<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุขภาพดี HealthyFreerwer &#187; -ปวดหู</title>
	<atom:link href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/tag/ear-pain/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.healthy.freewer.net</link>
	<description>บทความสุขภาพ ข้อมูลโรค เคล็ดลับสุขภาพดี  แนะนำการปฏิบัติตัว ความรู้สุขภาพ ข่าวสารวงการแพทย์</description>
	<lastBuildDate>Wed, 02 Mar 2011 18:25:07 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>โรคภูมิแพ้</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/allergicrhinitis.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/allergicrhinitis.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Mar 2010 03:12:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-หู คอ จมูก]]></category>
		<category><![CDATA[-เด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[-ปวดหู]]></category>
		<category><![CDATA[-ภูมิแพ้]]></category>
		<category><![CDATA[-หูอื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคนอนกรน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=338</guid>
		<description><![CDATA[

 โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่มีความผิดปกติของระบบภูิมิคุ้มกัน โดยที่ร่างกายจะมีปฏิกิริยาไวต่อสารที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้หรือสารระคายเคืองซึ่งจะทำให้เกิดอาการแพ้  โรคนี้มักไม่ค่อยรุนแรงถึงชีวิต  แต่จะส่งผมรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือการทำงาน ภูมิแพ้เป็นโรคที่พบมากในประชากรทั่วโลก สำหรับประเทศไทยนั้น จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปี
โรคแทรกซ้อน
ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หากไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยให้มีอาการเป็นเวลานานๆ อาจทำให้มีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ, ริดสีดวงจมูก, นอนกรน, ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ผิวหนังติดเชื้อ, คออักเสบ, ไอเรื้อรัง, หูชั้นกลางอักเสบ, ปวดหู, หูอื้อ, นอกจากนี้ยังมีปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดอาการโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้นหรืออาการรุนแรงขึ้น เช่น อากาศหนาว อากาศเปลี่ยน มลพิษในอากาศ
สาเหตุของโรคภูมิแพ้  โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อแต่เกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 อย่างคือ

กรรมพันธุ์  กรณีที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่บ่งชี้ว่ามีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ง่ายขึ้น  ภูมิแพ้เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้  ถ้าพ่อหรือแม่เป็นลูกก็จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ได้ประมาณ 30% แต่ถ้าหากทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ทั้งคู่  ลูกที่เกิดจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นภูมิแพ้สูงถึง 60-70%
สิ่งแวดล้อม  เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากเพราะสารก่อภูมิแพ้ที่จะเข้าสู่ร่างกายของเรา เกิดจากสภาวะแวดล้อมทั้งสิ้น ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น โดยการหายใจ การรับประทาน หรือแม้แต่การสัมผัส

สารก่อภูมิแพ้คืออะไร
คือสารที่ร่างกายได้รับหรือสัมผัส  แล้วทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ตามมา  ที่พบบ่อยได้แก่  ไรฝุ่น, ละออกเกสร, [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><span style="color: #ff9900;"><strong> โรคภูมิแพ้ คือ</strong></span> โรคที่มีความผิดปกติของระบบภูิมิคุ้มกัน โดยที่ร่างกายจะมีปฏิกิริยาไวต่อสารที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้หรือสารระคายเคืองซึ่งจะทำให้เกิดอาการแพ้  โรคนี้มักไม่ค่อยรุนแรงถึงชีวิต  แต่จะส่งผมรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือการทำงาน ภูมิแพ้เป็นโรคที่พบมากในประชากรทั่วโลก สำหรับประเทศไทยนั้น จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปี<br />
โรคแทรกซ้อน<span id="more-338"></span><br />
ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หากไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยให้มีอาการเป็นเวลานานๆ อาจทำให้มีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ, ริดสีดวงจมูก, นอนกรน, ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ผิวหนังติดเชื้อ, คออักเสบ, ไอเรื้อรัง, หูชั้นกลางอักเสบ, ปวดหู, หูอื้อ, นอกจากนี้ยังมีปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดอาการโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้นหรืออาการรุนแรงขึ้น เช่น อากาศหนาว อากาศเปลี่ยน มลพิษในอากาศ<br />
สาเหตุของโรคภูมิแพ้  โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อแต่เกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 อย่างคือ</p>
<ol>
<li>กรรมพันธุ์  กรณีที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่บ่งชี้ว่ามีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ง่ายขึ้น  ภูมิแพ้เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้  ถ้าพ่อหรือแม่เป็นลูกก็จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ได้ประมาณ 30% แต่ถ้าหากทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ทั้งคู่  ลูกที่เกิดจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นภูมิแพ้สูงถึง 60-70%</li>
<li>สิ่งแวดล้อม  เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากเพราะสารก่อภูมิแพ้ที่จะเข้าสู่ร่างกายของเรา เกิดจากสภาวะแวดล้อมทั้งสิ้น ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น โดยการหายใจ การรับประทาน หรือแม้แต่การสัมผัส</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>สารก่อภูมิแพ้คืออะไร</strong></span></p>
<p>คือสารที่ร่างกายได้รับหรือสัมผัส  แล้วทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ตามมา  ที่พบบ่อยได้แก่  ไรฝุ่น, ละออกเกสร, เชื้อรา  อาหารบางชนิดเช่น นมวัว, ไข่ขาว,  อาการทะเล  นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งเสริมทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ ได้แก่ อากาศเปลี่ยน การสัมผัสสารระคายเคืองเช่น ควันธูป ควันบุหรี่</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การทดสอบภูมิแพ้  Allergy skin prick test</strong></span></p>
<p>เมื่อร่างกายเกิดโรคภูมิแพ้ขึ้น  จำเป็นต้องทราบว่าร่างกายแพ้สารก่อภูมิแพ้ใด  เพราะการรักษาที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้  การทดสอบภูมิแพ้ (Skin prick test) เป็นการทดสอบภูมิแพ้ต่อสารชนิดต่าๆ ทางผิวหนัง  โดยแพทย์จะเป็นผู้ทำการทดสอบด้วยน้ำยาทดสอบภูมิแพ้โดยเฉพาะ  ซึ่งจะสามารถทำให้ทราบว่า  คนไข้มีอาการแพ้สารใดบ้าง เช่น แมลงสาบ, ขนแมว, ไรฝุ่น, เชื้อรา, ขนสุนัข, เกสรหญ้า, ฝุ่นบ้าน, และแพ้อาหารต่างๆ เป็นต้น  ซึ่งการทดสอบชนิดนี้ไม่ทำให้คนไข้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดและแพทย์ก็สามารถแจ้งผลการตรวจให้คนไข้ทราบได้ทันที</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การรักษาภูมิแพ้</strong></span></p>
<ol>
<li>การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคือง  เนื่องจากการรักษาที่ดีที่สุดของโรคภูมิแพ้ คือการหลีกเีลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็จำเป็นต้องใช้ยาเพื่อรักษา หรือเพื่อบรรเทาและควบคุมอาการที่จะเกิดขึ้น</li>
<li>การใช้ยารักษา  แพทย์จะวินิจฉัยและจ่ายยาให้คนไข้อย่างเหมาะสม  เพื่อบรรเทาและควบคุมอาการที่จะเกิดขึ้น  ผู้ที่มีอาการคัดจมูกมากอาจจะต้องให้ยาลดอาการคัดจมูก  สำหรับผู้ที่มีอาการเรื้อรัง  อาจจะต้องใข้ยาพ่นจมูก</li>
<li>การฉีดวัคซีน รักษาโรคภูมิแพ้  โดยผู้ป่วยจะได้รับการฉีดสารก่อภูมิแพ้เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันชนิด IgG  การฉีดจะเลือกฉีดเฉพาะสารก่อภูมิแพ้ที่ได้ทดสอบทางผิวหนังแล้วว่าแพ้  และจากนั้นแพทย์จะเพิ่มขนาดยาตามตารางเวลา  ซึ่งผลข้างเคียงจากการฉีดก็มีรอยผื่นแดง  ผื่นคัน  นานประมาณ 4-8 ชม. ส่วนผลข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น คือ อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล อาการเหล่านี้มักจะเกิดภายใน 30 นาทีหลังฉีด  มีส่วนน้อยที่อาจจะแพ้ยาที่ฉีดชนิดรุนแรง  แต่อาการมักเป็นชั่วคราวและหายได้หลังจากแพทย์ให้ยาแก้แพ้เพิ่ม</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้</strong></span></p>
<ul>
<li>หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารหรือสิ่งที่ก่อนให้เกิดภูมิแพ้</li>
<li>ดูแลร่างกายให้สดชื่นแข็งแรงอยู่เสมอ  พักผ่อนให้เพียงพอและควรออกกำลังกายเป็นประจำ</li>
<li>ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำเมื่อมีน้ำมูกเรื้องรัง</li>
<li>ปฏิบัิติตัวตามคำแนะนำและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง  และพบแพทย์เมื่อมีอาการแทรกซ้อนระหว่างการรักษา เช่น มีไข้ น้ำมูก ไอมีเสมหะ หอบ เป็นต้น</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/pediartric/allergicrhinitis.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการใช้ยาหยอดหู</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ent/eardrop.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ent/eardrop.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 02 Feb 2010 14:23:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-หู คอ จมูก]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคหู]]></category>
		<category><![CDATA[-ปวดหู]]></category>
		<category><![CDATA[-หูอื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[-เวียนหัว]]></category>
		<category><![CDATA[-เสียงในหู]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=234</guid>
		<description><![CDATA[

การเตรียมการก่อนการใช้ยาหยอดหู

ทำความสะอาดช่องหูส่วนนอก  ตลอดจนขจัดสารคัดหลั่งทที่มีอยู่ในช่องหูส่วนนอก
ปรับอุณหภูมิของขวดยาให้ใกล้เคียงกับอุณหภูมิร่างกาย  เพราะการหยอดยาที่เย็นเกินไป  จะทำให้เกิดอาการมึนศีรษะได้  ถ้าเก็บยาไว้ในตู้เย็นควรประคบด้วยมือสักครู่ก่อนใช้

วิธีการหยอดหู

ให้ผู้ป่วยนอนตะแคงหันหูด้านที่จะทำการรักษาขึ้น  ยกศีรษะขึ้นให้อยู่ในแนวระนาบกับพื้นเพื่อให้ช่องหูอยู่ในแนวดิ่ง
ระวังอย่าให้ปากขวดยาสัมผัสกับหูผู้ป่วย  ให้หยอดยาตามคำแนะนำของแพทย์  ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที  ในกรณีที่หูชั้นนอกอักเสบให้ขยับใบหู  โดยดึงใบหูขึ้นแล้วดึงไปด้านหลัง  ซึ่งตำแหน่งช่องหูจะอยู่ในแนวดิ่ง  โดยทำซ้ำหลายๆครั้ง  จะช่วยไล่ฟองอากาศที่เกิดขึ้น  และทำให้น้ำยาไหลเข้าช่องหูได้ดีขึ้น

การปฏิบัติหลังการใช้ยาหยอดหู
ใช้ผ้าก๊อต  หรือกระดาษชำระที่สะอาดปิดรูหูไว้  แล้วให้ผู้ป่วยลุกขึ้นและเช็ดทำความสะอาดบริเวณรอบๆหู
ข้อควรระวังเมื่อแพทย์สั่งยาหยอดหูให้ไปหยอดที่บ้าน

ในการพบแพทย์แต่ละครั้ง  แพทย์อาจสั่งยาหยอดหูชนิดใหม่ให้  ท่านควรปรึกษาแพทย์ถึงการงดหรือหยุดให้ยาตัวเดิมด้วย
เมื่อได้รับยาหยอดหูท่านควรตรวจสอบดูว่า  ยาหยอดขวดนั้นเป็นชื่อของท่านและเป็นยาสำหรับหยอดหูหรือไม่   แพทย์มีคำสั่งให้หยอดข้างไหน  วันละกี่ครั้ง  เวลาใดบ้าง  และให้หยอดเป็นระยะเวลาเท่าไหร่  ( การหยอดยาบางชนิดเป็นเวลานานเกินไปอาจเป็นผลเสียได้)
ทุกครั้งที่มาพบแพทย์  ท่านควรนำยาหยอดเดิมมาด้วย  เพื่อทราบจำนวนยาหยอดที่ยังคงเหลืออยู่
หากหยอดยาแล้วมีอาการแสบร้อน  เวียนศีรษะ  คันหูมากขึ้น  สูญเสียการได้ยินหรือการทรงตัว  หรือมีเสียงดังในหู  ให้งดการหยอดยา  และควรรีบปรึกษาแพทย์หรือพยาบาล
หากรู้สึกมีความผิดปกติเกิดขึ้นในหู  ท่านไม่ควรซื้อยาหยอดหูเอง  ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><strong>การเตรียมการก่อนการใช้ยาหยอดหู</strong></p>
<ol>
<li>ทำความสะอาดช่องหูส่วนนอก  ตลอดจนขจัดสารคัดหลั่งทที่มีอยู่ในช่องหูส่วนนอก</li>
<li>ปรับอุณหภูมิของขวดยาให้ใกล้เคียงกับอุณหภูมิร่างกาย  เพราะการหยอดยาที่เย็นเกินไป  จะทำให้เกิดอาการมึนศีรษะได้  ถ้าเก็บยาไว้ในตู้เย็นควรประคบด้วยมือสักครู่ก่อนใช้<span id="more-234"></span></li>
</ol>
<p><strong>วิธีการหยอดหู</strong></p>
<ol>
<li>ให้ผู้ป่วยนอนตะแคงหันหูด้านที่จะทำการรักษาขึ้น  ยกศีรษะขึ้นให้อยู่ในแนวระนาบกับพื้นเพื่อให้ช่องหูอยู่ในแนวดิ่ง</li>
<li>ระวังอย่าให้ปากขวดยาสัมผัสกับหูผู้ป่วย  ให้หยอดยาตามคำแนะนำของแพทย์  ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที  ในกรณีที่หูชั้นนอกอักเสบให้ขยับใบหู  โดยดึงใบหูขึ้นแล้วดึงไปด้านหลัง  ซึ่งตำแหน่งช่องหูจะอยู่ในแนวดิ่ง  โดยทำซ้ำหลายๆครั้ง  จะช่วยไล่ฟองอากาศที่เกิดขึ้น  และทำให้น้ำยาไหลเข้าช่องหูได้ดีขึ้น</li>
</ol>
<p><strong>การปฏิบัติหลังการใช้ยาหยอดหู</strong></p>
<p>ใช้ผ้าก๊อต  หรือกระดาษชำระที่สะอาดปิดรูหูไว้  แล้วให้ผู้ป่วยลุกขึ้นและเช็ดทำความสะอาดบริเวณรอบๆหู</p>
<p><strong>ข้อควรระวังเมื่อแพทย์สั่งยาหยอดหูให้ไปหยอดที่บ้าน</strong></p>
<ol>
<li>ในการพบแพทย์แต่ละครั้ง  แพทย์อาจสั่งยาหยอดหูชนิดใหม่ให้  ท่านควรปรึกษาแพทย์ถึงการงดหรือหยุดให้ยาตัวเดิมด้วย</li>
<li>เมื่อได้รับยาหยอดหูท่านควรตรวจสอบดูว่า  ยาหยอดขวดนั้นเป็นชื่อของท่านและเป็นยาสำหรับหยอดหูหรือไม่   แพทย์มีคำสั่งให้หยอดข้างไหน  วันละกี่ครั้ง  เวลาใดบ้าง  และให้หยอดเป็นระยะเวลาเท่าไหร่  ( การหยอดยาบางชนิดเป็นเวลานานเกินไปอาจเป็นผลเสียได้)</li>
<li>ทุกครั้งที่มาพบแพทย์  ท่านควรนำยาหยอดเดิมมาด้วย  เพื่อทราบจำนวนยาหยอดที่ยังคงเหลืออยู่</li>
<li>หากหยอดยาแล้วมีอาการแสบร้อน  เวียนศีรษะ  คันหูมากขึ้น  สูญเสียการได้ยินหรือการทรงตัว  หรือมีเสียงดังในหู  ให้งดการหยอดยา  และควรรีบปรึกษาแพทย์หรือพยาบาล</li>
<li>หากรู้สึกมีความผิดปกติเกิดขึ้นในหู  ท่านไม่ควรซื้อยาหยอดหูเอง  ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ent/eardrop.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การดูแลสุขภาพหู</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ent/ear-care.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ent/ear-care.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 12 Jan 2010 04:33:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-หู คอ จมูก]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคหู]]></category>
		<category><![CDATA[-ปวดหู]]></category>
		<category><![CDATA[-หูอื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[-เวียนหัว]]></category>
		<category><![CDATA[-เสียงในหู]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=170</guid>
		<description><![CDATA[


หูเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยให้เราได้ยินเสียงต่างๆ เพื่อการติดต่อสื่อสารพูดคุย  นอกจานี้ยังเป็นอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัวของร่างกายขณะเคลื่อนไหว  เราจึงควรระมัดระวังดูแลรักษาหู  เพื่อใช้หูอย่างมีประสิทธิภาพไปตลอดชีวิต  ซึ่งมีวิธีการดูแลสุขภาพหูดังนี้

การทำความสะอาดหู  ให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำบิดพอหมาด  เช็ดบริเวณใบหู  และรูหูเท่าที่นิ้วจะเช็ดเข้าไปได้เท่านั้น
ถ้ามีแมลงเข้าหู  ห้ามแคะออก  เพราะจะทำให้แมลงเข้าไปในหูลึกยิ่งขึ้น  ควรใช้น้ำที่สะอาดหรือน้ำมันที่ปลอดภัย  เช่น  น้ำมันมะกอกหยอดลงในรูหูทิ้งไว้สักครู่  เพื่อให้แมลงตายแล้วเอียงหูให้น้ำมันไหลออกมาพร้อมแมลง  แล้วใช้สำลีเช็ดให้สะอาดหรือหากเป็นเวลากลางคืน  อาจใช้วิธีปิดไฟในห้องให้มืด  แล้วใช้ไฟฉายส่องเข้าไปในรูหู  แสงไฟจะล่อแมลงให้เดินออกมาได้
เมื่อเป็นหวัดเจ็บคอ  ไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ หรืออุดจมูกข้างใดข้างหนึ่งในขณะสั่งน้ำมูก  เพราะจะทำให้เชื้อโรคในคอและจมูกถูกดันเข้าสู่หูชั้นกลาง  ทำให้เกิดการติดเชื้อเป็นโรคหูน้ำหนวกได้
ผู้ที่มีอาการของโรคหวัดภูมิแพ้  มักมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคหูชั้นกลางอักเสบ  อันเนื่องจากมีการติดเชื้อแทรกซ้อน  จึงควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดอาการแพ้  และรับประทานยา  เพื่อบรรเทาอาการของโรค  ที่สำคัญหมั่นดูแลสุขภาพให้แข็งแรงโดยออกกำลังกายอยู่เสมอ
ระวังอย่าให้หูได้รับการกระทบกระแทกแรงๆ เช่น  การตบหูด้วยมือทั้ง 2 ข้าง  การกระแทกจากแรงลูกบอล  เป็นต้น  เพราะจะทำให้เยื่อแก้วหูฉีกขาด  หรือกระดูกหูหลุด  จนเป็นเหตุให้การได้ยินลดลงได้
หลีกเลี่ยงการเล่นตะโกนหรือทำเสียงดังใส่กันและกัน  รวมทั้งหลีกเลี่ยงแหล่งที่มีเสียงดังอึกทึก  เช่น  เสียงดนตรีดังๆ  ในสถานบันเทิง  เสียงเครื่องจักรในโรงงาน  หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใส่เครื่องป้องกันเสียง  หรือที่ครอบหู  และถ้าหากต้องทำงานในที่เสียงดังมากๆ  ควรได้รับการตรวจการได้ยินทุกๆ 6 เดือน
ขี้หูเป็นสิ่งที่ร่างกายผลิตขึ้นตามธรรมชาติ  ด้วยจำนวนที่พอเหมาะ  และแตกต่างกัน  อาจจะแห้งหรือเปียก  ขี้หูหากมีจำนวนมากจะร่วงหรือไหลออกมาเอง  จึงไม่จำเป็นต้องปั่นหรือแคะหู  สำหรับคนที่มีขี้หูมากจับเป็นก้อนอุดตันหู  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-174" title="Ear-care" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/01/Ear-care.png" alt="Ear-care" width="190" height="150" /></p>
<p>หูเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยให้เราได้ยินเสียงต่างๆ เพื่อการติดต่อสื่อสารพูดคุย  นอกจานี้ยังเป็นอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัวของร่างกายขณะเคลื่อนไหว  เราจึงควรระมัดระวังดูแลรักษาหู  เพื่อใช้หูอย่างมีประสิทธิภาพไปตลอดชีวิต  ซึ่งมีวิธีการดูแลสุขภาพหูดังนี้<span id="more-170"></span></p>
<ol>
<li>การทำความสะอาดหู  ให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำบิดพอหมาด  เช็ดบริเวณใบหู  และรูหูเท่าที่นิ้วจะเช็ดเข้าไปได้เท่านั้น</li>
<li>ถ้ามีแมลงเข้าหู  ห้ามแคะออก  เพราะจะทำให้แมลงเข้าไปในหูลึกยิ่งขึ้น  ควรใช้น้ำที่สะอาดหรือน้ำมันที่ปลอดภัย  เช่น  น้ำมันมะกอกหยอดลงในรูหูทิ้งไว้สักครู่  เพื่อให้แมลงตายแล้วเอียงหูให้น้ำมันไหลออกมาพร้อมแมลง  แล้วใช้สำลีเช็ดให้สะอาดหรือหากเป็นเวลากลางคืน  อาจใช้วิธีปิดไฟในห้องให้มืด  แล้วใช้ไฟฉายส่องเข้าไปในรูหู  แสงไฟจะล่อแมลงให้เดินออกมาได้</li>
<li>เมื่อเป็นหวัดเจ็บคอ  ไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ หรืออุดจมูกข้างใดข้างหนึ่งในขณะสั่งน้ำมูก  เพราะจะทำให้เชื้อโรคในคอและจมูกถูกดันเข้าสู่หูชั้นกลาง  ทำให้เกิดการติดเชื้อเป็นโรคหูน้ำหนวกได้</li>
<li>ผู้ที่มีอาการของโรคหวัดภูมิแพ้  มักมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคหูชั้นกลางอักเสบ  อันเนื่องจากมีการติดเชื้อแทรกซ้อน  จึงควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดอาการแพ้  และรับประทานยา  เพื่อบรรเทาอาการของโรค  ที่สำคัญหมั่นดูแลสุขภาพให้แข็งแรงโดยออกกำลังกายอยู่เสมอ</li>
<li>ระวังอย่าให้หูได้รับการกระทบกระแทกแรงๆ เช่น  การตบหูด้วยมือทั้ง 2 ข้าง  การกระแทกจากแรงลูกบอล  เป็นต้น  เพราะจะทำให้เยื่อแก้วหูฉีกขาด  หรือกระดูกหูหลุด  จนเป็นเหตุให้การได้ยินลดลงได้</li>
<li>หลีกเลี่ยงการเล่นตะโกนหรือทำเสียงดังใส่กันและกัน  รวมทั้งหลีกเลี่ยงแหล่งที่มีเสียงดังอึกทึก  เช่น  เสียงดนตรีดังๆ  ในสถานบันเทิง  เสียงเครื่องจักรในโรงงาน  หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใส่เครื่องป้องกันเสียง  หรือที่ครอบหู  และถ้าหากต้องทำงานในที่เสียงดังมากๆ  ควรได้รับการตรวจการได้ยินทุกๆ 6 เดือน</li>
<li>ขี้หูเป็นสิ่งที่ร่างกายผลิตขึ้นตามธรรมชาติ  ด้วยจำนวนที่พอเหมาะ  และแตกต่างกัน  อาจจะแห้งหรือเปียก  ขี้หูหากมีจำนวนมากจะร่วงหรือไหลออกมาเอง  จึงไม่จำเป็นต้องปั่นหรือแคะหู  สำหรับคนที่มีขี้หูมากจับเป็นก้อนอุดตันหู  จะทำให้ได้ยินเสียงไม่ชัด  ในกรณีนี้จะรู้สึกว่าหูอื้อ  ไม่ควรแคะหูด้วยที่แคะหู  กิ๊บเสียบผม  หรือไม้จิ้มฟันเด็ดขาด  เพราะอาจเป็นอันตรายต่อเยื่อแก้วหู  ผนังรูหูอาจเป็นแผลและอักเสบ  ซึ่งจะนำเชื้อโรคเข้าสู่ช่องหูโดยไม่รู้ตัว  ควรใช้น้ำมันกลีเซอรีนหรือน้ำมันมะกอก  หยอดหูวันละ 2 ครั้ง  จะทำให้ขี้หูนิ่ม  และละลายหลุดออกมาเอง  ถ้าไม่หายและมีอาการปวดหู  หรือการได้ยินยังไม่ชัด  ควรปรึกษาแพทย์</li>
<li>เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับหู เช่น หูอื้อ ปวดหู คันหู มีน้ำหนองหรือเลือดไหลออกจากหู การฟังเสียงลดลง ควรรับการตรวจจากแพทย์หู คอ จมูก และหากแพทย์ตรวจพบว่ามีแก้วหูทะลุ หรืออักเสบ ต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าหู ขณะอาบน้ำหรือสระผมควรใช้สำลีอุดหู หรือใช้หมวกพลาสติกคลุมผม ปิดถึงใบหูด้วย</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/ent/ear-care.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

