเพื่อเห็นทางเดินปัสสาวะ  บางครั้งคนไข้อาจมีอาการแพ้สารทึบแสงทำให้ต้องเปลี่ยนเป็นการอัลตราซาวด์แทน</p>
<p>การส่องกล้องจะทำให้แพทย์สามารถเห็นกระเพาะปัสสาวะได้โดยตรง  โดยคนไข้จะยังรู้สึกตัวอยู่ขณะส่องกล้อง   วิธีการคือให้คนไข้ขึ้นขาหยั่ง  ให้ยาชา  และทำการส่องกล้องผ่านเข้าไปทางช่องปัสสาวะเพื่อตรวจดูกระเพาะปัสสาวะ</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong> การรักษาปัสสาวะเป็นเลือด</strong></span></p>
<p>การรักษาปัสสาวะเป็นเลือดขึ้นกับสาเหตุ  เช่น ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะให้การรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อ, นิ่วในไตมีการรักษาหลายวิธีเช่นการผ่าตัด  การกินยา  การสลายนิ่ว (ESWL) เป็นต้น  การสูญเสียเลือดทางปัสสาวะมักเสียเป็นปริมาณน้อย ไม่ทำให้เกิดปัญหา   สำหรับผู้ป่วยตรวจแล้วไม่พบความผิดปกติ  ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา  ให้ติดตามเป็นระยะต่อไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/urology/hematuria.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
