โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่มีความผิดปกติของระบบภูิมิคุ้มกัน โดยที่ร่างกายจะมีปฏิกิริยาไวต่อสารที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้หรือสารระคายเคืองซึ่งจะทำให้เกิดอาการแพ้ โรคนี้มักไม่ค่อยรุนแรงถึงชีวิต แต่จะส่งผมรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือการทำงาน ภูมิแพ้เป็นโรคที่พบมากในประชากรทั่วโลก สำหรับประเทศไทยนั้น จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปี
โรคแทรกซ้อน
ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หากไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยให้มีอาการเป็นเวลานานๆ อาจทำให้มีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ, ริดสีดวงจมูก, นอนกรน, ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ผิวหนังติดเชื้อ, คออักเสบ, ไอเรื้อรัง, หูชั้นกลางอักเสบ, ปวดหู, หูอื้อ, นอกจากนี้ยังมีปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดอาการโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้นหรืออาการรุนแรงขึ้น เช่น อากาศหนาว อากาศเปลี่ยน มลพิษในอากาศ
สาเหตุของโรคภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อแต่เกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 อย่างคือ
- กรรมพันธุ์ กรณีที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่บ่งชี้ว่ามีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ง่ายขึ้น ภูมิแพ้เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ ถ้าพ่อหรือแม่เป็นลูกก็จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ได้ประมาณ 30% แต่ถ้าหากทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ทั้งคู่ ลูกที่เกิดจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นภูมิแพ้สูงถึง 60-70%
- สิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากเพราะสารก่อภูมิแพ้ที่จะเข้าสู่ร่างกายของเรา เกิดจากสภาวะแวดล้อมทั้งสิ้น ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น โดยการหายใจ การรับประทาน หรือแม้แต่การสัมผัส
สารก่อภูมิแพ้คืออะไร
คือสารที่ร่างกายได้รับหรือสัมผัส แล้วทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ตามมา ที่พบบ่อยได้แก่ ไรฝุ่น, ละออกเกสร, เชื้อรา อาหารบางชนิดเช่น นมวัว, ไข่ขาว, อาการทะเล นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งเสริมทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ ได้แก่ อากาศเปลี่ยน การสัมผัสสารระคายเคืองเช่น ควันธูป ควันบุหรี่
การทดสอบภูมิแพ้ Allergy skin prick test
เมื่อร่างกายเกิดโรคภูมิแพ้ขึ้น จำเป็นต้องทราบว่าร่างกายแพ้สารก่อภูมิแพ้ใด เพราะการรักษาที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ การทดสอบภูมิแพ้ (Skin prick test) เป็นการทดสอบภูมิแพ้ต่อสารชนิดต่าๆ ทางผิวหนัง โดยแพทย์จะเป็นผู้ทำการทดสอบด้วยน้ำยาทดสอบภูมิแพ้โดยเฉพาะ ซึ่งจะสามารถทำให้ทราบว่า คนไข้มีอาการแพ้สารใดบ้าง เช่น แมลงสาบ, ขนแมว, ไรฝุ่น, เชื้อรา, ขนสุนัข, เกสรหญ้า, ฝุ่นบ้าน, และแพ้อาหารต่างๆ เป็นต้น ซึ่งการทดสอบชนิดนี้ไม่ทำให้คนไข้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดและแพทย์ก็สามารถแจ้งผลการตรวจให้คนไข้ทราบได้ทันที
การรักษาภูมิแพ้
- การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคือง เนื่องจากการรักษาที่ดีที่สุดของโรคภูมิแพ้ คือการหลีกเีลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็จำเป็นต้องใช้ยาเพื่อรักษา หรือเพื่อบรรเทาและควบคุมอาการที่จะเกิดขึ้น
- การใช้ยารักษา แพทย์จะวินิจฉัยและจ่ายยาให้คนไข้อย่างเหมาะสม เพื่อบรรเทาและควบคุมอาการที่จะเกิดขึ้น ผู้ที่มีอาการคัดจมูกมากอาจจะต้องให้ยาลดอาการคัดจมูก สำหรับผู้ที่มีอาการเรื้อรัง อาจจะต้องใข้ยาพ่นจมูก
- การฉีดวัคซีน รักษาโรคภูมิแพ้ โดยผู้ป่วยจะได้รับการฉีดสารก่อภูมิแพ้เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันชนิด IgG การฉีดจะเลือกฉีดเฉพาะสารก่อภูมิแพ้ที่ได้ทดสอบทางผิวหนังแล้วว่าแพ้ และจากนั้นแพทย์จะเพิ่มขนาดยาตามตารางเวลา ซึ่งผลข้างเคียงจากการฉีดก็มีรอยผื่นแดง ผื่นคัน นานประมาณ 4-8 ชม. ส่วนผลข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น คือ อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล อาการเหล่านี้มักจะเกิดภายใน 30 นาทีหลังฉีด มีส่วนน้อยที่อาจจะแพ้ยาที่ฉีดชนิดรุนแรง แต่อาการมักเป็นชั่วคราวและหายได้หลังจากแพทย์ให้ยาแก้แพ้เพิ่ม
การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารหรือสิ่งที่ก่อนให้เกิดภูมิแพ้
- ดูแลร่างกายให้สดชื่นแข็งแรงอยู่เสมอ พักผ่อนให้เพียงพอและควรออกกำลังกายเป็นประจำ
- ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำเมื่อมีน้ำมูกเรื้องรัง
- ปฏิบัิติตัวตามคำแนะนำและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง และพบแพทย์เมื่อมีอาการแทรกซ้อนระหว่างการรักษา เช่น มีไข้ น้ำมูก ไอมีเสมหะ หอบ เป็นต้น
โรคนี้คนเป็นเยอะ