<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุขภาพดี HealthyFreerwer &#187; -วัคซีนไวรัสตับอักเสบ บี</title>
	<atom:link href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/tag/vaccine-hepb/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.healthy.freewer.net</link>
	<description>บทความสุขภาพ ข้อมูลโรค เคล็ดลับสุขภาพดี  แนะนำการปฏิบัติตัว ความรู้สุขภาพ ข่าวสารวงการแพทย์</description>
	<lastBuildDate>Wed, 02 Mar 2011 18:25:07 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ไวรัสตับอักเสบ บี B</title>
		<link>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/hepatitisb.html</link>
		<comments>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/hepatitisb.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Jan 2010 18:00:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[-อายุรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[-โรคตับ]]></category>
		<category><![CDATA[-มะเร็งตับ]]></category>
		<category><![CDATA[-วัคซีนไวรัสตับอักเสบ บี]]></category>
		<category><![CDATA[-ไวรัสตับอักเสบ บี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthy.freewer.net/?p=163</guid>
		<description><![CDATA[


ตับอักเสบ คือ โรคของตับที่มีความผิดปกติทำให้เซลล์ตับบางส่วนได้รับอันตรายและถูกทำลายไป  โรคตับอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ  เช่น  การติดเชื้อไวรัส  การรับประทานยาที่มีผลต่อตับ  หรือการดื่มสุรา  เป็นต้น   สำหรับโรคไวรัสตับอักเสบ หมายถึง  โรคตับอักเสบที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเท่านั้น   เชื้อไวรัสตับอักเสบแบ่งเป็นหลายกลุ่ม  คือ  เอ บี ซี ดี และ อี  เชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เป็นชนิดที่พบบ่อยและเป็นปัญหาสำคัญของระบบสาธารณสุขในประเทศไทย
การติดต่อ โรคไวรัสตับอักเสบ บี
โรคไวรัสตับอักเสบ บี เป็นโรคที่ติดต่อจากคนสู่คน ผ่านช่องทางต่างๆดังนี้

ติดต่อผ่านการรับเลือด (ปัจจุบันพบน้อยมาก  เนื่องจากเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถคัดกรองเลือดที่มีเชื้อปนเปื้อนได้เกือบทั้งหมด)
ติดต่อทางการสัก  การเจาะหู ด้วยเครื่องมือที่ไม่สะอาด
ติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ติดต่อจากแม่สู่ลูก
ติดต่อจากการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ

อาการ โรคไวรัสตับอักเสบ บี

อาการระยะเฉียบพลัน  ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการภายใน 1-4 เดือน หลังติดเชื้อ ดังนี้

อาการไข้  ตัวเหลืองตาเหลือง  ปวดท้องใต้ชายโครงขวา
อาการอื่นๆ ได้แก่ เคลื่อนไส้อาเจียน  เบื่ออาหาร  อ่อนเพลีย  ผื่น  ปวดข้อ
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรง  เกิดจากการที่เซลล์ตับถูกทำลายเป็นจำนวนมาก  ในกรณีนี้อาจทำให้เกิดอาการตับวายได้
อาการตับอักเสบระยะเฉียบพลันจะดีขึ้นใน 1-4 สัปดาห์   และจะหายเป็นปกติเมื่อร่างกายสามารถกำจัดและควบคุมเชื้อไวรัสตับอักเสบได้  ซึ่งมักใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน  แต่ผู้ป่วยส่วนน้อย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-182" title="human-liver" src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/01/human-liver.jpg" alt="human-liver" width="240" height="320" /></p>
<p style="text-align: left;">ตับอักเสบ คือ โรคของตับที่มีความผิดปกติทำให้เซลล์ตับบางส่วนได้รับอันตรายและถูกทำลายไป  โรคตับอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ  เช่น  การติดเชื้อไวรัส  การรับประทานยาที่มีผลต่อตับ  หรือการดื่มสุรา  เป็นต้น  <span id="more-163"></span> สำหรับโรคไวรัสตับอักเสบ หมายถึง  โรคตับอักเสบที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเท่านั้น   เชื้อไวรัสตับอักเสบแบ่งเป็นหลายกลุ่ม  คือ  เอ บี ซี ดี และ อี  เชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เป็นชนิดที่พบบ่อยและเป็นปัญหาสำคัญของระบบสาธารณสุขในประเทศไทย</p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">การติดต่อ โรคไวรัสตับอักเสบ บี</span></strong></p>
<p>โรคไวรัสตับอักเสบ บี เป็นโรคที่ติดต่อจากคนสู่คน ผ่านช่องทางต่างๆดังนี้</p>
<ul>
<li>ติดต่อผ่านการรับเลือด (ปัจจุบันพบน้อยมาก  เนื่องจากเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถคัดกรองเลือดที่มีเชื้อปนเปื้อนได้เกือบทั้งหมด)</li>
<li>ติดต่อทางการสัก  การเจาะหู ด้วยเครื่องมือที่ไม่สะอาด</li>
<li>ติดต่อทางเพศสัมพันธ์</li>
<li>ติดต่อจากแม่สู่ลูก</li>
<li>ติดต่อจากการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">อาการ โรคไวรัสตับอักเสบ บี</span></strong></p>
<ul>
<li>อาการระยะเฉียบพลัน  ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการภายใน 1-4 เดือน หลังติดเชื้อ ดังนี้
<ul>
<li>อาการไข้  ตัวเหลืองตาเหลือง  ปวดท้องใต้ชายโครงขวา</li>
<li>อาการอื่นๆ ได้แก่ เคลื่อนไส้อาเจียน  เบื่ออาหาร  อ่อนเพลีย  ผื่น  ปวดข้อ</li>
<li>ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรง  เกิดจากการที่เซลล์ตับถูกทำลายเป็นจำนวนมาก  ในกรณีนี้อาจทำให้เกิดอาการตับวายได้</li>
<li>อาการตับอักเสบระยะเฉียบพลันจะดีขึ้นใน 1-4 สัปดาห์   และจะหายเป็นปกติเมื่อร่างกายสามารถกำจัดและควบคุมเชื้อไวรัสตับอักเสบได้  ซึ่งมักใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน  แต่ผู้ป่วยส่วนน้อย (5-10%) ไม่สามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้หมด ทำให้ผู้ป่วยมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง</li>
</ul>
</li>
<li>ระยะเรื้อรัง
<ul>
<li>แบ่งผู้ป่วยได้เป็น 2 กลุ่มคือ
<ul>
<li>พาหะ (carrier) คือ ผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ในร่างกาย   ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแต่ยังสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้  ผลการตรวจเลือดพบค่าการทำงานของตับอยู่ในเกณฑ์ปกติ</li>
<li>ตับอักเสบเรื้อรัง (Chronic hepatitis) คือ ผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ในร่างกาย และตรวจเลือดพบค่าการทำงานของตับผิดปกติ</li>
</ul>
</li>
<li>ผู้ป่วยส่วนมากมักไม่มีอาการ   บางรายอาจมีอาการอ่อนเพลีย  หรือเบื่ออาหารได้</li>
<li>การติดเชื้อแบบเรื้อรังพบบ่อยในเด็กที่ติดเชื้อตั้งแต่แรกเกิด</li>
</ul>
</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบ บี</strong></span></p>
<ul>
<li>เจาะเลือดตรวจค่าการทำงานของตับ (Liver function test)</li>
<li>เจาะเลือดตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี   การตรวจหลักๆ มีดังนี้
<ul>
<li>HBsAg  :  ให้ผลบวกแปลว่าผู้ป่วยกำลังติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี</li>
<li>anti-HBs : ให้ผลบวกแปลว่าผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี     ภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยได้รับการการฉีดวัคซีน หรือเคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบและหายจากโรคแล้ว   ดังนั้นผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้นกันจึงไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น  และไม่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อีก</li>
<li>การวินิจฉัยว่าเป็น ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรั้ง ต้องเจาะเลือดตรวจซ้ำอีกครั้งที่ 6 เดือน  หากพบว่าร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ จึงจะวินิจฉัยว่าเป็น  “โรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง”</li>
</ul>
</li>
<li>การตัดชิ้นเนื้อจากตับไปตรวจ    แพทย์จะให้เข็มแทงผ่านผิวหนังเพื่อเก็บชิ้นเนื้อจากตับ  การตรวจนี้ไม่ได้ทำในผู้ป่วยทุกราย   ทำเฉพาะในผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังที่ต้องการติดตามการดำเนินไปของโรค เช่น สงสัยภาวะตับแข็ง  มะเร็งตับ เป็นต้น</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ บี</span></strong></p>
<ul>
<li>ในระยะเฉียบพลัน    ผู้ป่วยส่วนมาก (ประมาณ 95%)  สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อและหายจากโรคได้เอง   การรักษาในระยะนี้จึงเป็นเพียงการรักษาตามอาการเท่านั้น    สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการตับอักเสบในระยะเฉียบพลันอย่างรุนแรง  อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส</li>
<li>ในระยะเรื้อรัง  การรักษาที่มีในปัจจุบันได้แก่
<ul>
<li>ยาต้านไวรัส</li>
<li>การฉีด อินเตอร์เฟียรอน แอลฟ่า  (Interferon- Alpha)</li>
<li>การผ่าตัดเปลี่ยนตับ</li>
</ul>
</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">การปฏิบัติตัวเมื่อทราบว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี</span></strong></p>
<ul>
<li>หลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วลิสงหรือพริกป่นบด เนื่องจากอาจปนเปื้อนเชื้อราอัลฟ่าท็อกซิน  ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับ</li>
<li>ไม่ควรดื่มสุราหรือใช้ยาสมุนไพร</li>
<li>ระมัดระวังการใช้ยาที่เป็นพิษต่อตับ  ใช้ยาลดไข้แก้ปวดได้โดยไม่ใช้ยาเกินขนาด</li>
<li>ไม่บริจาคโลหิต</li>
<li>ระวังการติดต่อโรคให้ผู้อื่น  เช่น จากแม่สู่ลูก  มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน  พยายามไม่ให้สารคัดหลั่งสัมผัสบาดแผลของผู้อื่น</li>
<li>พักผ่อนให้เพียงพอและติดตามการรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ</li>
</ul>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong> การติดตามและเฝ้าระวังโรคในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ชนิดเรื้อรัง</strong></span></p>
<ul>
<li>ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งตับมากกว่าคนปกติ  และยิ่งมีความเสี่ยงสูงในกรณีต่อไปนี้
<ul>
<li>ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป</li>
<li>หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป</li>
<li>เป็นโรคตับแข็ง</li>
<li>มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ</li>
<li>ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปที่มีเอนไซม์ตับและ/หรือจำนวนไวรัส HBV สูง</li>
</ul>
</li>
<li>การติดตามและเฝ้าระวังทำได้โดยติดตามระดับของแอลฟ่าฟีโตโปรตีน (Alpha-fetoprotein) ในเลือด และอัลตราซาวด์ตับทุก 6 เดือน</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">การป้องกัน โรคไวรัสตับอักเสบ บี</span></strong></p>
<p>ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 องค์การอนามัยโลกมีนโยบายให้ ร.พ. ทุกแห่งฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ บี  ให้แก่</p>
<ul>
<li>ทารกแรกเกิดทุกคน</li>
<li>ผู้ที่อยู่ภายในบ้านเดียวกันกับผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัส HBV หรือเป็นพาหะของ HBV</li>
<li>ผู้ที่มีประวัติเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง เช่น มีคู่หลายคน  ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย  ผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ผู้ค้าบริการทางเพศ  เป็นต้น</li>
<li>ผู้ที่ติดเชื้อ HIV</li>
<li>ผู้ที่มีโรคตับ</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">ทำอย่างไรเมื่อมีประวัติสัมผัสหรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี</span></strong></p>
<p>เช่น  หากท่านมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี  หรือสัมผัสกับเลือดของผู้ป่วยที่มีเชื้อ เป็นต้น  การป้องกันการติดเชื้อสามารถทำได้ดังนี้</p>
<ul>
<li><span style="font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif;"><span style="font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif;"><span style="font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif;">ถ้าเคยฉีดวัคซีนและเคยตรวจว่ามีภูมิคุ้มกันเพียงพอ ไม่ต้องทำอะไร</span></span></span></li>
<li> ในกรณีที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน   สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน  และฉีดอิมมูโนโกลบูลิน</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthy.freewer.net/index.php/med/hepatitisb.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>33</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

