ฝ้า ผิวหมองคล้ำ

ฝ้า ลักษณะสีผิวที่มีการเปลี่ยนแปลงที่เข้มขึ้น. มักเกิดที่บริเวณใบหน้า  ทำให้ผิวดูไม่สว่างใส เป็นกังวลใจแก่ผู้ที่เป็นอย่างยิ่ง แล้วฝ้าเป็นอย่างไร postนี้เป็นข้อมูลบางส่วนของฝ้า ที่ผู้เขียนจะอธิบายให้ฟังนะคะ

bright

ลักษณะของฝ้า

แบ่งฝ้าตามตำแหน่งการเกิด ได้แก่

1. บริเวณส่วนกลางของใบหน้า (centrofacial)

2.บริเวณโหนยกแก้ม (malar)

3.บริเวณคาง (mandibular)

แบ่งฝ้าตามลักษณะของเซลล์ (pathohistology) อันนี้เป็นเชิงลึกทางวิทยาศาสตร์ คร่าวๆ

1.epidermal type (ชั้นหนังกำพร้า)

2.dermis type(ชั้นหนังแท้ ที่อยู่ลึกลงไป จากชั้นหนังกำพร้า)

3.mix type(อยู่ระหวง 2ชั้น ข้างต้น). เป็นชนิดที่พบมากที่สุด

เมื่อเทียบทั้งสามชั้นในการรักษาชั้น epidermal type หรือชั้นหนังกำพร้าตอบสนองต่อการรักษาได้ดีที่สุด

เมื่อนำชั้นผิวนั้นมาตรวจจะพบว่า เซลล์เมลาโนไซด์ ไม่ได้มีจำนวนเพิ่มขึ้น หากแต่มีการ่ำงานของ เมลานินที่ผลิตจากเซลล์ดังกล่าวที่เพิ่มขึ้น

ความรู้ทางวิชาการเริ่มจะมากขึ้น เดี๋ยวจะไปกันใหญ่ เรามาพูดถึงสาเหตุกันบ้างดีกว่า่ คงเป็นเรื่่องที่หลายๆคนอยากจะทราบ

สาเหตุของการเกิดฝ้า

จริงๆแล้วสาเหตุการเกิดฝ้าที่แน่ชัดนั้นยังไม่ทราบ แต่ทราบถึงสาเหตุที่น่าจะเกี่ยวข้องและสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดฝ้าได้ ดังนี้

1.พันธุกรรม หากมีคนในครอบครัวเป็นฝ้า กล่าวได้ว่า บุคคลในครอบครัวเดียวกัน มีโอกาสที่จะเกิดฝ้าได้เช่นกัน

2. แสงUV

3.ฮอร์โมน ทั้งที่เกิด ระหว่างตั้งครรภ์ การใช้ยาคุมกำเนิด หรือ การรักษาโรคที่ต้องใช้ฮอร์โมนร่วมในการรักษา

4.จากสารเคมีในเครื่องสำอางค์ ที่มีหลากหลายในท้ิงตลาดเพราะฉะนั้นเราควรือกเครื่องสำอางค์อย่างระมัดระวัง

5.จากยาที่ใช้ในการรักษาโรค เช่นยากันชัก

6.โรคไทรอยด์ที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของตัวผู้ป่วยเอง

sunlight

จะเห็นว่า สาเหตุนั้นมีหลากหลาย ทั้งที่หลีกเลี่ยงได้และหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้นวันนี้มีความรู้ในเรื่องของแนวทางรักษา มาเล่าให้ทราบกันด้วย

แนวทางการรักษา ฝ้า

แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆดังนี้

1.ยาทา

2.ครีมกันแดด

3.เคมีผลัดเซลล์ผิว

4.ยากิน

5.การใช้สำแสงและเลเซอร์

ยาทาฝ้า

ในกลุ่มของยาทาฝ้า วัตถุประสงค์ เพื่อ1.ลดการสร้างเมลานิน. 2.ยับยั้งการส่งต่อสารเมลาโนโซม3. เพิ่มการผลัดเซลล์ผิวชั้นบน. 4.ลดการเกิดการอักเสบใต้ชั้นผิว

โดยยาหลักที่ใช้ ได้แก่ ยากลุ่ม ไฮโดรควิโนน (hydroquinone)

ร่วมกับยากลุ่มที่ไม่มีไฮโดรควิโนน  ได้แก่ ยากลุ่มวิตามินเอ ยาสเตียรอยด์

โดยการใช้ยาร่วมกันทั้ง 2กลุ่ม ให้ผลการรักษาฝ้าที่ดีกว่าการรักษาด้วยยาเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง.

แต่การรักษาฝ้าด้วยยา ไฮโดรควิโนน มีผลข้างเคียง อาจทำให้เกิดจุดสีเข้มขึ้นเป็นจุดๆได้ โดยมีการเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์ อีกทั้งยาที่ใช้ร่วมในการรักษาเช่น สเตจียรอยด์ที่ช่วยลดการระคายเคืองจากยา หากใช้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสมรวมทั้ง ไม่ได้รับการติดตามรักษา จะเกิด ผลข้่วเคียงที่มีการเปลี่ยนแปลงของผิวเป็นลักษณะคล้ายเส้นเลือดฝอยแตก บริเวณผิวที่ทายาได้ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีAzelaic acid, Kojic acid, Vitamin C acid,Licorice acid, niacinamide, Tranexamic acid, Soy และ Arbutin ยังมีส่วนในการช่วยรักษาฝ้าอีกด้วย

ทั้งนี้การทายา หรือครีมกันแดดยังเป็นส่วนช่วยที่สำคัญที่จะลดการเกิดฝ้าได้

ยารับประทานรักษาฝ้า

ยาที่ใช้กันแพร่หลายได้แก่ ยา tranexamic acid. แต่การใช้ควรระมัดรัวังในผู้ที่มีโรคประจำตัว และมีปัจจัยเสี่งในการเกิดหลอดเลือดอุดตันได้

เลเซอร์รักษาฝ้ามีใช้และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในที่นี้ แนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับคำปรึกษา

บทความอื่นๆ

No Comments
November 27, 2013 in ไม่มีหมวดหมู่

Leave a Reply

Using Gravatars in the comments - get your own and be recognized!

XHTML: These are some of the tags you can use: <a href=""> <b> <blockquote> <code> <em> <i> <strike> <strong>