<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุขภาพดี HealthyFreerwer</title>
	<atom:link href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.healthy.freewer.net</link>
	<description>บทความสุขภาพ ข้อมูลโรค เคล็ดลับสุขภาพดี  แนะนำการปฏิบัติตัว ความรู้สุขภาพ ข่าวสารวงการแพทย์</description>
	<lastBuildDate>Wed, 02 Mar 2011 18:25:07 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>โรคเก๊าท์</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ortho/gou.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ortho/gou.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Mar 2011 18:25:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-กระดูกและข้อ]]></category>
		<category><![CDATA[-อายุรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ปวดข้อ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเก๊าท์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=381</guid>
		<description><![CDATA[

โรคเก๊าท์  เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่ง  พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง  เกิดจากการตกตะกอนของกรดยูริคภายในข้อ  ซึ่งกรดยูริคมาจากสารพิวรีนที่มีมากในอาหารจำพวกเครื่องในสัตว์  ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น  ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ต้องได้รับการดูแลรักษาต่อเนื่องตลอดชีวิต  เพราะหากปล่อยท้ิงไว้ อาจทำให้ข้อผิดรูป พิการได้
อาการโรคเก๊าท์

มีอาการปวดข้อ ข้อบวม  บริเวณข้อมีลักษณะแดงร้อนและกดเจ็บ  อาการปวดสามารถเกิดได้กับหลายข้อ  ตำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ข้อนิ้วโป้งเท้า  ข้อเท้า  และข้อเข่า  อาการปวดจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน  อาจมีอาการไข้เล็กน้อยจนถึงไข้สูง
อาการกำเริบแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน
เมื่อโรคดำเนินต่อไป  การอักเสบที่เกิดขึ้นซ้ำๆจะทำให้ข้อบิดเบี้ยว  เดินลำลากและอาจพิการได้
อาการร่วมอื่นๆ   อาจพบนิ่วในไต  นิ่วในทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย

ปัจจัยกระตุ้นโรคเก๊าท์

กินอาหารชนิดที่มีสารพิวรีนมาก  เช่น  สัตว์ปีก  เครื่องในสัตว์
การดื่มเหล้าและเบียร์
ยาบางชนิด  เช่น ยาลดความดันโลหิตบางตัว  ทำให้กรดยูริคสูงในเลือด
ปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ  ได้แก่  บาดเจ็บ  หลังผ่าตัดใหม่ๆ  ความเครียด  เป็นต้น

การวินิจฉัย และการตรวจเพิ่มเติม

เจาะน้ำในข้อไปตรวจ   วิธีนี้นอกจากจะเป็นวิธีการตรวจยืนยันที่ดีที่สุดแล้ว  ยังช่วยวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆได้อีกด้วย
เจาะเลือดตรวจระดับกรดยูริคว่าสูงกว่าปกติหรือไม่
x-ray ข้อที่มีอาการปวด  เพื่อดูความผิดปกติในภาพรังสี

การรักษาโรคเก๊าท์

ขณะโรคกำเริบ  ให้กินยาตามแพทย์สั่ง
ประคบเย็น
ลดการใช้ข้อ  หลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักที่ข้อดังกล่าว
กินน้ำให้เพียงพอ

การป้องกันโรคเก๊าท์

หลีกเลี่ยงการดื่มเบียร์และเหล้า
ดื่มน้ำมากๆ
กินยาตามแพทย์สั่ง  ผู้ป่วยบางรายอาจต้องกินยาตลอดชีวิต
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดังต่อไปนี้ :  หัวใจไก่  ตับไก่  กึ๋นไก่  เซ่งจี้หมู  ตับหมู  ไต  ตับอ่อน  มันสมองวัว  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<div id="attachment_382" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-382" title="gout" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2011/03/gout-300x199.jpg" alt="gout" width="300" height="199" /><p class="wp-caption-text">gout</p></div>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong><a href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/tag/gout-dz" class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with โรคเก๊าท์">โรคเก๊าท์</a> </strong></span> เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่ง  พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง  เกิดจากการตกตะกอนของกรดยูริคภายในข้อ  ซึ่งกรดยูริคมาจากสารพิวรีนที่มีมากในอาหารจำพวกเครื่องในสัตว์  ถั่วเมล็ดแห้ง<span id="more-381"></span> เป็นต้น  ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ต้องได้รับการดูแลรักษาต่อเนื่องตลอดชีวิต  เพราะหากปล่อยท้ิงไว้ อาจทำให้ข้อผิดรูป พิการได้</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>อาการ<a href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/tag/gout-dz" class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with โรคเก๊าท์">โรคเก๊าท์</a></strong></span></p>
<ol>
<li>มีอาการปวดข้อ ข้อบวม  บริเวณข้อมีลักษณะแดงร้อนและกดเจ็บ  อาการปวดสามารถเกิดได้กับหลายข้อ  ตำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ข้อนิ้วโป้งเท้า  ข้อเท้า  และข้อเข่า  อาการปวดจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน  อาจมีอาการไข้เล็กน้อยจนถึงไข้สูง</li>
<li>อาการกำเริบแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน</li>
<li>เมื่อโรคดำเนินต่อไป  การอักเสบที่เกิดขึ้นซ้ำๆจะทำให้ข้อบิดเบี้ยว  เดินลำลากและอาจพิการได้</li>
<li>อาการร่วมอื่นๆ   อาจพบนิ่วในไต  นิ่วในทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>ปัจจัยกระตุ้น<a href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/tag/gout-dz" class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with โรคเก๊าท์">โรคเก๊าท์</a></strong></span></p>
<ul>
<li>กินอาหารชนิดที่มีสารพิวรีนมาก  เช่น  สัตว์ปีก  เครื่องในสัตว์</li>
<li>การดื่มเหล้าและเบียร์</li>
<li>ยาบางชนิด  เช่น ยาลดความดันโลหิตบางตัว  ทำให้กรดยูริคสูงในเลือด</li>
<li>ปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ  ได้แก่  บาดเจ็บ  หลังผ่าตัดใหม่ๆ  ความเครียด  เป็นต้น</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การวินิจฉัย และการตรวจเพิ่มเติม</strong></span></p>
<ul>
<li>เจาะน้ำในข้อไปตรวจ   วิธีนี้นอกจากจะเป็นวิธีการตรวจยืนยันที่ดีที่สุดแล้ว  ยังช่วยวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆได้อีกด้วย</li>
<li>เจาะเลือดตรวจระดับกรดยูริคว่าสูงกว่าปกติหรือไม่</li>
<li>x-ray ข้อที่มีอาการปวด  เพื่อดูความผิดปกติในภาพรังสี</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การรักษาโรคเก๊าท์</strong></span></p>
<ul>
<li>ขณะโรคกำเริบ  ให้กินยาตามแพทย์สั่ง</li>
<li>ประคบเย็น</li>
<li>ลดการใช้ข้อ  หลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักที่ข้อดังกล่าว</li>
<li>กินน้ำให้เพียงพอ</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การป้องกัน<a href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/tag/gout-dz" class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with โรคเก๊าท์">โรคเก๊าท์</a></strong></span></p>
<ul>
<li>หลีกเลี่ยงการดื่มเบียร์และเหล้า</li>
<li>ดื่มน้ำมากๆ</li>
<li>กินยาตามแพทย์สั่ง  ผู้ป่วยบางรายอาจต้องกินยาตลอดชีวิต</li>
<li>หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดังต่อไปนี้ :  หัวใจไก่  ตับไก่  กึ๋นไก่  เซ่งจี้หมู  ตับหมู  ไต  ตับอ่อน  มันสมองวัว  เนื้อไก่  เนื้อเป็ด  ห่าน  ไข่ปลา  ปลาดุก  ปลาไส้ตัน  ปลาอินทรีย์  ปลาซาร์ดีน  กุ้งชีแฮ้  หอย  น้ำสกัดเนื้อ   น้ำต้มกระดูก  น้ำซุปต่างๆ  ซุปก้อน  ยีสต์  เห็ด ถั่วดำ  ถั่วแดง  ถั่วเขียว  ถั่วเหลือง  กระถิน  ชะอิม  กะปิ</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ortho/gou.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มะเร็งเม็ดเลือดขาว</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/leukemia.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/leukemia.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Feb 2011 12:51:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-เด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[-มะเร็งเม็ดเลือดขาว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=376</guid>
		<description><![CDATA[

 
 
 Leukemia หรือโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดในไขกระดูกทำให้มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเซลล์มะเร็งเหล่านี้จะไปแทนที่ และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์  ผู้ป่วยจะมีอาการซีด  อ่อนเพลีย  เลือดออกผิดปกติ  มีจุดเลือดออกเนื่องจากเกร็ดเลือดต่ำ  ติดเชื้อง่าย  ไข้สูง  นอกจากนี้ยังอาจเกิดอาการผิดปกติจากการที่เซลล์มะเร็งแทรกตัวเข้าไปในเนื้อเยื่ออื่นๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง ตับ ม้าม ผิวหนัง หรือ เยื่อหุ้มสมอง
การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

การตรวจเลือด  แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยโดยตรวจนับจำนวนเม็ดเลือด  ดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด  ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีจำนวนเม็ดเลือดขาวสูงมาก  และส่วนใหญ่ เป็นเม็ดเลือดขาวตัวอ่อน
การเจาะตรวจไขกระดูก  จำเป็นต้องทำเพื่อยืนยันการวินิจฉัย  และแยกชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาวโดยละเอียด   การตรวจเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะมีผลต่อการเลือกการรักษาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วย
การตรวจระดับยีน  จะมีประโยชน์ในการช่วยแยกชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาว  สามารถทำได้เฉพาะกรณีที่ผู้ป่วยมีความผิดปกติของโครโมโซม
นอกจากการตรวจวินิจฉัยโรคแล้ว   ผู้ป่วยทุกรายควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มในการรักษาด้วยยาเคมี เช่น การะเจาะเลือด  การถ่ายภาพรังสีทรวงอก  การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ  การตรวจเสมะ  การตรวจอุจจาระ เป็นต้น

การรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ  ได้แก่  การให้ส่วนประกอบของเลือดชนิดต่างๆ ที่เหมาะกับภาวะโรคของผู้ป่วย  การให้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยที่มีไข้  การลดจำนวนเม็ดเลือดขาวเบื้องต้น
การรักษาจำเพาะ  การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวจะใช้เคมีบำบัดเป็นหลัก  โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้ไขกระดูกกลับมาทำหน้าที่ตามปกติให้ได้เร็วที่สุด  โดยให้ยาเคมีบำบัดอย่างต่อเนื่อง  จนผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะโรคสงบแล้วจึงปรับการให้ยาตามขนาดและเวลาต่างกัน

ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ไม่ได้รับการรักษา  จะเสียชีวิตอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์  เนื่องจากภาวะไขกระดูกล้มเหลวทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อรุนแรง  หรือเลือดออกในอวัยวะที่สำคัญ  ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยโปรแกรมการรักษาที่เหมาะสม  มีโอกาสเข้าสู่ภาวะโรคสงบประมาณร้อยละ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><span style="color: #ff9900;"><strong> </strong></span></p>
<div id="attachment_377" class="wp-caption aligncenter" style="width: 269px"><strong><strong><img class="size-full wp-image-377" title="leukemia" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2011/02/leukemia.jpg" alt="มะเร็งเม็ดเลือด" width="259" height="194" /></strong></strong><p class="wp-caption-text">มะเร็งเม็ดเลือด</p></div>
<p><strong> </strong></p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong> Leukemia หรือโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว</strong></span> เป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดในไขกระดูกทำให้มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเซลล์มะเร็งเหล่านี้จะไปแทนที่ และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์  ผู้ป่วยจะมีอาการซีด  อ่อนเพลีย  เลือดออกผิดปกติ  มีจุดเลือดออกเนื่องจากเกร็ดเลือดต่ำ  ติดเชื้อง่าย  ไข้สูง  นอกจากนี้ยังอาจเกิด<span id="more-376"></span>อาการผิดปกติจากการที่เซลล์มะเร็งแทรกตัวเข้าไปในเนื้อเยื่ออื่นๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง ตับ ม้าม ผิวหนัง หรือ เยื่อหุ้มสมอง</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว</strong></span></p>
<ul>
<li>การตรวจเลือด  แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยโดยตรวจนับจำนวนเม็ดเลือด  ดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด  ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีจำนวนเม็ดเลือดขาวสูงมาก  และส่วนใหญ่ เป็นเม็ดเลือดขาวตัวอ่อน</li>
<li>การเจาะตรวจไขกระดูก  จำเป็นต้องทำเพื่อยืนยันการวินิจฉัย  และแยกชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาวโดยละเอียด   การตรวจเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะมีผลต่อการเลือกการรักษาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วย</li>
<li>การตรวจระดับยีน  จะมีประโยชน์ในการช่วยแยกชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาว  สามารถทำได้เฉพาะกรณีที่ผู้ป่วยมีความผิดปกติของโครโมโซม</li>
<li>นอกจากการตรวจวินิจฉัยโรคแล้ว   ผู้ป่วยทุกรายควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มในการรักษาด้วยยาเคมี เช่น การะเจาะเลือด  การถ่ายภาพรังสีทรวงอก  การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ  การตรวจเสมะ  การตรวจอุจจาระ เป็นต้น</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว</strong></span></p>
<ul>
<li>การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ  ได้แก่  การให้ส่วนประกอบของเลือดชนิดต่างๆ ที่เหมาะกับภาวะโรคของผู้ป่วย  การให้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยที่มีไข้  การลดจำนวนเม็ดเลือดขาวเบื้องต้น</li>
<li>การรักษาจำเพาะ  การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวจะใช้เคมีบำบัดเป็นหลัก  โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้ไขกระดูกกลับมาทำหน้าที่ตามปกติให้ได้เร็วที่สุด  โดยให้ยาเคมีบำบัดอย่างต่อเนื่อง  จนผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะโรคสงบแล้วจึงปรับการให้ยาตามขนาดและเวลาต่างกัน</li>
</ul>
<p>ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ไม่ได้รับการรักษา  จะเสียชีวิตอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์  เนื่องจากภาวะไขกระดูกล้มเหลวทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อรุนแรง  หรือเลือดออกในอวัยวะที่สำคัญ  ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยโปรแกรมการรักษาที่เหมาะสม  มีโอกาสเข้าสู่ภาวะโรคสงบประมาณร้อยละ 70-80%  ทั้งนี้ขึ้นกับอายุของผู้ป่วย  จำนวนเม็ดเลือดขาวเมื่อแรกวินิจฉัย  และความผิดปกติของโครโมโซมที่ตรวจพบ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/leukemia.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การดูแลเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/dm-foot-care.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/dm-foot-care.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 10 Dec 2010 15:22:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-อายุรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=373</guid>
		<description><![CDATA[

แผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้การรักษายุ่งยาก   อย่างไรก็ตามการป้องกันสามารถทำได้ง่าย   โดยการปฏิบัติตัวทั่วไปที่แนะนำประกอบด้วย


ทำความสะอาดเท้าทุกวันด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อน วันละ 2 ครั้ง  และทำความสะอาดทันทีทุกครั้งที่เท้าเปื้อนสิ่งสกปรก  และเช็ดเท้าให้แห้งทันทีรวมทั้งบริเวณซอกนิ้วเท้า
สำรวจเท้าอย่างละเอียดทุกวัน รวมทั้งบริเวณซอกนิ้วเท้า ว่ามีแผล, หนังด้านแข็ง,ตาปลา, รอยแตก หรือการติดเชื้อรา หรือไม่
หากมีปัญหาเรื่องสายตา ควรให้ญาติหรือผู้ใกล้ชิดสำรวจเท้าและรองเท้าให้ทุกวัน
หาก ผิวแห้งควรใช้ครีมทาบางๆ  แต่ไม่ควรทาบริเวณซอกระหว่างนิ้วเท้าเนื่องจากอาจทำให้ซอกนิ้วอับชื้น,  ติดเชื้อรา และผิวหนังเปื่อยเป็นแผลได้ง่าย
ห้ามแช่เท้าในน้ำร้อนหรือใช้อุปกรณ์ให้ความร้อน (เช่น กระเป๋าน้ำร้อน) วางที่เท้าโดยไม่ได้ทำการทดสอบอุณหภูมิก่อน
หาก จำเป็นต้องแช่เท้าในน้ำร้อนหรือใช้อุปกรณ์ให้ความร้อนวางที่เท้า  จะต้องทำการทดสอบอุณหภูมิก่อน  โดยให้ผู้ป่วยใช้ข้อศอกทดสอบระดับความร้อนของน้ำหรืออุปกรณ์ให้ความร้อนก่อน ทุกครั้ง  ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนที่เส้นประสาทส่วนปลายมากจนไม่สามารถรับความรู้สึก ร้อนได้ควรให้ญาติหรือผู้ใกล้ชิดเป็นผู้ทำการทดสอบอุณหภูมิแทน
หากมีอาการเท้าเย็นในเวลากลางคืน ให้แก้ไขโดยการสวมถุงเท้า
เลือก สวมรองเท้าที่มีขนาดพอดี, ถูกสุขลักษณะ, เหมาะสมกับรูปเท้า  และทำจากวัสดุที่นุ่ม (เช่น หนังที่นุ่ม) แบบรองเท้าควรเป็นรองเท้าหุ้มส้น  (ซึ่งจะช่วยป้องกันอันตรายที่เท้าได้ดี), ไม่มีตะเข็บหรือมีตะเข็บน้อย  (เพื่อมิให้ตะเข็บกดผิวหนัง) และมีเชือกผูก  (ซึ่งจะช่วยให้สามารถปรับความพอดีกับเท้าได้อย่างยืดหยุ่นกว่ารองเท้าแบบ อื่น)
หลีกเลี่ยงหรือห้ามสวมรองเท้าที่ทำด้วยยางหรือพลาสติก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p>แผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้การรักษายุ่งยาก   อย่างไรก็ตามการป้องกันสามารถทำได้ง่าย   โดยการปฏิบัติตัวทั่วไปที่แนะนำประกอบด้วย<img title="More..." src="http://m.gownclub.com/wp-includes/js/tinymce/plugins/wordpress/img/trans.gif" alt="" /></p>
<p><span id="more-373"></span></p>
<ul>
<li>ทำความสะอาดเท้าทุกวันด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อน วันละ 2 ครั้ง  และทำความสะอาดทันทีทุกครั้งที่เท้าเปื้อนสิ่งสกปรก  และเช็ดเท้าให้แห้งทันทีรวมทั้งบริเวณซอกนิ้วเท้า</li>
<li>สำรวจเท้าอย่างละเอียดทุกวัน รวมทั้งบริเวณซอกนิ้วเท้า ว่ามีแผล, หนังด้านแข็ง,ตาปลา, รอยแตก หรือการติดเชื้อรา หรือไม่</li>
<li>หากมีปัญหาเรื่องสายตา ควรให้ญาติหรือผู้ใกล้ชิดสำรวจเท้าและรองเท้าให้ทุกวัน</li>
<li>หาก ผิวแห้งควรใช้ครีมทาบางๆ  แต่ไม่ควรทาบริเวณซอกระหว่างนิ้วเท้าเนื่องจากอาจทำให้ซอกนิ้วอับชื้น,  ติดเชื้อรา และผิวหนังเปื่อยเป็นแผลได้ง่าย</li>
<li>ห้ามแช่เท้าในน้ำร้อนหรือใช้อุปกรณ์ให้ความร้อน (เช่น กระเป๋าน้ำร้อน) วางที่เท้าโดยไม่ได้ทำการทดสอบอุณหภูมิก่อน</li>
<li>หาก จำเป็นต้องแช่เท้าในน้ำร้อนหรือใช้อุปกรณ์ให้ความร้อนวางที่เท้า  จะต้องทำการทดสอบอุณหภูมิก่อน  โดยให้ผู้ป่วยใช้ข้อศอกทดสอบระดับความร้อนของน้ำหรืออุปกรณ์ให้ความร้อนก่อน ทุกครั้ง  ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนที่เส้นประสาทส่วนปลายมากจนไม่สามารถรับความรู้สึก ร้อนได้ควรให้ญาติหรือผู้ใกล้ชิดเป็นผู้ทำการทดสอบอุณหภูมิแทน</li>
<li>หากมีอาการเท้าเย็นในเวลากลางคืน ให้แก้ไขโดยการสวมถุงเท้า</li>
<li>เลือก สวมรองเท้าที่มีขนาดพอดี, ถูกสุขลักษณะ, เหมาะสมกับรูปเท้า  และทำจากวัสดุที่นุ่ม (เช่น หนังที่นุ่ม) แบบรองเท้าควรเป็นรองเท้าหุ้มส้น  (ซึ่งจะช่วยป้องกันอันตรายที่เท้าได้ดี), ไม่มีตะเข็บหรือมีตะเข็บน้อย  (เพื่อมิให้ตะเข็บกดผิวหนัง) และมีเชือกผูก  (ซึ่งจะช่วยให้สามารถปรับความพอดีกับเท้าได้อย่างยืดหยุ่นกว่ารองเท้าแบบ อื่น)</li>
<li>หลีกเลี่ยงหรือห้ามสวมรองเท้าที่ทำด้วยยางหรือพลาสติก เนื่องจากจะมีโอกาสเกิดการเสียดสีเป็นแผลได้ง่าย</li>
<li>ห้ามสวมรองเท้าแตะประเภทที่ใช้นิ้วเท้าคีบสายรองเท้า</li>
<li>หากต้องสวมรองเท้าที่ซื้อใหม่ ในระยะแรกไม่ควรสวมรองเท้าใหม่เป็นเวลานานหลายๆ ชั่วโมงต่อเนื่องกัน ควรใส่สลับกับรองเท้าเก่าก่อนระยะหนึ่ง จนกระทั่งรองเท้าใหม่มีความนุ่มและเข้ากับรูปเท้าได้ดี</li>
<li>ผู้ป่วยที่ต้องสวมรองเท้าหุ้มส้นทุกวันเป็นเวลาต่อเนื่องหลายชั่วโมงในแต่ละวันควรมีรองเท้าหุ้มส้นมากกว่า 1 คู่ สวมสลับกัน และควรผึ่งรองเท้าที่ไม่ได้สวมให้แห้งเพื่อมิให้รองเท้าอับชื้นจากเหงื่อที่เท้า</li>
<li>สวมถุงเท้าก่อนสวมรองเท้าเสมอ เลือกใช้ถุงเท้าที่ไม่มีตะเข็บ (หากถุงเท้ามีตะเข็บให้กลับด้านในออก), ทำจากผ้าฝ้ายซึ่งมีความนุ่มและสามารถซับเหงื่อได้(ซึ่งจะช่วยลดความอับชื้นได้ดี) และไม่รัดแน่นจนเกินไป นอกจากนี้ควรเปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน</li>
<li>สำรวจดูรองเท้าทั้งภายในและภายนอกก่อนสวมทุกครั้งว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในรองเท้าหรือไม่ เพื่อป้องกันการเหยียบสิ่งแปลกปลอมจนเกิดแผล</li>
<li>ห้ามตัดเล็บจนสั้นเกินไปและลึกถึงจมูกเล็บ ควรตัดตามแนวของเล็บเท่านั้นโดยให้ปลายเล็บเสมอกับปลายนิ้ว ห้ามตัดเนื้อเพราะอาจเกิดแผลและมีเลือดออก</li>
<li>ห้ามตัดตาปลาหรือหนังด้านแข็งด้วยตนเอง รวมทั้งห้ามใช้สารเคมีใดๆ ลอกตาปลาด้วยตนเอง</li>
<li>ห้ามเดินเท้าเปล่าทั้งภายใน, บริเวณรอบบ้าน และนอกบ้านโดยเฉพาะบนพื้นผิวที่ร้อน (เช่น หาดทราย พื้นซีเมนต์)</li>
<li>หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง โดยเฉพาะในกรณีที่มีหลอดเลือดแดงที่ขาตีบ</li>
<li>ควบคุมระดับกลูโคสในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด</li>
<li>พบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอเพื่อสำรวจและตรวจเท้า</li>
<li>หากพบว่ามีแผลแม้เพียงเล็กน้อย ให้ทำความสะอาดทันที และควรพบแพทย์โดยเร็ว</li>
<li>งดสูบบุหรี่</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/dm-foot-care.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตรวจคัดกรองโรคเอ๋อ</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/congenital-thyroid.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/congenital-thyroid.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Dec 2010 10:00:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-เด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[-ธัยรอยด์]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคเอ๋อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=370</guid>
		<description><![CDATA[

เด็กแรกเกิดทุกคน ควรได้รับการตรวจกรองโรคเอ๋อหรือโรคต่อมธัยรอยด์บกพร่องเมื่ออายุ 2-7 วันหลังเกิด
ทำไมต้องตรวจคัดกรองโรค &#8220;เอ๋อ&#8221; ในเด็กแรกเกิด
เพราะว่าโรคนี้ ส่วนใหญ่เป็นมาแต่กำเนิด ไม่มีอาการเห็นชัด ถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัยโรค และให้การรักษาภายในอายุ 2-3 เดือน จะกลายเป็นเด็กปัญญาอ่อนอย่างรุนแรง  แก้ไขไม่ได้และร่างกายจะเติบโตช้ากว่าเด็กอื่น
โรคเอ๋อ มีอาการอย่างไร
อาการของโรคจะปรากฏให้เห็น เมื่อเป็นมากแล้ว อาการที่เกิดขึ้นได้แก่

ร้องเสียงแหบ
ท้องผูก
สะดือจุ่น
ผิวหยาบแห้ง
ตัวเตี้ย ไม่โตสมอายุ
พัฒนาการช้า เช่น ไม่ชันคอ, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, พลิกคว่ำไม่ได้ เป็นต้น

วิธีการตรวจคัดกรองโรคเอ๋อ
การวินิจฉัยโรคทำได้จากการตรวจเลือดเท่านั้น  โดยการเจาะเลือดเด็กจำนวน 6 หยด  ถ้าผลเลือดผิดปกติทางโรงพยาบาลที่คัดกรองจะมีจดหมายมาที่บ้านเพื่อติดตามมาตรวจร่างกาย  ถามอาการและเจาะเลือดยืนยันการวินิจฉัยอีกครั้ง   กรณีที่เด็กมีอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น  แต่ไม่มีจดหมายติดตามจากโรงพยาบาล  ผู้ปกครองสามารถเด็กพามาตรวจที่โรงพยาบาลได้
ถ้าผลตรวจคัดกรองโรคผิดปกติ แสดงว่าเด็กเป็นโรคธัยรอยด์บกพร่องใช่หรือไม่
ไม่ใช่เสมอไป  การตรวจคัดกรองเป็นการตรวจในเบื้องต้นเท่านั้น  จึงำเป็นต้องนำเด็กมาพบแพทย์ทันทีที่รู้ผล  เพื่อทำการตรวจซ้ำ  โดยแพทย์จะทำการตรวจร่างกาย  เจาะเลือด  และตรวจด้วยวิธีพิเศษเพิ่มเติมตามความจำเป็น
โรคเอ๋อรักษาอย่างไร
การวินิจฉัยและให้การรักษาได้ก่อนอายุ 1 เดือนจะทำให้ผลการรักษาดี  เด็กจะเติบโตเป็นปกติเหมือนเด็กทั่วไป   แพทย์จะรักษาโดยการให้รับประทานยาประมาณ 1/4 เม็ดต่อวัน   โรคเอ๋อเป็นโรคที่รักษาง่ายและได้ผลดี ถ้าตรวจพบและเริ่มรักษาอย่างรวดเร็ว
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p>เด็กแรกเกิดทุกคน ควรได้รับการตรวจกรองโรคเอ๋อหรือโรคต่อมธัยรอยด์บกพร่องเมื่ออายุ 2-7 วันหลังเกิด<span id="more-370"></span></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ทำไมต้องตรวจคัดกรองโรค &#8220;เอ๋อ&#8221; ในเด็กแรกเกิด</strong></span></p>
<p>เพราะว่าโรคนี้ ส่วนใหญ่เป็นมาแต่กำเนิด ไม่มีอาการเห็นชัด ถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัยโรค และให้การรักษาภายในอายุ 2-3 เดือน จะกลายเป็นเด็กปัญญาอ่อนอย่างรุนแรง  แก้ไขไม่ได้และร่างกายจะเติบโตช้ากว่าเด็กอื่น</p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">โรคเอ๋อ มีอาการอย่างไร</span></strong></p>
<p>อาการของโรคจะปรากฏให้เห็น เมื่อเป็นมากแล้ว อาการที่เกิดขึ้นได้แก่</p>
<ul>
<li>ร้องเสียงแหบ</li>
<li>ท้องผูก</li>
<li>สะดือจุ่น</li>
<li>ผิวหยาบแห้ง</li>
<li>ตัวเตี้ย ไม่โตสมอายุ</li>
<li>พัฒนาการช้า เช่น ไม่ชันคอ, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, พลิกคว่ำไม่ได้ เป็นต้น</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>วิธีการตรวจคัดกรองโรคเอ๋อ</strong></span></p>
<p>การวินิจฉัยโรคทำได้จากการตรวจเลือดเท่านั้น  โดยการเจาะเลือดเด็กจำนวน 6 หยด  ถ้าผลเลือดผิดปกติทางโรงพยาบาลที่คัดกรองจะมีจดหมายมาที่บ้านเพื่อติดตามมาตรวจร่างกาย  ถามอาการและเจาะเลือดยืนยันการวินิจฉัยอีกครั้ง   กรณีที่เด็กมีอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น  แต่ไม่มีจดหมายติดตามจากโรงพยาบาล  ผู้ปกครองสามารถเด็กพามาตรวจที่โรงพยาบาลได้</p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">ถ้าผลตรวจคัดกรองโรคผิดปกติ แสดงว่าเด็กเป็นโรคธัยรอยด์บกพร่องใช่หรือไม่</span></strong></p>
<p>ไม่ใช่เสมอไป  การตรวจคัดกรองเป็นการตรวจในเบื้องต้นเท่านั้น  จึงำเป็นต้องนำเด็กมาพบแพทย์ทันทีที่รู้ผล  เพื่อทำการตรวจซ้ำ  โดยแพทย์จะทำการตรวจร่างกาย  เจาะเลือด  และตรวจด้วยวิธีพิเศษเพิ่มเติมตามความจำเป็น</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>โรคเอ๋อรักษาอย่างไร</strong></span></p>
<p>การวินิจฉัยและให้การรักษาได้ก่อนอายุ 1 เดือนจะทำให้ผลการรักษาดี  เด็กจะเติบโตเป็นปกติเหมือนเด็กทั่วไป   แพทย์จะรักษาโดยการให้รับประทานยาประมาณ 1/4 เม็ดต่อวัน   โรคเอ๋อเป็นโรคที่รักษาง่ายและได้ผลดี ถ้าตรวจพบและเริ่มรักษาอย่างรวดเร็ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/congenital-thyroid.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/breast-exam.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/breast-exam.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Jun 2010 14:58:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-สูติ-นรีเวช]]></category>
		<category><![CDATA[-ตรวจสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[-มะเร็งเต้านม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=351</guid>
		<description><![CDATA[


มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในสตรี  ปัจจัยที่จะทำให้การรักษาได้ผลดีนั้นขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่เป็น  ถ้าเรายิ่งค้นพบให้ได้ตั้งแต่ระยะต้นๆ ก็จะรักษาได้  การที่เราจะพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกนั้นต้องอาศัย 3 สิ่งต่อไปนี้

การตรวจเต้านมด้วยตนเอง  อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เมื่ออายุได้ 20 ปีขึ้นไป
การตรวจเต้านมโดยแพทย์ทุก 3 ปี เมื่ออายุ 20 ปี เป็นต้นไป และเมื่ออายุถึง 40 ปี  ควรที่จะได้รับการตรวจทุกปี
การทำแมมโมแกรม  ควรทำไว้เป็นเบื้องต้น 1 ครั้ง ในช่วงอายุ 35-40 ปี และทำทุก 1-2 ปี เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไปในบุคคลทั่วไป  ส่วนสำหรับคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม  ควรทำการตรวจตั้งแต่อายุที่คนในครอบครัวเริ่มเป็น  ในบางกรณีแพทย์อาจทำการตรวจด้วยอัลตร้าซาวน์ร่วมด้วย

การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง
เป็นการตรวจที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ถ้าเราทำเป็นประจำจะเป็นการลงทุนทางสุขภาพที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด โดย

ตรวจเป็นประจำทุกเดือน
ตรวจหลังประจำเดือนมา 7-10 วัน  นับจากวันแรกของการมีประจำเดือน
ตรวจวันเดียวกันของทุกเดือนถ้าคุณไม่มีประจำเดือนแล้ว

วิธีการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง

ยืนหน้ากระจกแล้วดูที่เต้านมทั้ง 2 ข้าง  แล้วสังเกตว่า ขนาด รูปร่าง สีผิว ตำแหน่งของเต้านมหัวนมเป็นอย่างไร และควรเทียบการเปลี่ยนแปลงกับเดือนก่อน
หลังจากนั้นให้ยกแขนขึ้นเหนือศรีษะทั้ง 2 ข้าง แล้วดูที่เต้านมอีกครั้ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-368" title="breast-exam0" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam0-300x206.jpg" alt="breast-exam0" width="300" height="206" /></p>
<p>มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในสตรี  ปัจจัยที่จะทำให้การรักษาได้ผลดีนั้นขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่เป็น  ถ้าเรายิ่งค้นพบให้ได้ตั้งแต่ระยะต้นๆ ก็จะรักษาได้  การที่เราจะพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกนั้นต้องอาศัย 3 สิ่งต่อไปนี้</p>
<ol>
<li>การตรวจเต้านมด้วยตนเอง  อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เมื่ออายุได้ 20 ปีขึ้นไป</li>
<li>การตรวจเต้านมโดยแพทย์ทุก 3 ปี เมื่ออายุ 20 ปี เป็นต้นไป และเมื่ออายุถึง 40 ปี  ควรที่จะได้รับการตรวจทุกปี</li>
<li>การทำแมมโมแกรม  ควรทำไว้เป็นเบื้องต้น 1 ครั้ง ในช่วงอายุ 35-40 ปี และทำทุก 1-2 ปี เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไปในบุคคลทั่วไป  ส่วนสำหรับคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม  ควรทำการตรวจตั้งแต่อายุที่คนในครอบครัวเริ่มเป็น  ในบางกรณีแพทย์อาจทำการตรวจด้วยอัลตร้าซาวน์ร่วมด้วย<span id="more-351"></span></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง</span></strong></p>
<p>เป็นการตรวจที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ถ้าเราทำเป็นประจำจะเป็นการลงทุนทางสุขภาพที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด โดย</p>
<ol>
<li>ตรวจเป็นประจำทุกเดือน</li>
<li>ตรวจหลังประจำเดือนมา 7-10 วัน  นับจากวันแรกของการมีประจำเดือน</li>
<li>ตรวจวันเดียวกันของทุกเดือนถ้าคุณไม่มีประจำเดือนแล้ว</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>วิธีการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง</strong></span></p>
<ol>
<li>ยืนหน้ากระจกแล้วดูที่เต้านมทั้ง 2 ข้าง  แล้วสังเกตว่า ขนาด รูปร่าง สีผิว ตำแหน่งของเต้านมหัวนมเป็นอย่างไร และควรเทียบการเปลี่ยนแปลงกับเดือนก่อน<img class="aligncenter size-medium wp-image-360" title="breast-exam" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam-233x300.jpg" alt="breast-exam" width="158" height="204" /></li>
<li>หลังจากนั้นให้ยกแขนขึ้นเหนือศรีษะทั้ง 2 ข้าง แล้วดูที่เต้านมอีกครั้ง ค่อยๆหมุนตัวช้าๆ เพื่อที่จะดูบริเวณด้านข้างของเต้านม<img class="aligncenter size-medium wp-image-361" title="breast-exam2" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam2-233x300.jpg" alt="breast-exam2" width="152" height="196" /></li>
<li>มือเท้าเอวและโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย  ดูความเปลี่ยนแปลงซ้ำอีกครั้ง<img class="aligncenter size-medium wp-image-363" title="breast-exam3" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam3-233x300.jpg" alt="breast-exam3" width="136" height="175" /></li>
<li>ใช้นิ้วมือบีบที่หัวนมเบาๆ ดูว่ามีเลือด หนอง หรือน้ำไหลออกจาหัวนมหรือไม่<img class="aligncenter size-medium wp-image-364" title="breast-exam4" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam4-233x300.jpg" alt="breast-exam4" width="134" height="172" /></li>
<li>เริ่มคลำเต้านม ให้คลำตั้งแต่กระดูกไหปลาร้าลงมา ใช้มือซ้ายคลำเต้านมข้างขวา ให้ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางทั้ง 3 นิ้ว ค่อยๆกดลงบนผิวหนังเบาๆและกดแรงขึ้น จนกระทั่งสัมผัสกระดูกซี่โครง คลำเต้านมให้ทั่วทิศทาง  การคลำทำได้หลายแบบ  สิ่งที่สำคัญคือต้องคลำให้ทั่วเต้านมไปจนถึงบริเวณรักแร้ใต้วงแขน หลังจากนั้นให้เปลี่ยนคลำอีกข้างแบบเดียวกัน<img class="size-medium wp-image-365 alignleft" title="breast-exam5" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam5-233x300.jpg" alt="breast-exam5" width="130" height="167" /><img class="aligncenter size-medium wp-image-366" title="breast-exam6" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam6-233x300.jpg" alt="breast-exam6" width="141" height="182" /></li>
<li>เมื่อเสร็งการคลำในท่ายืนแล้ว ให้เปลี่ยนเป็นคลำในท่านอน  ใช้หมอนหนุนไหล่ข้างที่จะคลำ  แล้วคลำซ้ำเหมือนท่ายืน<img class="aligncenter size-medium wp-image-367" title="breast-exam7" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/06/breast-exam7-233x300.jpg" alt="breast-exam7" width="161" height="208" /></li>
</ol>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การตรวจพบที่ต้องระวัง</strong></span></p>
<ul>
<li>ก้อนเนื้อเต้านมหนากว่าปกติ Lump or thickening (breast, underarm)</li>
<li>ผิวหนังแดง หรือร้อน</li>
<li>รูขุมขนใหญ่ขึ้นเหมือนผิวส้ม</li>
<li>ผิวหนังบุ๋ม หรือมีการหดรั้ง</li>
<li>มีการนูนของผิว</li>
<li>ปวดกว่าปกติที่เคย</li>
<li>คัน มีผื่น โดยเฉพาะบริเวณหัวนม และฐานรอบหัวนม</li>
<li>หัวนมบุ๋ม</li>
<li>การชี้ของหัวนมเปลี่ยนทิศทาง</li>
<li>เลือดไหลออกจากหัวนม</li>
<li>มีแผลที่หายยากของเต้านม หัวนม</li>
</ul>
<p>ถ้าตรวจพบอาการเหล่านี้ ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจโดยเร็ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/breast-exam.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเกิดแผลกดทับ</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/surgery/bed-sor.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/surgery/bed-sor.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 May 2010 15:01:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-แผลกดทับ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=343</guid>
		<description><![CDATA[

แผลกดทับเป็นปัญหาที่เกิดบ่อยในผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยเจ็บหนักที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ หรือในผู้ป่วยที่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหวโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยอัมพาตเนื่องจากการบาดเจ็บของไขสันหลัง หรือหลอดเลือดสมองแตก เมื่อเกิดแผลกดทับขึ้นต้องใช้เวลารักษานานขึ้น เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การติดเชื้อเรื้อรัง การติดเชื้อในเลือด  การดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับนั้นง่ายกว่าการรักษาแผลกดทับ  ดังนั้นการป้องกันจึงมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง
สาเหตุของการเกิดแผลกดทับ
แผลกดทับ คือ บริเวณที่มีการตายของเซลล์ เกิดเป็นแผลขึ้นกับเนื้อเยื่อ สาเหตุเกิดจากน้ำหนักตัวที่กดทับเป็นเวลานาน โดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูก ซึ่งเกิดขึ้นได้หลังจากถูกแรงกดนาน 4-6 ชม. แต่ถ้ามีการคลายแรงกดเป็นระยะอย่างน้อยทุก 2 ชม. จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อเล็กน้อย
ระดับความรุนแรงของการเกิดแผลกดทับ
ระยะที่ 1. เริ่มมีรอยแดงของผิวหนัง
ระยะที่ 2. มีแผลผิวหนังถลอก
ระยะที่ 3. เป็นแผลลึกลงไปทำลายชั้นของผิวหนังจนถึงชั้นกล้ามเนื้อและกระดูก
ปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดแผลกดทับ

ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
สภาวะที่ไม่รู้สึกตัว อัมพาต
สภาวะโลหิตจาง ขาดสารอาหาร
ความชื้นจากเหงื่อ หรืออุจจาระ ปัสสาวะรด ทำให้เกิดความเปื่อยของผิวหนัง
แรงเสียดสีจากการเคลื่อนย้ายตัวผู้ป่วยโดยการดึงลากแรงๆ หรือผู้ป่วยลื่นไถลเสียดสีกับผ้าปูที่นอน จะทำให้มีการหลุดหลอกของผิวหนัง และมีแผลเปื่อยขึ้น

บริเวณปุ่มกระดูกที่เกิดแผลกดทับบ่อย

กระดูกก้นกบ
กระดูกสะโพก
กระดูกข้อเท้า
กระดูกส้นเท้า

การป้องกันการเกิดแผลกดทับ

ลดการกดทับผิวหนังบริเวณต่างๆ ของร่างกาย โดยการเปลี่ยนท่าหรือพลิกตะแคงตัวสลับข้างอย่างน้อยทุก 2 ชม. หรือ ใช้อุปกรณ์เสริมที่เหมาะสม เช่น ใช้ที่นอนฟองน้ำ หรือใช้ที่นอนลมปูทับบนที่นอน
สังเกตผิวหนังโดยเฉพาะตามปุ่มกระดูกต่างๆ ของร่างกายทุกวันเพื่อตรวจดูความผิดปกติของผิวหนัง เช่น รอยแดง รอยถลอก ซึ่งเป็นระยะเริ่มแรกของการเกิดแผลกดทับ
รักษาความสะอาดของร่างกายโดยทำความสะอาดด้วยสบู่อ่อน และดูแลผิวหนังไม่ให้เปียกชื้น
ดูแลให้ได้รับอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p>แผลกดทับเป็นปัญหาที่เกิดบ่อยในผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยเจ็บหนักที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ หรือในผู้ป่วยที่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหวโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยอัมพาตเนื่องจากการบาดเจ็บของไขสันหลัง หรือหลอดเลือดสมองแตก เมื่อเกิดแผลกดทับขึ้นต้องใช้เวลารักษานานขึ้น เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การติดเชื้อเรื้อรัง การติดเชื้อในเลือด  การดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับนั้นง่ายกว่าการรักษาแผลกดทับ  ดังนั้นการป้องกันจึงมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง<span id="more-343"></span></p>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">สาเหตุของการเกิดแผลกดทับ</span></strong></p>
<p>แผลกดทับ คือ บริเวณที่มีการตายของเซลล์ เกิดเป็นแผลขึ้นกับเนื้อเยื่อ สาเหตุเกิดจากน้ำหนักตัวที่กดทับเป็นเวลานาน โดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูก ซึ่งเกิดขึ้นได้หลังจากถูกแรงกดนาน 4-6 ชม. แต่ถ้ามีการคลายแรงกดเป็นระยะอย่างน้อยทุก 2 ชม. จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อเล็กน้อย</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>ระดับความรุนแรงของการเกิดแผลกดทับ</strong></span></p>
<p>ระยะที่ 1. เริ่มมีรอยแดงของผิวหนัง</p>
<p>ระยะที่ 2. มีแผลผิวหนังถลอก</p>
<p>ระยะที่ 3. เป็นแผลลึกลงไปทำลายชั้นของผิวหนังจนถึงชั้นกล้ามเนื้อและกระดูก</p>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">ปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดแผลกดทับ</span></strong></p>
<ol>
<li>ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้</li>
<li>สภาวะที่ไม่รู้สึกตัว อัมพาต</li>
<li>สภาวะโลหิตจาง ขาดสารอาหาร</li>
<li>ความชื้นจากเหงื่อ หรืออุจจาระ ปัสสาวะรด ทำให้เกิดความเปื่อยของผิวหนัง</li>
<li>แรงเสียดสีจากการเคลื่อนย้ายตัวผู้ป่วยโดยการดึงลากแรงๆ หรือผู้ป่วยลื่นไถลเสียดสีกับผ้าปูที่นอน จะทำให้มีการหลุดหลอกของผิวหนัง และมีแผลเปื่อยขึ้น</li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">บริเวณปุ่มกระดูกที่เกิดแผลกดทับบ่อย</span></strong></p>
<ul>
<li>กระดูกก้นกบ</li>
<li>กระดูกสะโพก</li>
<li>กระดูกข้อเท้า</li>
<li>กระดูกส้นเท้า</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">การป้องกันการเกิดแผลกดทับ</span></strong></p>
<ol>
<li>ลดการกดทับผิวหนังบริเวณต่างๆ ของร่างกาย โดยการเปลี่ยนท่าหรือพลิกตะแคงตัวสลับข้างอย่างน้อยทุก 2 ชม. หรือ ใช้อุปกรณ์เสริมที่เหมาะสม เช่น ใช้ที่นอนฟองน้ำ หรือใช้ที่นอนลมปูทับบนที่นอน</li>
<li>สังเกตผิวหนังโดยเฉพาะตามปุ่มกระดูกต่างๆ ของร่างกายทุกวันเพื่อตรวจดูความผิดปกติของผิวหนัง เช่น รอยแดง รอยถลอก ซึ่งเป็นระยะเริ่มแรกของการเกิดแผลกดทับ</li>
<li>รักษาความสะอาดของร่างกายโดยทำความสะอาดด้วยสบู่อ่อน และดูแลผิวหนังไม่ให้เปียกชื้น</li>
<li>ดูแลให้ได้รับอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่</li>
<li>ทาผิวหนังด้วยโลชั่น เพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้น และไม่ฉีกขาดง่าย</li>
<li>หลีกเลี่ยงการดึงลากผู้ป่วย</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/surgery/bed-sor.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคภูมิแพ้</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/allergicrhinitis.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/allergicrhinitis.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Mar 2010 03:12:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-หู คอ จมูก]]></category>
		<category><![CDATA[-เด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[-ปวดหู]]></category>
		<category><![CDATA[-ภูมิแพ้]]></category>
		<category><![CDATA[-หูอื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคนอนกรน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=338</guid>
		<description><![CDATA[

 โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่มีความผิดปกติของระบบภูิมิคุ้มกัน โดยที่ร่างกายจะมีปฏิกิริยาไวต่อสารที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้หรือสารระคายเคืองซึ่งจะทำให้เกิดอาการแพ้  โรคนี้มักไม่ค่อยรุนแรงถึงชีวิต  แต่จะส่งผมรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือการทำงาน ภูมิแพ้เป็นโรคที่พบมากในประชากรทั่วโลก สำหรับประเทศไทยนั้น จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปี
โรคแทรกซ้อน
ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หากไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยให้มีอาการเป็นเวลานานๆ อาจทำให้มีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ, ริดสีดวงจมูก, นอนกรน, ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ผิวหนังติดเชื้อ, คออักเสบ, ไอเรื้อรัง, หูชั้นกลางอักเสบ, ปวดหู, หูอื้อ, นอกจากนี้ยังมีปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดอาการโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้นหรืออาการรุนแรงขึ้น เช่น อากาศหนาว อากาศเปลี่ยน มลพิษในอากาศ
สาเหตุของโรคภูมิแพ้  โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อแต่เกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 อย่างคือ

กรรมพันธุ์  กรณีที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่บ่งชี้ว่ามีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ง่ายขึ้น  ภูมิแพ้เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้  ถ้าพ่อหรือแม่เป็นลูกก็จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ได้ประมาณ 30% แต่ถ้าหากทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ทั้งคู่  ลูกที่เกิดจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นภูมิแพ้สูงถึง 60-70%
สิ่งแวดล้อม  เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากเพราะสารก่อภูมิแพ้ที่จะเข้าสู่ร่างกายของเรา เกิดจากสภาวะแวดล้อมทั้งสิ้น ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น โดยการหายใจ การรับประทาน หรือแม้แต่การสัมผัส

สารก่อภูมิแพ้คืออะไร
คือสารที่ร่างกายได้รับหรือสัมผัส  แล้วทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ตามมา  ที่พบบ่อยได้แก่  ไรฝุ่น, ละออกเกสร, [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><span style="color: #ff9900;"><strong> โรคภูมิแพ้ คือ</strong></span> โรคที่มีความผิดปกติของระบบภูิมิคุ้มกัน โดยที่ร่างกายจะมีปฏิกิริยาไวต่อสารที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้หรือสารระคายเคืองซึ่งจะทำให้เกิดอาการแพ้  โรคนี้มักไม่ค่อยรุนแรงถึงชีวิต  แต่จะส่งผมรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือการทำงาน ภูมิแพ้เป็นโรคที่พบมากในประชากรทั่วโลก สำหรับประเทศไทยนั้น จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปี<br />
โรคแทรกซ้อน<span id="more-338"></span><br />
ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หากไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยให้มีอาการเป็นเวลานานๆ อาจทำให้มีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ, ริดสีดวงจมูก, นอนกรน, ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ผิวหนังติดเชื้อ, คออักเสบ, ไอเรื้อรัง, หูชั้นกลางอักเสบ, ปวดหู, หูอื้อ, นอกจากนี้ยังมีปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดอาการโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้นหรืออาการรุนแรงขึ้น เช่น อากาศหนาว อากาศเปลี่ยน มลพิษในอากาศ<br />
สาเหตุของโรคภูมิแพ้  โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อแต่เกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 อย่างคือ</p>
<ol>
<li>กรรมพันธุ์  กรณีที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่บ่งชี้ว่ามีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ง่ายขึ้น  ภูมิแพ้เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้  ถ้าพ่อหรือแม่เป็นลูกก็จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ได้ประมาณ 30% แต่ถ้าหากทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ทั้งคู่  ลูกที่เกิดจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นภูมิแพ้สูงถึง 60-70%</li>
<li>สิ่งแวดล้อม  เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากเพราะสารก่อภูมิแพ้ที่จะเข้าสู่ร่างกายของเรา เกิดจากสภาวะแวดล้อมทั้งสิ้น ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น โดยการหายใจ การรับประทาน หรือแม้แต่การสัมผัส</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>สารก่อภูมิแพ้คืออะไร</strong></span></p>
<p>คือสารที่ร่างกายได้รับหรือสัมผัส  แล้วทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ตามมา  ที่พบบ่อยได้แก่  ไรฝุ่น, ละออกเกสร, เชื้อรา  อาหารบางชนิดเช่น นมวัว, ไข่ขาว,  อาการทะเล  นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งเสริมทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ ได้แก่ อากาศเปลี่ยน การสัมผัสสารระคายเคืองเช่น ควันธูป ควันบุหรี่</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การทดสอบภูมิแพ้  Allergy skin prick test</strong></span></p>
<p>เมื่อร่างกายเกิดโรคภูมิแพ้ขึ้น  จำเป็นต้องทราบว่าร่างกายแพ้สารก่อภูมิแพ้ใด  เพราะการรักษาที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้  การทดสอบภูมิแพ้ (Skin prick test) เป็นการทดสอบภูมิแพ้ต่อสารชนิดต่าๆ ทางผิวหนัง  โดยแพทย์จะเป็นผู้ทำการทดสอบด้วยน้ำยาทดสอบภูมิแพ้โดยเฉพาะ  ซึ่งจะสามารถทำให้ทราบว่า  คนไข้มีอาการแพ้สารใดบ้าง เช่น แมลงสาบ, ขนแมว, ไรฝุ่น, เชื้อรา, ขนสุนัข, เกสรหญ้า, ฝุ่นบ้าน, และแพ้อาหารต่างๆ เป็นต้น  ซึ่งการทดสอบชนิดนี้ไม่ทำให้คนไข้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดและแพทย์ก็สามารถแจ้งผลการตรวจให้คนไข้ทราบได้ทันที</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การรักษาภูมิแพ้</strong></span></p>
<ol>
<li>การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคือง  เนื่องจากการรักษาที่ดีที่สุดของโรคภูมิแพ้ คือการหลีกเีลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็จำเป็นต้องใช้ยาเพื่อรักษา หรือเพื่อบรรเทาและควบคุมอาการที่จะเกิดขึ้น</li>
<li>การใช้ยารักษา  แพทย์จะวินิจฉัยและจ่ายยาให้คนไข้อย่างเหมาะสม  เพื่อบรรเทาและควบคุมอาการที่จะเกิดขึ้น  ผู้ที่มีอาการคัดจมูกมากอาจจะต้องให้ยาลดอาการคัดจมูก  สำหรับผู้ที่มีอาการเรื้อรัง  อาจจะต้องใข้ยาพ่นจมูก</li>
<li>การฉีดวัคซีน รักษาโรคภูมิแพ้  โดยผู้ป่วยจะได้รับการฉีดสารก่อภูมิแพ้เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันชนิด IgG  การฉีดจะเลือกฉีดเฉพาะสารก่อภูมิแพ้ที่ได้ทดสอบทางผิวหนังแล้วว่าแพ้  และจากนั้นแพทย์จะเพิ่มขนาดยาตามตารางเวลา  ซึ่งผลข้างเคียงจากการฉีดก็มีรอยผื่นแดง  ผื่นคัน  นานประมาณ 4-8 ชม. ส่วนผลข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น คือ อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล อาการเหล่านี้มักจะเกิดภายใน 30 นาทีหลังฉีด  มีส่วนน้อยที่อาจจะแพ้ยาที่ฉีดชนิดรุนแรง  แต่อาการมักเป็นชั่วคราวและหายได้หลังจากแพทย์ให้ยาแก้แพ้เพิ่ม</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้</strong></span></p>
<ul>
<li>หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารหรือสิ่งที่ก่อนให้เกิดภูมิแพ้</li>
<li>ดูแลร่างกายให้สดชื่นแข็งแรงอยู่เสมอ  พักผ่อนให้เพียงพอและควรออกกำลังกายเป็นประจำ</li>
<li>ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำเมื่อมีน้ำมูกเรื้องรัง</li>
<li>ปฏิบัิติตัวตามคำแนะนำและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง  และพบแพทย์เมื่อมีอาการแทรกซ้อนระหว่างการรักษา เช่น มีไข้ น้ำมูก ไอมีเสมหะ หอบ เป็นต้น</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/allergicrhinitis.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แบบทดสอบว่าคุณมีปัญหาโรคนอนกรน</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/snor-screenin.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/snor-screenin.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Mar 2010 01:57:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[-หู คอ จมูก]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคนอนกรน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=324</guid>
		<description><![CDATA[

ในสถานการณ์ต่อไปนี้ ท่านมักจะเผลอหลับหรืองีบหลับไป มีมากน้อยแค่ไหน (ตอบทุกข้อ)




ไม่เคย
น้อย
ปานกลาง
มาก


ขณะดูโทรทัศน์






ขณะอ่านหนังสือ






นั่งเฉยๆ นอกบ้านในที่สาธารณะ






นั่งพูดคุยกับคนอื่น






หลับในขณะที่รถติดช่วงไม่กี่นาที






นั่งเป็นผู้โดยสารนานเป็นชั่วโมง






นั่งเงียบๆ หลังทานอาหารเที่ยง






นั่งเอนหลังเพื่อพักในช่วงบ่าย







การแปลผล
ไม่เคย = 0 คะแนน
น้อย = 1 คะแนน
ปานกลาง =2 คะแนน
มาก =3 คะแนน
รวมคะแนนทั้งหมด
ถ้ารวมได้น้อยกว่า 7 คะแนน  แสดงว่า กรนปกติ
ถ้ารวมได้มากกว่า 9 คะแนน  แสดงว่า ท่านง่วงนอนมากผิดปกติ อาจจะเกิดจากโรคนอนกรนได้ ควรปรึกษาแพทย์
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p>ในสถานการณ์ต่อไปนี้ ท่านมักจะเผลอหลับหรืองีบหลับไป มีมากน้อยแค่ไหน (ตอบทุกข้อ)</p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="1" width="450">
<tbody>
<tr>
<td></td>
<td>ไม่เคย</td>
<td>น้อย</td>
<td>ปานกลาง</td>
<td>มาก</td>
</tr>
<tr>
<td>ขณะดูโทรทัศน์</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>ขณะอ่านหนังสือ</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>นั่งเฉยๆ นอกบ้านในที่สาธารณะ</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>นั่งพูดคุยกับคนอื่น</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>หลับในขณะที่รถติดช่วงไม่กี่นาที</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>นั่งเป็นผู้โดยสารนานเป็นชั่วโมง</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>นั่งเงียบๆ หลังทานอาหารเที่ยง</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>นั่งเอนหลังเพื่อพักในช่วงบ่าย</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong><span id="more-324"></span>การแปลผล</strong></p>
<p>ไม่เคย = 0 คะแนน</p>
<p>น้อย = 1 คะแนน</p>
<p>ปานกลาง =2 คะแนน</p>
<p>มาก =3 คะแนน</p>
<p><strong>รวมคะแนนทั้งหมด</strong></p>
<p>ถ้ารวมได้น้อยกว่า 7 คะแนน  แสดงว่า กรนปกติ</p>
<p>ถ้ารวมได้มากกว่า 9 คะแนน  แสดงว่า ท่านง่วงนอนมากผิดปกติ อาจจะเกิดจากโรคนอนกรนได้ ควรปรึกษาแพทย์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/snor-screenin.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/lletz.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/lletz.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Mar 2010 04:55:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-สูติ-นรีเวช]]></category>
		<category><![CDATA[-ตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[-มะเร็งปากมดลูก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=320</guid>
		<description><![CDATA[

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด  ในสตรีไททย  สตรีที่แต่งงานแล้ว  หรืออายุ 35 ปีขึ้นไป  ซึ่งควรได้รับการตรวจภายใน  และตรวจหามะเร็งปากมดลูก (Pap smear) ปีละครั้ง  ถ้าผลการตรวจพบว่าเซลล์ปากมดลูกผิดปกติ  ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจเพื่อหาพยาธิสภาพและรักษาต่อไป
การตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า
Large Loop excision of the Transformation zone (LLETZ หรือ เล็ซ) คือการตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย  เพื่อวินิจฉัยพยาธิสภาพของปากมดลูก  หรือใช้เป็นวิธีรักษาระยะก่อนมะเร็งปากมดลูก
การตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้าเป็นการผ่าตัดเล็ก  ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที  โดยผู้รับการผ่าตัดไม่ต้องดมยาสลบและไม่เจ็บปวด  ผู้ป่วยอาจปวดถ่วงช่องคลอดเพียงเล็กน้อย  แพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่เข้าที่ปากมดลูกแล้วใช้ห่วงลวดไฟฟ้าตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย  การผ่าตัดนี้เสียเลือดน้อยมาก  เมื่อผ่าตัดเสร็จก็สามารถกลับบ้านได้  ผู้รับการผ่าตัดจะพบแพทย์อีกครั้งเพื่อฟังผลการตรวจชิ้นเนื้อตามนัดประมาณ 2 สัปดาห์ โดยระหว่างนี้จะมีเลือดออกหรือตกขาวมีกลิ่นได้บ้าง  จากแผลผ่าตัดที่ปากมดลูก
การปฏิบัติตัวก่อนวันผ่าตัด

งดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืน
พักผ่อนให้เพียงพอ
สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย
เตรียมผ้าอนามัยมาด้วย 1 ชิ้น
วันที่ผ่าตัดควรพาญาติมาด้วย 1 คน

เหตุผลที่ต้องมาโรงพยาบาลพร้อมญาติ
เพื่อช่วยดูแลท่านหลังผ่าตัดระหว่างเดินทางกลับบ้านและขณะรอผ่าตัด  ญาติจะเป็นผู้ช่วยเหลือท่านในการทำธุระต่างๆในโรงพยาบาล
การปฏิบัติตัวหลังตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า

อาการปวดหน่วยช่องคลอดหรือท้องน้อย  รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (500 mg) 2 เม็ด ห่างกัน 4-6 ชม.
การรับประทานอาหาร  ไม่มีข้อจำกัด  รับประทานอาหารได้ทุกชนิดตามปกติการพักผ่อนและการทำงาน  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p>มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด  ในสตรีไททย  สตรีที่แต่งงานแล้ว  หรืออายุ 35 ปีขึ้นไป  ซึ่งควรได้รับการตรวจภายใน  และตรวจหามะเร็งปากมดลูก (Pap smear) ปีละครั้ง  ถ้าผลการตรวจพบว่าเซลล์ปากมดลูกผิดปกติ  ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจเพื่อหาพยาธิสภาพและรักษาต่อไป</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า</strong></span></p>
<p>Large Loop excision of the Transformation zone (LLETZ หรือ เล็ซ) คือการตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย  เพื่อวินิจฉัยพยาธิสภาพของปากมดลูก <span id="more-320"></span> หรือใช้เป็นวิธีรักษาระยะก่อนมะเร็งปากมดลูก</p>
<p>การตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้าเป็นการผ่าตัดเล็ก  ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที  โดยผู้รับการผ่าตัดไม่ต้องดมยาสลบและไม่เจ็บปวด  ผู้ป่วยอาจปวดถ่วงช่องคลอดเพียงเล็กน้อย  แพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่เข้าที่ปากมดลูกแล้วใช้ห่วงลวดไฟฟ้าตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย  การผ่าตัดนี้เสียเลือดน้อยมาก  เมื่อผ่าตัดเสร็จก็สามารถกลับบ้านได้  ผู้รับการผ่าตัดจะพบแพทย์อีกครั้งเพื่อฟังผลการตรวจชิ้นเนื้อตามนัดประมาณ 2 สัปดาห์ โดยระหว่างนี้จะมีเลือดออกหรือตกขาวมีกลิ่นได้บ้าง  จากแผลผ่าตัดที่ปากมดลูก</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การปฏิบัติตัวก่อนวันผ่าตัด</strong></span></p>
<ol>
<li>งดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืน</li>
<li>พักผ่อนให้เพียงพอ</li>
<li>สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย</li>
<li>เตรียมผ้าอนามัยมาด้วย 1 ชิ้น</li>
<li>วันที่ผ่าตัดควรพาญาติมาด้วย 1 คน</li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">เหตุผลที่ต้องมาโรงพยาบาลพร้อมญาติ</span></strong></p>
<p>เพื่อช่วยดูแลท่านหลังผ่าตัดระหว่างเดินทางกลับบ้านและขณะรอผ่าตัด  ญาติจะเป็นผู้ช่วยเหลือท่านในการทำธุระต่างๆในโรงพยาบาล</p>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">การปฏิบัติตัวหลังตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า</span></strong></p>
<ol>
<li>อาการปวดหน่วยช่องคลอดหรือท้องน้อย  รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (500 mg) 2 เม็ด ห่างกัน 4-6 ชม.</li>
<li>การรับประทานอาหาร  ไม่มีข้อจำกัด  รับประทานอาหารได้ทุกชนิดตามปกติการพักผ่อนและการทำงาน  สามารถทำงานได้ตามปกติ  แต่ถ้าเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานควรหยุดพักผ่อน 1-2 วัน</li>
<li>การทำความสะอาดร่างกาย  อาบน้ำได้ตามปกติ  รวมทั้งทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศภายนอกด้วยน้ำสะอาดและสบู่  แผลผ่าตัดปากมดลูกจะหายภายใน 4-6 สัปดาห์  ห้ามใช้น้ำยาสวนล้างช่องคลอด  เพราะจะเป็นการนำเชื้อโรคเข้าสู่บาดแผลได้  หลังผ่าตัดอาจมีเลือดจางๆ ซึมเปื้อนบ้างจึงควรใช้ผ้าอนามัยรองซับไว้</li>
<li>การมีเพศสัมพันธ์  งดการมีเพศสัมพันธ์ 4-6 สัปดาห์  เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนแผลที่ปากมดลูก  และการติดเชื้อ</li>
<li>อาการผิดปกติที่ควรมาพบแพทย์  ได้แก่  ไข้  ปวดท้องมาก  เลือดออกทางช่องคลอดมากกว่าเลือดประจำเดือน  ตกขาวมีกลิ่นเหม็น  สีเหลืองหรือเขียวปริมาณมาก</li>
<li>การมาตรวจตามนัด  ประมาณ 2 สัปดาห์หลังผ่าตัดโดยปกติแพทย์จะนัดเพื่อแจ้งผลชิ้นเนื้อให้ทราบ  และบอกแผนการดูแลรักษาขั้นต่อไป</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/lletz.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เซลล์ลูไลท์ (ผิวเปลือกส้ม)</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/cellulite.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/cellulite.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Feb 2010 18:47:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-สุขภาพทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[-สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[-ลดน้ำหนัก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=316</guid>
		<description><![CDATA[

เซลล์ลูไลท์คือ  เซลล์ไขมันใต้ชั้นผิวหนังที่พองตัวและรวมกันเป็นก้อนทำให้ผิวหนังนูนเป็น ปุ่มๆ ดูน่าเกลียด บางครั้งจะเรียกว่า ผิวเปลือกส้ม  พบบ่อยบริเวณไขมันสะโพก ไขมันก้น  และไขมันต้นขา พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
ผิวหนังของมนุษย์จำแนกเป็น 3 ชั้น

ชั้นหนังกำพร้า เป็นผิวหนังชั้นนอกสุด ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรค  สร้างเซลล์เม็ดสีผิว และสร้างเคอราติน (keratin)
ชั้นหนังแท้ เป็นผิวหนังถัดลงมาจากชั้นหนังกำพร้า ประกอบด้วยเส้นเลือด ต่อมเหงื่อ  ต่อมไขมัน  เส้นประสาท และรูขุมขน
ชั้นไขมัน เป็นผิวชั้นล่าง ประกอบด้วยเซลล์ไขมันเป็นส่วนใหญ่  เกาะอยู่ตามกล้ามเนื้อและกระดูก

โดยผิวหนังทุกชั้นจะมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน  เพื่อเชื่อมเซลล์ผิวหนังให้เกาะเกี่ยวกระชับเข้าด้วยกัน
สาเหตุของเซลล์ลูไลท์
จากลักษณะของชั้นผิวของมนุษย์ข้างต้น จะเห็นได้ว่า  เซลล์ชั้นไขมันที่สะสมใต้ผิวหนังเป็นสาเหตุเริ่มต้นของผิวเปลือกส้ม โดยเริ่มต้นจาก

การได้รับพลังงานจากอาหารแล้วใช้ไม่หมด พลังงานส่วนเกินจะถูกแปลงเป็นไขมัน  ครึ่งหนึ่ง ของไขมันจากพลังงานส่วนเกินนี้  จะสะสมที่เซลล์ไขมันบริเวณใต้ผิวหนัง
เนื้อเยื่อเกี่ยวพันอ่อนแอลงจนขาดความยืดหยุ่น (เมื่ออายุมากขึ้น)  เมื่อเนื้อเยื่อเกี่ยวพันแข็ง รัดล้อมรอบไขมัน  จะทำให้เห็นไขมันเป็นตุ่มๆขึ้นมาชัดเจนขึ้น

ระดับความรุนแรงของปัญหาเซลล์ลูไลท์
1. รุนแรงน้อย &#8211; มองเห็นผิวเปลือกส้มต่อเมื่อขยุ้มผิวขึ้นมา
2. รุนแรงปานกลาง &#8211; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<div id="attachment_317" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-317" title="cellulite" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/02/cellulite-300x135.jpg" alt="cellulite" width="300" height="135" /><p class="wp-caption-text">cellulite</p></div>
<p>เซลล์ลูไลท์คือ  เซลล์ไขมันใต้ชั้นผิวหนังที่พองตัวและรวมกันเป็นก้อนทำให้ผิวหนังนูนเป็น ปุ่มๆ ดูน่าเกลียด บางครั้งจะเรียกว่า ผิวเปลือกส้ม  <span id="more-316"></span>พบบ่อยบริเวณไขมันสะโพก ไขมันก้น  และไขมันต้นขา พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย</p>
<p>ผิวหนังของมนุษย์จำแนกเป็น 3 ชั้น</p>
<ol>
<li>ชั้นหนังกำพร้า เป็นผิวหนังชั้นนอกสุด ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรค  สร้างเซลล์เม็ดสีผิว และสร้างเคอราติน (keratin)</li>
<li>ชั้นหนังแท้ เป็นผิวหนังถัดลงมาจากชั้นหนังกำพร้า ประกอบด้วยเส้นเลือด ต่อมเหงื่อ  ต่อมไขมัน  เส้นประสาท และรูขุมขน</li>
<li>ชั้นไขมัน เป็นผิวชั้นล่าง ประกอบด้วยเซลล์ไขมันเป็นส่วนใหญ่  เกาะอยู่ตามกล้ามเนื้อและกระดูก</li>
</ol>
<p>โดยผิวหนังทุกชั้นจะมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน  เพื่อเชื่อมเซลล์ผิวหนังให้เกาะเกี่ยวกระชับเข้าด้วยกัน</p>
<h2>สาเหตุของเซลล์ลูไลท์</h2>
<p>จากลักษณะของชั้นผิวของมนุษย์ข้างต้น จะเห็นได้ว่า  เซลล์ชั้นไขมันที่สะสมใต้ผิวหนังเป็นสาเหตุเริ่มต้นของผิวเปลือกส้ม โดยเริ่มต้นจาก</p>
<ol>
<li>การได้รับพลังงานจากอาหารแล้วใช้ไม่หมด พลังงานส่วนเกินจะถูกแปลงเป็นไขมัน  <strong><span style="text-decoration: underline;">ครึ่งหนึ่ง</span></strong> ของไขมันจากพลังงานส่วนเกินนี้  จะสะสมที่เซลล์ไขมันบริเวณใต้ผิวหนัง</li>
<li>เนื้อเยื่อเกี่ยวพันอ่อนแอลงจนขาดความยืดหยุ่น (เมื่ออายุมากขึ้น)  เมื่อเนื้อเยื่อเกี่ยวพันแข็ง รัดล้อมรอบไขมัน  จะทำให้เห็นไขมันเป็นตุ่มๆขึ้นมาชัดเจนขึ้น</li>
</ol>
<h2>ระดับความรุนแรงของปัญหาเซลล์ลูไลท์</h2>
<p>1. รุนแรงน้อย &#8211; มองเห็นผิวเปลือกส้มต่อเมื่อขยุ้มผิวขึ้นมา<br />
2. รุนแรงปานกลาง &#8211; มองเห็นผิวเปลือกส้มเมื่อยืน<br />
3. รุนแรงมาก &#8211; มองเห็นผิวเปลือกส้มตลอดเวลา</p>
<h2>การรักษาเซลล์ลูไลท์</h2>
<p>1. ลดปริมาณไขมันสะสมใต้ผิวหนัง โดยการลดการบริโภคไขมันและน้ำตาล<br />
2. ทำให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันแข็งแรงขึ้น ด้วยการนวดเบาๆตามบริเวณที่มีเซลล์ลูไลท์ และ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/general-health/cellulite.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

